สมคิด เลิศไพฑูรย์ บรรยายสรุปผลการทำงานของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงการสร้างระบบการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่เป็นกลาง และการกำหนดหลักเกณฑ์ให้ข้าราชการไม่สามารถดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาได้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องอำนาจหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีอำนาจในการถอดถอน และการเพิ่มเงื่อนไขการถอดถอนในกรณีการกระทำความผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ท่านประธานที่เคารพ ครับ สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการครับ ตามที่ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้มอบหมายให้ผมทำเอกสารสัก ๑ หน้า เพื่อประกอบการพิจารณา สรุปประเด็น ที่กรรมาธิการยกร่างได้เสนอนะครับ ในเรื่องของวุฒิสภานั้น ขออนุญาตเรียนว่าได้ทํา เอกสารเสร็จแล้วนะครับ เพียงแต่ว่าเข้าใจว่าอยู่ในขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ เดี๋ยวคง นำมาแจก แต่เพื่อไม่ให้สภาเสียเวลานะครับ ผมขออนุญาตนำเสนอไปพลาง ๆ ก่อน นะครับ ในเอกสารที่จะแจกท่านทั้งหลายนี่นะครับ จะแยกเปึน ๔ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นที่ ๑ เรื่องจํานวนของสมาชิกวุฒิสภาว่ามีจํานวนเท่าไหร่
ประเด็นที่ ๒ คือที่มานะครับว่า จะมาจากที่ไหนบ้าง
ประเด็นที่ ๓ คือเรื่องการระบบสรรหาที่กรรมาธิการเสนอ
แล้วประเด็นสุดท้าย คือเรื่องอํานาจหน้าที่นะครับ ของสมาชิกวุฒิสภา ก็ขออนุญาตเรียนว่า ตามร่างของกรรมาธิการยกร่างนั้น จํานวนวุฒิสภา (สมาชิก วุฒิสภา) นั้นจะมีทั้งหมด ๑๕๐ คนครับ ตามมาตรา ๑๐๖ วรรคหนึ่งนะครับ ลดจาก จำนวนที่เคยนำเสนอไว้ ๑๖๐ นะครับ จากเดิมนั้น ๑๖๐ ผมขออนุญาตเรียนชี้แจงท่าน ทั้งหลายว่า ที่ตัวเลขลดลง ๑๐ คนนี่ เปึ้นผลมาจากการลดลงของจำนวนของสมาชิก วุฒิสภาที่เราคํานวณนะครับ เดิมที่นั้นเราเสนอ ๑๖๐ คนนะครับ ถามว่าทําไม ๑๖๐ คน ก็ คิดจากฐานของการที่จํานวนวุฒิสภาจะมีสองในห้าของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมี ๔๐๐ คน สองในห้าก็ตกอยู่ที่ ๑๖๐ คนนะครับ แต่ถ้า ถามว่าจำนวนทำไมลดลงจาก ๑๖๐ เหลือ ๑๕๐ ก็จะเปึ้นเกี่ยวข้องกับที่มาครับ
ขออนุญาตเรียนในประเด็นที่ ๒ เรื่องที่มานะครับ ของสมาชิกวุฒิสภา ตามร่างของกรรมาธิการซึ่งอยู่ในมาตราเดียวกันนะครับ มาตรา ๑๐๖ ในตัวร่างนั้น ท่านจะได้เห็นนะครับ แล้วก็เจ้าหน้าที่กําลังแจกเอกสารนี่นะครับว่า มีที่มาจาก ๒ ส่วน ด้วยกันครับ
ส่วนที่ ๑ กรรมาธิการเสนอว่า ให้เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัด นะครับ เปึนตัวแทนของจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน รวมทั้งหมด ๗๖ คน ก็จะเปึนเลือกตั้ง โดยตรงและลับนะครับ หมายความว่าผู้ใดก็แล้วแต่ที่สนใจจะเปึ้นสมาชิกวุฒิสภานั้น ก็สามารถสมัครเปึ้นสมาชิกวุฒิสภาได้ แล้วให้ประชาชนในจังหวัดนั้นเลือก ๑ คนนะครับ ก็เปึ้นทั้งหมด ๗๖ คน ที่เหลืออีกจำนวน ๗๔ คนนั้น จะมาจากการสรรหาจากวิชาชีพ ต่าง ๆ นะครับ รวมทั้งหมด ๑๕๐ คน ถ้าถามว่าทำไม ๗๖ ๗๔ นะครับ ผมขออนุญาต เรียนว่า กรรมาธิการได้พิจารณาแล้วว่า จากการที่ร่างเดิมของกรรมาธิการนี่เปึนระบบ สรรหาร้อยเปอร์เซ็นต์ (Percent) ๑๖๐ คนนี่ ก็พบว่าเมื่อไปรับฟังความคิดเห็นประชาชน และรับฟังความเห็นของพวกเราสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจํานวนร้อยท่าน ก็มีความ คิดเห็นตรงกันครับว่า วุฒิสภานั้นแม้จะไม่ใช่ผู้แทนปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริงก็ตาม แต่ว่าบทบาทของวุฒิสภาก็ยังมีฐานะเปึนสมาชิกสภานะครับ ก็เลยเห็นว่าควรจะมี จุดยึดโยงกับประชาชนมาจากการเลือกตั้งของประชาชนนะครับ ข้อเสนอของพวกเรา ทั้งหลายร้อยท่านนี่นะครับ แล้วข้อเสนอของประชาชนคือวุฒิสภาควรจะมาจาก การเลือกตั้ง แต่ว่าประสบการณ์ของการร่างรัฐธรรมนูญในป้ ๒๕๔๐ เราพบว่าถ้าหาก ให้มีการเลือกตั้งวุฒิสภาทั้งหมดนี่ เราอาจจะได้วุฒิสภาที่ไม่เปึนกลาง แม้จะจัดระบบ ให้มีการไม่สังกัดพรรคการเมือง แม้จะจัดระบบให้ไม่มีการหาเสียงเลือกตั้ง แต่แนะนำตัว ได้เท่านั้น แต่ว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาในป้ ๒๕๔๐ ของการเลือกตั้งวุฒิสภา ๒ ครั้ง ก็พบว่าวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งนั้นดํารงความเปึนกลางไม่ได้อย่างแท้จริง ข้อเสนอของเราก็คือว่า น่าจะใช้ระบบผสมนะครับ โดยมีจำนวนที่มาจากการเลือกตั้ง ๗๖ คน แล้วอีก ๗๔ คน มาจากวิชาชีพต่าง ๆ ๗๔ คนนั้นเปึนความตั้งใจนะครับว่า อยากให้ จำนวนของจำนวนที่มาจากการสรรหานี่น้อยกว่าจำนวนที่มาจากการเลือกตั้ง เดิมที่นั้น เสนอไว้ ๗๖ ๘๔ ครับ ท่านทั้งหลายครับ แต่เมื่อมาคำนวณ มาคำนึงแล้วก็บอกว่า ถ้าเปึ้น ระบบที่สรรหามากกว่าระบบเลือกตั้งนี่ ก็อาจจะไม่เหมาะสม เลยลดจำนวนครับ จาก ๑๖๐ เหลือ ๑๕๐ นะครับ โดยลดจํานวนจากสรรหาวิชาชีพไป ๑๐ คนทั้งหมด นะครับ ขออนุญาตอธิบายเหตุผลให้ท่านทั้งหลายฟัง
ประเด็นถัดมา ประเด็นที่ ๓ เรื่องของระบบสรรหานะครับ ขออนุญาตเรียน เพิ่มเติมว่า อย่างที่ผมได้เรียนท่านทั้งหลายว่า เรามีสรรหาจากวิชาชีพทั้งหมด ๗๔ คน ถามว่าระบบสรรหาจากวิชาชีพนี่จะมาจากอย่างไรบ้างนะครับ กรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญได้เสนอว่า จะต้องมีกรรมการสรรหาชุดหนึ่งครับ ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐๗ ในมาตรา ๑๐๗ ก็จะมีกรรมการสรรหาจำนวนทั้งสิ้น ๗ ท่านด้วยกัน มีท่านประธาน ศาลรัฐธรรมนูญเปึ้นประธาน มีประธาน กกต. มีประธานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา มีประธาน ปปช. ประธาน คตง. แล้วก็ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือกมา ๑ คน แล้วที่ประชุม ใหญ่ศาลปกครองสูงสุดเลือกมาอีก ๑ คน ทั้งหมดรวม ๗ ท่านนี่ครับ ซึ่งเปึนคนที่เรา คิดว่ามีความเปึนกลาง มีความอิสระนะครับ ไม่ผูกพันกับพรรคการเมือง สามารถเปึน องค์ประกอบของกรรมการสรรหาได้ กรรมการสรรหาทั้ง ๗ คนนี้ ก็จะมาทำหน้าที่ สรรหาจากองค์กรวิชาชีพทั้งหลาย ถามว่าองค์กรวิชาชีพหรือกลุ่มที่เราจะมาสรรหา มีใครบ้าง ในมาตรา ๑๐๘ ครับ ๓.๒ ที่ผมเสนอไว้นี่นะครับ ก็จะมีทั้งหมด ๕ กลุ่มด้วยกัน กลุ่มที่ ๑ คือภาควิชาการ กลุ่มที่ ๒ คือภาครัฐ กลุ่มที่ ๓ คือภาคเอกชน กลุ่มที่ ๔ คือ ภาควิชาชีพ และกลุ่มที่ ๕ คือภาคอื่น ๆ ทั้ง ๕ ภาคนี่จะมีการคัดสรร คัดเลือกคนมา ซึ่ง รายละเอียด จะเขียนในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนะครับว่า แต่ละภาคจะมีใครบ้าง อย่างไรบ้าง ขออนุญาตกราบเรียนว่า ในภาคทั้ง ๕ ภาคนี่นะครับ โดยเฉพาะภาครัฐนี่ อาจจะมีคำถามเกิดขึ้นว่า คนที่เปึนข้าราชการสามารถมาดำรงตำแหน่งเปึนสมาชิก วุฒิสภาได้หรือไม่ คําตอบก็คือในคุณสมบัติที่เราเขียนขึ้นนี่นะครับ คนที่เปึนข้าราชการ ไม่สามารถมาดํารงตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาได้นะครับ ก็เปึนหลักเกณฑ์ที่พยายามทํา จัดขึ้น อยากเรียนเพิ่มเติมว่า ๗๔ คนที่ใช้ระบบสรรหานั้น แล้วมีกรรมการสรรหานั้น ก็อาจจะมีคำอธิบายที่ลำบากบ้างนะครับ หลายคนบอกว่า ระบบการแทรกแซงการสรรหา ก็อาจจะมีขึ้นได้นะครับ แต่ว่ากรรมาธิการได้พิจารณาแล้วนะครับ มีความเห็นว่าหากมี การเลือกตั้งร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มนี่นะครับ ความเปึนกลาง ความอิสระของวุฒิสภาคง เกิดขึ้นได้ยากนะครับ
ประเด็นสุดท้ายครับ เรื่องอำนาจหน้าที่ครับท่านกรรมาธิการครับ ท่านสมาชิกครับ เรายังคงให้มีอํานาจหน้าที่เหมือนป้ ๒๕๔๐ คือมีอํานาจหน้าที่ ๔ เรื่อง ด้วยกัน หรือจะใช้ ๓ เรื่องครึ่งอย่างที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ได้กล่าวถึงเมื่อวานนี้ก็ได้
อำนาจที่ ๑ คืออำนาจกลั่นกรองกฎหมายที่มาจากสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร อยู่ในมาตรา ๑๔๒ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ได้นําเสนอต่อท่านสมาชิกนะครับ ในมาตรา ๑๔๒ นั้นก็กล่าวถึงว่า ปกติกฎหมายก็จะผ่านสภาผู้แทนราษฎรมา ๓ วาระ แล้วมาเข้าวุฒิสภานะครับ วุฒิสภาก็มีอํานาจในการพิจารณากฎหมาย แล้วถ้าวุฒิสภา ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ร่างกฎหมายนั้นจะ ถูกยับยั้งไว้ ๑๘๐ วัน ให้มีการคิดคํานึง ให้มีการทบทวนอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นอํานาจ ในการกลั่นกรองกฎหมายซึ่งเปึนอำนาจที่สำคัญ แล้วถ้าท่านทั้งหลายสังเกตก็จะพบว่า วุฒิสภาในป้ ๒๕๔๐ ๒ ชุดนี่ ได้ทําหน้าที่สําคัญมากนะครับในเรื่องของการกลั่นกรอง กฎหมายนะครับ แล้วก็มีกฎหมายดี ๆ ที่ออกมาจากสมาชิกวุฒิสภาใน ๒ รุ่นที่ผ่านมา
อำนาจหน้าที่ที่ ๒ นะครับ คืออำนาจหน้าที่ควบคุมตรวจสอบนะครับ ก็มีอยู่ด้วยกันสองสามเรื่อง คือการตั้งกรรมาธิการสอบสวนข้อเท็จจริงตามมาตรา ๑๓๐ การขอเป่ดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ ตามมาตรา ๑๕๗ การตั้งกระทู้ถามนะครับ ตามมาตรา ๑๕๘ นะครับ เวลาผมพูดถึงมาตรา หมายถึง มาตราตามร่างของกรรมาธิการ
ประเด็นที่ ๓ ครับ เรื่องการแต่งตั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญนะครับ ก็ขออนุญาตว่ามีประเด็นอยู่หลายประเด็นนะครับ องค์กรตามรัฐธรรมนูญหลายองค์กร จะมีการสรรหานะครับ แล้วก็มาแต่งตั้งโดยวุฒิสภา เช่นตามมาตรา ๒๒๖ (๔) ก็จะเปึน เรื่อง กกต. เช่น ตามมาตรา ๒๐๒ (๒) เปึนเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ อย่างนี้เปึ้นต้น นะครับ ก็ขออนุญาตยกตัวอย่าง
ประเด็นสุดท้าย เรื่องการถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนะครับ อันนี้อยู่ในมาตรา ๒๖๕ ก็เปึ้นเรื่องที่ผมได้เรียนไปเมื่อวานว่า เรื่องการถอดถอนนั้น เปึ้นเรื่องที่สําคัญที่เราควรดํารงไว้ ควรให้อํานาจวุฒิสภานั้นมีอํานาจในการถอดถอน ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองได้นะครับ แต่ว่าการถอดถอนนั้นเราได้เพิ่มเงื่อนไขของการ ถอดถอนอีกอันหนึ่งขึ้นมา คือเรื่องการทำผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งเรื่องนี้จะผ่านเรื่องมาจากผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา และ ปปช. นะครับ เมื่อ ปปช. พบว่ามีการกระทำความผิดในเรื่องจริยธรรม คุณธรรมทั้งหลาย ก็สามารถส่งเรื่องมายัง วุฒิสภา เพื่อถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองออกจากตําแหน่งได้นะครับ ก็ขออนุญาตเล่า ขออนุญาตสรุปนะครับ ประเด็นที่กรรมาธิการได้ร่างไว้ในร่าง ของกรรมาธิการครับ ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกครับ ขอบคุณครับ