วุฒิสาร ตันไชย พูดถึงการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้ง โดยเน้นย้ำว่าไม่มีระบบการเลือกตั้งที่ดีที่สุด และแนะนำให้เลือกใช้ระบบที่เหมาะสมกับสังคม โดยจะคงสัดส่วนระหว่าง สส. เขต กับ สส. สัดส่วน และแก้ไขระบบบางเรื่องเพื่อให้เหมาะสมกับระบบรัฐสภาและระบบนิติบัญญัติของประเทศไทย
กราบเรียน ท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญครับ ผม วุฒิสาร ตันไชย กรรมาธิการ ขออนุญาต กราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกในสองสามประเด็นที่คณะกรรมาธิการได้ เสนอความคิดเห็นในเรื่องของการได้มาของ สส. และวิธีการ และระบบ
ประการแรกครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่า คณะกรรมาธิการพิจารณา บนพื้นฐานของการพิจารณาแล้วว่าเราเห็นตรงกันครับว่า ระบบการเลือกตั้งทุกระบบมีทั้ง ข้อดีและข้ออ่อน มีความเหมาะสมในสังคมหนึ่งสังคมใด แล้วก็มีความอ่อนในสังคมบาง สังคมในบางเรื่อง ดังนั้น ในทางทฤษฎี จึงไม่มีข้อยุติหรอกครับว่า ระบบใดเปึ้นระบบที่ดี ที่สุดของการเลือกตั้ง ในบรรด้านักรัฐศาสตร์ด้วยกันเองก็คงสรุปไม่ได้ครับว่าระบบใดดี ในต่างประเทศที่มีระบบจนได้ข้อยุติ ก็เปึ้นระบบที่มาจากการพัฒนาการของระบบ เลือกตั้งที่ค่อยเปึนค่อยไป อันนั้นคือ หลักการแรกที่คณะกรรมาธิการเห็นว่า การเลือก ระบบเลือกตั้งที่เหมาะสมกับสังคมจึงน่าจะเปึนคำตอบมากกว่าการวางในเรื่องของทฤษฎี อย่างเดียว
ประการที่ ๒ ครับ คณะกรรมาธิการพิจารณาในสิ่งที่นําเสนอนั้น บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง ก็คือ พยายามที่จะไม่ปรับเปลี่ยนสิ่งที่กรรมาธิการ ได้นำเสนอไปสู่พี่น้องประชาชนในการรับฟังความคิดเห็นมากนัก ดังนั้น ข้อยุติที่เสนอไป ไม่ว่าจะเปึนระบบการเลือกตั้งแบบผสม คือ มีทั้งเขต แล้วก็มีทั้งระบบสัดส่วน จึงจะพยายามยังคงไว้ นอกจากนั้น คณะกรรมาธิการพิจารณาบนพื้นฐานของความเห็น ที่ว่า ในการพัฒนาการทางการเมืองนั้น จำเปึนอย่างยิ่งต้องใช้เวลา ดังนั้น การพัฒนาการ ทางการเมือง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ๆ ในขณะที่ประชาชนยังคุ้นเคยกับระบบหนึ่งอยู่ อันนี้ก็อาจจะนํามาซึ่งปัญหา แล้วก็ความสับสนในระบอบการเมืองของประเทศไทย ดังนั้น กรรมาธิการจึงพยายามที่จะคงแนวทางของระบบของการเลือกตั้งที่คล้าย ๆ กับ ระบบการเลือกตั้งเดิมในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ แต่อย่างไรก็ตามครับคณะกรรมาธิการ ก็พยายามครับที่จะมองเห็นว่า ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งในระบบรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เอง ก็ดูจะมีปัญหาอยู่บ้าง ซึ่งจริง ๆ แล้วหากมองไปทั้งหมดในสิ่งที่ คณะกรรมาธิการพยายามเสนอทั้งระบบใหญ่ จะเห็นว่า คณะกรรมาธิการเองได้พยายาม แก้ไขระบบบางเรื่องเข้าไปแล้ว ด้วยเหตุผลสองสามประการนี้ครับ ผมขออนุญาต กราบเรียนว่า ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการที่นำเสนอต่อท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิก ทุกท่าน จึงมีความเห็นในเรื่องของการเสนอระบบเลือกตั้งที่มาของผู้แทนราษฎรในระบบ ผสม โดยคงสัดส่วนระหว่าง สส. เขต กับ สส. สัดส่วนในส่วนของ ๓๒๐ ๘๐ แต่ใน ขณะเดียวกัน ผมคิดว่า กรรมาธิการเองก็ไม่ได้ขัดข้องครับ ในการที่ฟังความเห็นของเพื่อน สมาชิกแล้วที่อยากจะขยับสัดส่วนของเขตเลือกตั้งไป แต่อย่างไรก็ตามครับ ในเหตุผลประการที่ ๒ ที่เราคงสัดส่วนนี้ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่า หลักการใหญ่ คือ เราเห็นว่า ระบบสัดส่วน และระบบผสมกัน คือ ระบบมาจากเขต และมาจากบัญชีรายชื่อ ด้วยนั้น หรือระบบสัดส่วนนี่ น่าจะเปึนองค์ประกอบที่เหมาะสมกับระบบรัฐสภา กับระบบ นิติบัญญัติของเมืองไทยในปัจจุบัน จุดเปลี่ยนที่คณะกรรมาธิการเห็นว่ามีการ เปลี่ยนแปลง แล้วก็นําเสนอไป คือ วิธีการเลือกตั้ง หรือการได้มาของการเลือกตั้งในการใช้ สิทธิจากเขตใหญ่เรียงเบอร์ เปึน วัน แมน วัน โหวต ซึ่งเหตุผลหลักท่านก็จะได้ฟังจาก ท่านประพันธ์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ได้ให้เหตุผลแล้วว่า เหตุผลของการเปลี่ยน มาเปึน วัน แมน วัน โหวต นั้นส่วนหนึ่งมาจากการรับฟังความเห็นของพี่น้องประชาชน ในขณะเดียวกันการสะท้อนความคิดทางวิชาการที่จะสะท้อนถึงสิทธิของประชาชน ในการจะได้มีสิทธิเท่าเทียมกันในการที่จะมีผู้แทนราษฎร ก็เปึ้นอีกเหตุผลหนึ่ง และประการสำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือว่า เมื่อชั่งใจแล้วว่า ระบบพวงใหญ่ กับระบบ วัน แมน วัน โหวต การจะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ วัน แมน วัน โหวต อาจจะมีโอกาสที่ทำ ให้รัฐบาลมีเสถียรภาพมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามครับคําว่า รัฐบาลมีเสถียรภาพ ไม่ได้ หมายความว่า รัฐบาลนั้นตรวจสอบไม่ได้ ความมีเสถียรภาพของรัฐบาลเปึ้นสิ่งหนึ่งที่มี ความจำเปึน แต่ในขณะเดียวกัน กลไกที่ผ่านมาในอดีต ในระบบการเมืองที่ผ่านมา ในอดีต กลไกการตรวจสอบดูจะไม่ค่อยทำงาน เพราะฉะนั้นในกระบวนการของระบบ ที่เราวางไว้ในส่วนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของความเปลี่ยนแปลงในวิธีการในการ ตรวจสอบรัฐบาลโดยสภาซึ่งจะทําได้ง่ายขึ้น การตรวจสอบโดยภาคประชาชนซึ่งทําได้ ง่ายขึ้น จึงเปึนสิ่งทดแทนที่ว่าเราอาจจะยอมให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ แต่ในขณะเดียวกัน กลไกของการตรวจสอบจะมีความชัดเจนขึ้น และสามารถทำงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เราคงไม่อยากเห็นรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพในการบริหารงาน ครับ
ประการต่อมาครับ ที่ผมขออนุญาตกราบเรียนเปึ้นเหตุผลว่า เหตุใด กรรมาธิการจึงยังคงเหตุผลเรื่องของการคงไว้ซึ่งสัดส่วน การคงไว้ซึ่งสัดส่วนนี้นี่นะครับ กรรมาธิการมีความเห็นว่า แน่นอนครับท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจาก เขตเลือกตั้งก็เปึนผู้แทนที่มีความเข้าใจในปัญหาของพี่น้องประชาชน เปึ้นตัวแทนของ พี่น้องประชาชน แต่ในขณะเดียวกันท่านสมาชิกจำนวนมากที่อยู่ในสภาแห่งนี้ได้อภิปราย ครับว่า เราอยากเห็นนิติบัญญัตินี้มีความหลากหลาย เราอยากเห็นนิติบัญญัตินี้มีตัวแทน ของคนบางกลุ่มที่จะเข้ามา เราอยากเห็นนิติบัญญัตินี้มีคนที่อาจจะมีความเข้าใจ มีความรู้ มีประสบการณ์ แต่อาจจะไม่ถนัดในการที่จะลงพื้นที่ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยตรง เพราะฉะนั้นระบบสัดส่วนในจำนวน ๘๐ จึงเปึ้นระบบสัดส่วนที่มาชดเชย และเปึนคำตอบของสิ่งที่เพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ได้เปึนห่วงเปึนใย ระบบสัดส่วนที่เรา เสนอนั้นเปึนระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจากข้อเสนอเดิม ซึ่งท่านอาจารย์ปกรณ์ ได้อภิปราย แล้วก็ได้นําเสนอด้วยเหตุผลแล้วว่า ประชาชนมีความสับสนว่า ๔ เขตเลือกตั้ง ใหญ่ บังเอิญว่าพ้องกับเขตของภูมิศาสตร์ เพราะฉะนั้นข้อเสนอในร่างที่กรรมาธิการ นำเสนอ จึงเสนอเปึน ๘ เขต ๘ เขตที่ว่านี้เปึนบัญชีสัดส่วนละ ๑๐ คน ระบบของการกา เปึ้นระบบการกาแยกกัน เลือก สส. เขตส่วนหนึ่ง เลือกบัญชีรายชื่อส่วนหนึ่ง เหตุผลที่ผม ขออนุญาตกราบเรียนว่า เหตุผลนี้ที่เราคิดว่า การที่ให้กา ๒ บัตร และวิธีคิดคะแนนจะใช้ แบบเดิมนี่ด้วยมีเหตุผลสองสามประการครับ
ประการแรก ก็คือว่า การกำหนดบัญชีของกลุ่มบัญชีในกลุ่มจังหวัด ที่ประกอบไปด้วย ๘ กลุ่มจังหวัด แล้วมีการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะอยู่ในบัญชีนั้น ๆ ว่าต้องเปึนคนพื้นที่ แล้วมีการกำหนดคุณสมบัติต่อไปว่า ในบัญชีเหล่านี้จะไปซ้ำกับเขต ไม่ได้ แต่ผลหลักของการที่บอกไม่ซ้ำกับเขตไม่ได้ ก็เพราะว่า อาจจะเปึนไปได้ครับว่า ถ้าซ้ำกับเขต สส. คนหนึ่งซึ่งลงสมัครเขตแล้วแพ้ แต่ว่า ด้วยมีการที่มีพลังอยู่ในบัญชีด้วย ก็ได้เปึน สส. เหมือนกัน อันนี้จะทําให้ประชาชนสับสนมากครับว่า เอ๊ะ ตอนเลือกตั้ง ในเขตก็แพ้ แต่ทำไม่ได้ไปนั่งอยู่ในสภา ด้วยเหตุผลนี้ครับ คณะกรรมาธิการจึงพยายาม กำหนดคุณสมบัติของบัญชีรายชื่อใน ๑๐ คนในแต่ละกลุ่มจังหวัดว่า ต้องไม่ซ้ำ กับเขต และไม่ซ้ำกับพรรคอื่น เหตุผลประการที่ ๒ ที่กำหนดแบบนี้ ก็คือว่า เราต้องการให้ สส. ที่อยู่ในเขตบัญชีรายชื่อในสัดส่วนนี้ได้แสดงคุณสมบัติของตัวเองครับ การที่เรา กำหนดให้กาสองบัตร ก็คือ เพื่อสะท้อนทั้งในแง่ของสนใจตัวบุคคลในเขต และใน ขณะเดียวกันนั้น ให้การสนับสนุนพรรค รวมไปถึงคุณสมบัติของบุคคลที่อยู่ในบัญชี ตรงนี้ครับจะเปึนบทสะท้อนที่หลายท่านก็อยากเห็นครับว่า ระบบการเมืองเชิงนโยบายจะ เกิดหรือไม่ ตรงนี้จะเปึนตัวสะท้อนว่า ในพรรคการเมืองแต่ละพรรคซึ่งมีนโยบายนั้น จะต้องกำหนดตัวบุคคลเหมือนกันว่า คนใดบ้างที่จะมาขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งปรัชญา แบบนี้ก็จะไม่ได้แตกต่างนักกับปรัชญาของบัญชีรายชื่อ แต่ในขณะเดียวกันท่านอาจจะ กลับมาคิด หรือกลัวว่า ระบบบัญชีรายชื่อเดิมเปึนปัญหา เพราะระบบบัญชีรายชื่อเดิม เปึ้นเขตประเทศ คนต่างจังหวัด คนนครนายก คนนราธิวาส คนแม่ฮ่องสอน เลือกแล้ว คนกรุงเทพได้ก่อน การกำหนดบัญชีที่ไปกำหนดเปึนกลุ่มจังหวัดจึงเปึนคำตอบว่า ประชาชนเลือกคนที่อยู่ในตัวแทนของกลุ่มจังหวัดตัวเอง รวมไปถึงว่า เราได้กำหนด คุณสมบัติด้วยครับว่า ให้คำนึง ในการจัดบัญชีนั้น ให้พรรคคำนึงถึงโอกาสและความเท่า เทียมกันทางเพศ ผมคิดว่า ประเด็นนี้ก็เปึ้นอีกประเด็นหนึ่งครับที่จะทําให้เห็นว่า ระบบ และโอกาสของกลุ่มคนบางกลุ่มจะสามารถเข้ามาอยู่ในบัญชีนี้ได้ หากผู้สนับสนุนคือ ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง สามารถรวมพลังกันได้ และกำหนดในการเลือก ปัญหาที่เกิด จากบัญชีรายชื่อเดิมในเรื่องของนายทุนเข้ามาแล้วมาเปึน มันถูกแก้ด้วยระบบใน รัฐธรรมนูญ ๒เรื่อง อย่างน้อย ก็คือว่า
ประการแรกครับ การที่มาเปึนรัฐมนตรีแล้วไม่พ้นจาก สส. ตรงนี้ จะแก้ปัญหา
ประการที่ ๒ ครับ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้พูดถึงการไม่กําหนด ๕ เปอร์เซ็นต์ และไม่ได้กำหนดเปอร์เซ็นต์ขั้นต่ำ ด้วยการทดลองตัวเลข ๘๐ คน นี่นะครับ บนพื้นฐาน ของการไม่กำหนดเปอร์เซ็นต์ขั้นต่ำนี่ จะเห็นว่า จะมีพรรคซึ่งเคยได้คะแนนไม่ได้เลย แล้วก็ ได้ ๔ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ ได้มา ๖ คน ครับ เพราะฉะนั้นระบบนี้ก็จะไปชดเชย รวมถึงไป ชดเชยในระบบพื้นฐานของกลุ่มจังหวัดด้วย ซึ่งอันนี้จะสะท้อนความหลากหลาย ความ ต้องการทั้งในเชิงของความคิดที่เพื่อนสมาชิกของเราอยากได้ สะท้อนความเปึ้นตัวแทน ของแต่ละกลุ่มที่เพื่อนสมาชิกอยากได้ด้วยนะครับ
ประการสุดท้ายครับ ในเรื่องของการคิดสัดส่วนแบบนี้นี่ จะสะท้อนเรื่อง ของนโยบาย และจะส่งเสริมให้ระบบพรรคเข้มแข็งขึ้น นั่นก็คือว่า สาขาพรรคต้องทำงาน ครับ สาขาพรรคที่อยู่ในแต่ละพรรคการเมืองที่ปรากฏอยู่นั้น พรรคบางพรรคอาจจะไม่ พร้อมทำทั้งประเทศ แต่มีความถนัดอยู่ในกลุ่มจังหวัดบางกลุ่ม สาขาพรรคอาจจะมีความ เข้มแข็ง เขาก็ส่งบัญชีเดียวได้ แล้วเขาก็มีโอกาสที่จะมีตัวแทนอยู่ในสภา ดังนั้น ระบบของ สัดส่วนที่เรานำเสนอนั้นนี่ จึงเปึนระบบที่คล้ายคลึง แต่มีความแตกต่าง และพยายามที่จะ ลดข้อจำกัดและปัญหาที่เกิดใน ๒๕๔๐ รวมไปถึงที่สำคัญครับ การมีระบบสัดส่วนจะมี ส่วนช่วยสำคัญมากในการเสริมความเข้มแข็งของภาคนิติบัญญัติ เราจะทำให้มีความคิด ที่หลากหลาย มีคนที่มีประสบการณ์ มีคนที่อยากที่จะเข้ามาอยู่การเมืองอีกส่วนหนึ่ง ในสัดส่วนเพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ คือ หนึ่งในห้า หรือ หนึ่งในสี่ ไม่ว่าจะเปึน ๓๒๐ ต่อ ๘๐ หรือ ๔๐๐ ต่อ ๘๐ แต่คนกลุ่มนี้ก็จะทำให้ระบบนิติบัญญัติของเรา ความรอบคอบในการ ออกกฎหมาย ความสมบูรณ์ต่าง ๆ นั้นสมบูรณ์ขึ้น
ประการสุดท้ายครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า สิ่งที่เรากลัว หลายเรื่อง ที่เราพูดประสบการณ์ ๒๕๔๐ เราต้องคิดครับว่า ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ได้มี การปรับบริบทหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเปึนระบบของการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเปึนระบบของ การให้ใบเหลือง ใบแดง ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเปึ้นระบบของการตรวจสอบ ของสภาด้วยกันเอง ซึ่งง่ายขึ้น ระบบที่ทำให้ประชาชนสามารถมาตรวจสอบได้ง่ายขึ้น การเพิ่มมาตรการในเรื่องของจริยธรรมของนักการเมือง การเพิ่มในเรื่องของผลประโยชน์ ขัดกัน หรือผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องราวเหล่านี้ทั้งหมด รวมไปถึงความพยายามที่จะ ไม่ให้เกิดระบบของการแทรกแซงองค์กรอิสระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการการ เลือกตั้ง กลไกเหล่านี้คือจุดเปลี่ยนที่เปึนองค์ประกอบสำคัญ ในการที่จะทำให้ความกลัว หรือความหวาดระแวงในระบบของ ๒๕๔๐ เอง ให้ลดน้อยถอยลง ท่านประธานครับ ท่านเพื่อนสมาชิกครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่า ความเห็นที่ผมกราบเรียนทั้งหมดนี้ เปึนความเห็นบนพื้นฐานของหลักที่คณะกรรมาธิการเห็นว่า น่าจะเปึนคำตอบที่เหมาะสม ที่สุดกับระบบการเมืองไทยในยุคปัจจุบันนี้ ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก แล้วก็ไม่ทำให้ เกิดความสับสนในทางการเมืองมากเกินไป และคํานึงถึงวัฒนธรรมและความเปึนจริงของ บ้านเมืองเราครับ กราบขอบพระคุณครับ