สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๐

ศรีราชา เจริญพานิช หารือเรื่องการกำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของสภานิติบัญญัติ และสภาสูงสุด และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการกำหนดบทบัญญัติเหล่านี้ให้ชัดเจน เพื่อช่วยให้การทำงานของสภานิติบัญญัติและสภาสูงสุดมีประสิทธิภาพมากขึ้น

รองศาสตราจารย์ศรีราชา เจริญพานิช กรรมาธิการ

ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ผม ศรีราชา เจริญพานิช นะครับ ขออภิปรายในฐานะเปึ้นสมาชิกสภาร่าง รัฐธรรมนูญ นะครับ คือเรื่องนี้นี่เปึ้นเรื่องใหญ่นะครับ แล้วก็ผมเห็นว่าเรื่องของ ที่จริงนี่ผม เห็นกับการที่จะมีสภาเดียว อย่างที่ท่านการุณได้พูดไว้เมื่อกี้ ขออภัยที่เอ่ยนาม ถ้าเผื่อเรา จะมี สว. นะครับ ที่มาจากการเลือกตั้ง ผมเห็นว่ามันจะไม่ต่างกับ สส. เหมือนอย่างที่ ผ่านมา เรื่องนี้ผมเคยได้ทำงานวิจัยนะครับ ในส่วนนี้ให้กับสภาวิจัยแห่งชาติ ตอนที่ทำ เอกสารเสนอในที่ประชุมนิติศาสตร์แห่งชาติ ที่ผ่านไปเมื่อสักสองสามเดือนที่แล้วนะครับ ก็ได้มีการเซอร์เวย์ (Survey) ถึงระบบของ สว. ทั้งของเราและของในต่างประเทศ ก็จะเห็น ได้ว่าที่มาที่ไปนี่นะครับของเรื่องของวุฒิสภานี่ มันมีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับแรก ๆ นะ ครับ ผมเข้าใจว่าจะเปึ้นฉบับที่ ๒ ที่ ๓ วัตถุประสงค์ของการที่จะมี สว. ในตอนนั้นนะครับ กับตอนนี้นี่ ผมไม่แน่ใจว่าจะเหมือนกันหรือจะต่างกัน แต่ในขณะนั้น ตอนนั้นนี่ วัตถุประสงค์ของการที่มี สว. นะครับ ก็เห็นว่าเนื่องจากเรายังเปึนประเทศที่ประชาธิปไตย ใหม่ แล้วก็จำเปึ้นที่จะต้องมีคนที่มีความรู้และประสบการณ์มาเปึนพี่เลี้ยงในการทำงาน ด้านนิติบัญญัตินะครับ เพราะฉะนั้นอย่างที่ได้กล่าวมาแล้วว่า สว. ก็เปึ้นองค์ประกอบ หนึ่งของนิติบัญญัติ ฝ์ายนิติบัญญัติ เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่า ความรู้ ความเข้าใจนะครับ ในการที่จะต้องมากลั่นกรองกฎหมายนั้นนี่ ควรที่จะต้องมีทั้งความรู้และประสบการณ์ใน การที่จะเข้ามาทำงานด้านนี้นะครับ เพราะมิฉะนั้นแล้ว การกลั่นกรองกฎหมายนี่ก็จะไม่ได้ประสิทธิภาพ ไม่ได้มีผลสัมฤทธิ์ เหมือนอย่างที่เราต้องการ ก็จะไม่มีกฎหมายดี ๆ ออกมานะครับ เพราะฉะนั้นปัญหาของ สว. นะครับ พูดไปก็เหมือนอย่างที่ท่านวิทยา คชเขื่อน ได้พูดเมื่อกี้นี้มันเหมือนงูกินหาง เพราะเนื่องจากที่ว่าเรานี่ไม่ได้กําหนดภาพความชัดเจนของการที่จะร่างรัฐธรรมนูญ ในส่วนนี้มาตั้งแต่ต้นให้มันชัดเจนนะครับ เพราะฉะนั้นในกรณีเช่นนี้นี่ผมอยากจะ กราบเรียนว่า ผมได้เคยเสนอนะครับ ให้มีความชัดเจนในตอนร่างขั้นกรรมาธิการว่า น่าจะมีบทบัญญัติที่ชัดเจนในเรื่องเกี่ยวกับตัวอำนาจหน้าที่ของ สส. ก็ดีนะครับ คือ สภานิติบัญญัติ และอำนาจหน้าที่ของ สว. ก็ดีนะครับ ถ้าเผื่อสมมุติกำหนดทั้ง ๒ ตัว นะครับ คือบัญญัติที่ชัดเจนแล้วนี่ การทำงานในส่วนนี้ก็จะง่ายขึ้นนะครับ อย่าง สว. ก็เหมือนกันนะครับ นี่เพิ่งจะมาเห็นภาพชัดเจนตอนที่ว่าเราร่างเปึ้นบทบัญญัติขึ้นมาว่า มีอำนาจทั้งหมด ๔ ประการด้วยกันคือ กลั่นกรองกฎหมาย ควบคุม ตรวจสอบ ด้วยการ ตั้งกรรมาธิการ ตั้งกระทู้ถามนะครับ และอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วก็แต่งตั้งองค์กรตาม รัฐธรรมนูญนะครับ การถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ที่จริงการแต่งตั้งองค์กร ตามรัฐธรรมนูญนี้ ถ้าเผื่อไม่เอา สว. มาเกี่ยว ปัญหาที่ว่าจะเปึนงูกินหางมันก็จะไม่เกิด นะครับ อาจจะต้องดีไซน์ (Design) รูปแบบอื่นนะครับ ที่จะให้มีการได้มาโดยที่ สว. อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องน้อยลงหรือว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย ก็จะทำให้ตรงนี้พูดได้ชัดเจน ยิ่งขึ้นนะครับว่า เรานั้นไม่ต้องการยึดโยงกับประชาชน เพราะเนื่องจากที่ว่าภาพของ ความคิดในการที่จะจัดตั้งองค์กรนะครับ ในเรื่องของการได้มาของ สว. นี่ มันไม่ค่อยชัด มาตั้งแต่ต้น ก็เลยมีปัญหาพันกันไปพันกันมานะครับ กระผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ นะครับว่า ในส่วนของการที่เราจะได้มานะครับ ซึ่ง สว. ที่ดีนั้น ผมอาจจะเห็นต่างกัน ตรงที่ว่าผมคิดว่าเรื่องของการที่มาจากเลือกตั้งส่วนหนึ่ง และการแต่งตั้งหรือการสรรหา ส่วนหนึ่งนั้น มันจะสามารถที่กำหนดคุณสมบัติได้เข้มข้นขึ้น เพราะว่า สว. นะครับ ถ้าเผื่อ ทําหน้าที่ ได้รับการเลือกตั้งมาทําหน้าที่เหมือนอย่างกับ สส. แล้ว ผมก็ไม่เห็น มีความจําเปึนเหมือนอย่างที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ว่านะครับ ว่าเราต้องสูญเสียเงินไปป้ละ ตกประมาณพันล้านเปึ้นเงินเดือนให้กับท่านเหล่านี้ ๖ ป้ก็ ๖,๐๐๐ ล้าน อย่างนี้ เปึ้นต้นนะครับ เพราะฉะนั้นโดยกลไกแล้วนี่ สส. น่าจะทําหน้าที่ได้อย่างเต็มภาคภูมิ เพราะฉะนั้นผมเองค่อนข้างเห็นด้วยกับสภาเดียวตั้งแต่ต้นนะครับ แต่ก็ได้แพ้มติไปแล้ว นะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนของเรื่องของคุณสมบัติของ สว. นะครับ ผมเองผมเห็นว่า เปึ้นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องมีทั้งความรู้และประสบการณ์ ข้อเสียของ สว. ในอดีต ที่มาจากแต่งตั้งนะครับ ก็คือตั้งกันโดยที่ไม่มีหลัก ไม่มีเกณฑ์ที่ชัดเจนนะครับ เปึ้นอำนาจ หน้าที่ของนายกรัฐมนตรีก็ดี หรือทางภาคทางรัฐบาลเปึนฝ์ายเสนอนะครับ เพราะฉะนั้น จึงมีความเห็นโน้มเอียงไปว่า สว. เหล่านี้ถูกตั้งมาเพื่อที่จะค้ําจุนรัฐบาล แล้วก็เลยทําให้ ภาพของ สว. นี่ครับ เสียมาตั้งแต่อดีตตรงที่ว่า เปึนเพียงยกมือเพื่อที่จะค้ำจุนรัฐบาล แต่จริง ๆ แล้วนะครับ ถ้าเผื่อท่านไปดูคุณสมบัติที่แท้จริงของ สว. นะครับที่ตั้ง ๆ กันมา โดยเฉพาะล่าสุดของรัฐบาลสุดท้ายก่อนที่จะมาเปึ้นรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ นี่ จะเห็นว่า มันก็มีการแต่งตั้งที่ค่อนข้างจะเข้าตาประชาชนอยู่เยอะพอสมควร ในสมัยรัฐบาล ท่านบรรหาร ศิลปอาชา ในช่วงนั้น ก็ได้มีการแตกแขนงออกไปที่จะเอาบุคคลที่มีความรู้ ความชำนาญในวงการวิชาชีพต่าง ๆ เข้ามาช่วย ซึ่งตอนนั้นก็เปึ้นนิมิตหมายที่ดีนะครับ ผมอยากจะกราบเรียนพื้นฐานอีกนิดหนึ่งครับว่า ในเรื่องของ สว. นะครับ ถ้าเผื่อดูจาก ในอดีตนะครับ ท่านบอกว่าเปึ้นเหมือนกับสภาฝักถั่วหรือค้ําจุนรัฐบาลก็ตาม แต่คนที่จะ ได้รับการแต่งตั้งในช่วงนั้น เท่าที่ผมได้ศึกษาในประวัติศาสตร์นี่ เราจะเห็นว่าท่านเหล่านั้น นี่นะครับส่วนใหญ่จะเปึนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เปึ้นนายทหาร ซึ่งมีคุณวุฒิ และก็ส่วนใหญ่ ก็คือแต่งตั้งจากข้าราชการชั้น ซี ๑๐ ขึ้นไปนะครับ คืออธิบดีขึ้นไป หรือปลัดกระทรวง ขึ้นไปหรือเทียบเท่า ซึ่งตรงนี้แหละครับ ใครจะว่าอย่างไรก็ตามครับ คือด้วยความรู้และ ประสบการณ์ กว่าจะรับราชการมาถึง ซี ๑๐ ได้นี่นะครับ ก็เปึนเรื่องที่ต้องสั่งสมความรู้ ประสบการณ์ และก็ต้องเปึนคนที่อย่างน้อยเหนือกว่าคนอื่น อีกเปึนหมื่นคนที่จะก้าวเข้ามาถึงตรงนี้ได้นะครับ เพราะฉะนั้นในแง่ของความรู้ ประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดินนั้น จะมีประโยชน์อย่างยิ่งในการที่จะช่วย พิจารณากลั่นกรองกฎหมายนะครับ แต่ถ้าเผื่อเปึน สว. เลือกตั้งนะครับ ก็ไม่ได้ดูถูกว่า ท่านเหล่านั้นจะไม่มีประสบการณ์ครับ แต่ความรู้ประสบการณ์ในการบริหารราชการ แผ่นดินนี่ก็อาจจะมีไม่เท่า หรือมีน้อยกว่า หรือบางคนอาจจะไม่รู้เลยก็ได้นะครับ ถ้าเผื่อเปึนการเมืองร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ ครั้งที่แล้วนี่ ใน สว. ในป้ ๒๕๔๐ นะครับ ก็จะมีเรื่องของการที่ได้เป่ดการเลือกตั้งนะครับ ค่อนข้างจะกว้างขวางชัดเจนเปึนครั้งแรก ดูตอนแรก ๆ ก็อย่างที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ได้เคยกล่าวเมื่อวันก่อนนะครับว่าออกมาดี แต่พอตอนหลังไป ๆ มา ๆ ก็กลายเปึนเรื่องที่ได้ถูกคลุมถุงชน หรือได้ถูกซื้อไปเปึนพวก นะครับ ผลสุดท้ายแล้วบทบาทของ สว. ก็เลยไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่เท่าที่ผ่านมา และก็เปึ้นที่โจษจันของสังคมนะครับ ซึ่งปัญหาอย่างนี้ ผมคิดว่าเมื่อไรก็ตามที่ใช้ระบบ เลือกตั้งแท้ ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์นี่ครับ ผมคิดว่าเปึนเรื่องที่มีปัญหา และจะสามารถทำอะไร ได้ยากเต็มทนนะครับ เพราะฉะนั้นในกรณีเช่นนี้กรรมาธิการก็ได้พยายามที่จะรอมชอม โดยที่ว่าอาจจะมีเลือกตั้งโดยตรงส่วนหนึ่งนะครับ เพื่อดูมาจากผลของการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชน และอีกส่วนหนึ่งก็คือใช้ตัวถ่วงดุล โดยใช้ผู้ที่มาจากการ สรรหานะครับ หรือเปึนการแต่งตั้งทางอ้อมนี่นะครับ อันนี้ก็จะช่วยทำให้ทั้ง ๒ อย่าง นะครับเกิดองค์รวมที่สมบูรณ์ขึ้น ดีกว่าที่จะเลือกตั้งโดด ๆ อย่างเดียว โดยที่ว่าบทบาท หน้าที่ก็จะไม่ชัดนะครับ ถึงแม้ว่าจะมีการกำหนดคุณสมบัติที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม กำหนดคุณสมบัติที่สูงขึ้น การที่คนเราจะมีความรู้ความสามารถในการที่จะมี ประสบการณ์ในการที่จะเข้ามากลั่นกรองกฎหมายนี่ ผมคิดว่าต้องใช้ความรู้ ความสามารถพอสมควรนะครับ บางที สว. เท่าที่ผมฟังอยู่ในรุ่นที่แล้วนะครับ ที่เข้ามา เปึนกรรมาธิการกลั่นกรองกฎหมายบางเรื่องนี่ ก็อย่างเช่นกฎหมายมหาวิทยาลัยนะครับ ก็แก้กันจนกระทั่งกฎหมายมหาวิทยาลัยนี่เละเลยครับ เพราะตัวเองต้องการจะเอาแต่ ตามใจที่ตัวเองอยากจะให้เปึน ผลสุดท้ายปัญหาก็จะเกิดขึ้นตรงที่ว่า แทนที่จะไปทำให้ กฎหมายดีขึ้น กลับกลายไปทำให้กฎหมายเละขึ้นนะครับ ซึ่งอันนี้เกิดขึ้นมาแล้วใน สว. ชุดที่แล้วนะครับ ขอประทานอภัย ที่ต้องยกตัวอย่างนี้ เพราะเปึนความเกิดขึ้นเปึน ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนนะครับ เพราะฉะนั้นโดยสรุปก็คือว่า ผมคิดว่าเราจะเลือกที่จะเดิน ทางไหนนี่นะครับ ผมกราบเรียนว่าท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนะครับ คงจะต้อง ตระหนักให้ดีว่าผลนี้จะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตนะครับ เพราะว่าเหตุที่ว่าเรื่องของการเลือก สว. นั้น จะเปึ้นอีกก้าวหนึ่งที่สําคัญในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าเผื่อท่านไม่ตัดสินใจให้ถูกต้อง นะครับ ผลสุดท้ายการที่เราออกแบบรัฐธรรมนูญมามันก็จะไม่เกิดผลนะครับ เพราะฉะนั้น ผมยังเห็นว่า การเลือกตั้ง สว. แต่อย่างเดียวนั้น ผมว่าคงน่าจะเปึนปัญหา เพราะจริง ๆ แล้ว ถ้าเผื่อเปึ้นอย่างนั้นใช้สภาเดียวจะดีกว่านะครับ ให้มี สส. แต่อย่างเดียว แต่ถ้าเผื่อ จะมี ๒ สภาแล้วนี่ ความต่างของ ๒ สภาควรจะต้องมี มีเหมือนกัน มีไปทําไม ต้องมีแล้ว แตกต่าง แล้วจะต้องทําให้มันดีขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นผมยังคิดว่าการที่ผสมผสาน ระหว่างความคิดเห็นของประชาชนนะครับ ส่วนหนึ่งกับความตั้งใจเดิมของกรรมาธิการ เดิมอีกส่วนหนึ่งนั้นน่าจะเปึนทางออกที่ดีที่สุดครับ ขอบพระคุณครับ