สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๐

เสรี นิมะยุ หารือเรื่องการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา โดยแสดงความไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยไม่จำเป็นต้องมีการเลือกตั้งโดยตรง และพูดถึงการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการเปลี่ยนจากระบบแบ่งเขตเป็นระบบแบ่งส่วน และการสรรหาผู้แทนจาก 7 ฝ่าย โดยกล่าวถึงข้อเสียของระบบใหม่ และเรียกร้องให้เคารพเสียงประชาชน และไม่ให้เลือกตั้งโดยตรง

นายเสรี นิมะยุ

ประเด็น สว. ครับ กราบเรียนท่านประธานสภาร่าง รัฐธรรมนูญ กระผม นายเสรี นิมะยุ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมจะพูดในประเด็น การเลือกตั้ง สว. ครับ ความจริงถ้าเกิดว่าประธานไม่ให้ผมพูดในประเด็นนี้ครับ ผมมีความเสียใจเปึนอย่างยิ่ง ทําไมผมต้องพูดประเด็นอย่างนี้ครับ ตลอดระยะเวลาที่ กรรมาธิการได้กำหนดให้กรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัด ให้ได้ไปตามสอบถาม ระดมความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ผมเปึนประธานกรรมาธิการวิสามัญ ประจำจังหวัดนราธิวาส ซึ่งได้สอบถามพี่น้องประชาชนด้วยความยากลำบาก ที่จะได้รับรู้ การสะท้อนปัญหาที่แท้จริงของพี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้น หากว่าประธานตัดโอกาส ในประเด็นนี้ผมขอประท้วง แต่ไม่เปึนไร ขณะนี้ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ ส่วนหนึ่งครับ ด้วยจิตวิญญาณและสำนึก ผมไม่เคยมีออเดอร์จากใครครับ ทุกครั้ง ที่มีการอภิปราย ผมก็มีความตั้งใจสดับตรับฟัง การที่ผมจะพิจารณาว่า ผมจะโหวตเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย คำว่า ออเดอร์ ในชีวิตผมไม่มีครับ ถ้าออเดอร์ ออเดอร์อย่างเดียว ต้องอยู่ที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ครับ ท่านประธานครับ ที่ผมพูด อย่างนี้หมายถึงว่า ตามที่สมาชิกวุฒิสภานั้น ผมจะมาดูในกรอบว่า ที่มาและที่ไปว่า สว. นั้นมาจากอย่างไร จำนวนเท่าไหร่ คุณสมบัติประการใด อำนาจหน้าที่อย่างไร ที่ผมกำลัง จะนําเสนอให้ท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญไปยังกรรมาธิการยกร่างในวันนี้ ท่านประธานที่เคารพ ผมเห็นด้วยในหลักการที่จะต้องมีการเลือกตั้งโดยตรงกับสมาชิก วุฒิสภา ทําไมผมต้องพูดอย่างนี้ ตลอดระยะเวลาที่ได้รับฟัง ประมวลสั่งเคราะห์กันแล้ว พี่ น้องประชาชนก็ยังมีความต้องการในประเด็นนี้ ผมมีความเชื่อและมั่นใจว่า การทำหน้าที่ กรองกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น ภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่จะต้องมีสืบเจตนารมณ์ของพี่น้อง ประชาชนด้วยในพื้นที่ ทำไมผมต้องพูดอย่างนี้ ผมมีความเชื่อว่าความหลากหลายในพื้นที่ นั้นไม่เหมือนกัน ประเด็นของท่านนายกอุทิศ ขอโทษที่ต้องเอ่ยนาม บางครั้งไม่เหมือนกับผม ที่จังหวัดนราธิวาส สว. นั้นทำหน้าที่กรองกฎหมาย ยับยั้งการกรองกฎหมายในสภา แต่ในขณะเดียวกันนั้นก็ต้องรับรู้ปัญหาและความเรียกร้องของพี่น้องและประชาชนด้วย ที่จะนำเสนอในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นั้นคือประเด็นหัวใจสำคัญครับ ประเด็นหนึ่งที่ผม ไม่เห็นด้วยในการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ที่บอกว่า สว. นั้นไม่จําเปึ้นจะต้อง มาจากการเลือกตั้ง ระบบสรรหาก็ดี ระบบคัดเลือกก็ดี แล้วแต่สุดกรณีที่จะเรียก แต่ทั้งนี้ และทั้งนั้นสิ่งเหล่านั้นก็ไม่ได้เจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ในเมื่อกฎหมาย รัฐธรรมนูญได้กําหนดไว้ว่า เสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์ เสียงประชาชนเสียงที่ใหญ่ ผมไม่อยากจะพูด ดังที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ได้อภิปรายในเมื่อเช้านั้น แต่ผมจะพูด เหมือนอาจารย์เจิมศักดิ์ว่า ประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรบ้างจากกฎหมาย รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ นี่คือประเด็นครับ ที่ผมไม่เห็นด้วย ดังที่ผมจะนําเรียนตามลําดับ ต่อไปนี้ ผมทำการบ้านมาอย่างดีครับ เพื่อจะให้ประธานได้รับฟัง แล้วก็กรรมาธิการยกร่าง ได้พิจารณาในวันนี้ครับ

ประเด็นที่ ๑ ในการเลือกตั้งโดยตรงนั้น ผู้แทนย่อมมีความสัมพันธ์กับ ราษฎรผู้เลือกตั้งโดยใกล้ชิด ในประเด็นนี้ผมเชื่อว่าถ้าระบบการเลือกตั้งนั้น ตัวแทนต่าง ๆ ที่เปึน สว. ก็ดี ย่อมมีความใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ทำหน้าที่กรองกฎหมาย ก็แล้วแต่ แต่ตราบใดที่ไม่รู้ปัญหาและข้อเท็จจริง ปัญหาในพื้นที่แล้ว ผมมีความเชื่อมั่นว่า โจทย์ตั้งมาผิดแล้ว คําตอบจะถูกได้อย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพ ในประเด็นนี้ครับ

ประเด็นที่ ๒ ครับ การเลือกตั้งนั้น ในระบบ สว. นั้น ผมเชื่อว่าอิทธิพล การสินจ้าง การใช้เงินนั้นคงจะลําบากสักนิด เพราะว่าระบบการเลือกตั้งนั้นจะต้องผ่าน การเลือกตั้งในระบบเขตใหญ่เปึนเขตของจังหวัด แต่ถ้าเกิดว่าใช้ระบบการสรรหา ในมาตรา ๑๐๗ นั้น กระผมขาดความเชื่อและมั่นใจว่าจะให้ความเปึ้นธรรมได้หรือไม่ ทำไมผมจะต้องให้น้ำหนักในจุดนี้ ท่านประธานครับ บางครั้งต้องยอมรับว่าพี่น้อง ประชาชนตาดํา ๆ นั้น การที่จะเข้ามาถึงกรุงเทพนั้นก็ยังไม่มีปัญญาที่จะเข้ามาครับ แล้วในบางครั้งการเลือกตั้งนั้นคณะกรรมการ ๗ ฝ์ายที่บอกนั้น จะให้ความเปึนธรรม หรือไม่ แล้วคณะกรรมการที่บอกนั้น ผมกลัวว่าจะเสมือนท่านศิวะได้อภิปรายเมื่อเช้าครับ ต้องขอประทานโทษอีกครั้ง ที่บอกว่า แม้กระทั่งตุลาการรัฐธรรมนูญก็มีการล็อบบี้ (Lobby) ขึ้นมา ตามที่ข่าวได้ออกมา ประเด็นนี้ผมก็มีความเชื่อมั่นว่า ไม่มั่นใจในประเด็น ที่ ๗ ฝ์าย แต่การขาดการประมาณการเท่านั้น แต่ผมก็ไม่ได้ลงลึกไปถึงว่าจะเปึ้นจริง อย่างไรบ้าง ต้องขอประทานโทษ แต่ระบบสรรหาจาก ๗ ฝ์ายนั้นผมยังขาดความเชื่อมั่น ครับท่านประธานที่เคารพ

ทีนี้จะมาดูในประเด็นที่ ๓ สว. ที่มาจากการเลือกตั้งนั้น เขาจะมีความ ภาคภูมิใจในชีวิตของเขาเองครับ ในเมื่อเขาทำหน้าที่ในสภาด้วยความสง่างาม เข้ามา ในสภาด้วยระบบการเลือกตั้ง เข้ามาในสภาด้วยความเชื่อมั่นกับตัวเองว่า พี่น้อง ประชาชนได้เลือกตั้งเขา ซึ่งไม่เหมือนกับระบบสรรหาครับ อย่าว่าแต่สมาชิกวุฒิสภาเลย ครับ ท่านประธานครับ แม้กระทั่งกำนันตัวน้อย ๆ อย่างผมนี่ท่านประธานครับ ถ้ามาจากระบบสรรหาผมยังไม่มีความภาคภูมิใจในชีวิต ดังนั้นต้องมาด้วยระบบ การเลือกตั้ง ในเมื่อเรามอบอำนาจกับพี่น้องประชาชนแล้วตามระบอบประชาธิปไตย เพราะเรามักจะพูดตลอดเวลาว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เปึ้นกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่กินได้ เจตนารมณ์ที่ว่า ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน แต่ในทางกลับกันครับ เรากําลังจะส่วนทางกับเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ กําลังจะให้ ความสำคัญกับระบบสรรหา ระบบการเลือกตั้ง ท่านไม่ต้องเปึนห่วงครับว่า ที่พี่น้อง ประชาชนเลือกนั้น คนคนนั้นจะเปึนคนที่ไม่เก่ง เปึนคนที่ไม่ดี เปึนคนที่ไม่มีความสามารถ บ้านเมืองนี้ถ้ามีแต่คนเก่งคนเดียวนั้น คงจะอยู่ไม่รอดท่านครับ บทเรียนในอดีตมีแล้วครับ ท่านประธานที่เคารพ ดังนั้นเสียงประชาชนต้องเปึนการที่ยอมรับ ในเมื่อเขาทําหน้าที่เปึน ตัวแทนของพี่น้องประชาชน เขาจะต้องมีความเจตนาดีในการที่เขาเลือกมาด้วยความ ภาคภูมิใจครับ

ประเด็นที่ ๔ ที่จะพูดต่อครับ การเลือกตั้งโดยตรงนั้น พี่น้องประชาชน ก็มีความภาคภูมิใจครับ เขาได้เลือกตัวแทนของท่านโดยตรงโดยสมบูรณ์ หากว่า เขาผิดพลาดประการใดก็จะมาโทษเขาไม่ได้ครับ แต่ถ้าเกิดว่าสรรหา และก็ระบบแต่งตั้ง และก็มันก็จะไม่มีความสมบูรณ์ และไม่มีคำตอบที่จะตอบอย่างนั้นได้ด้วยครับ ท่านประธานที่เคารพ