วุฒิสาร ตันไชย เสนอระบบการเลือกตั้งที่จะกระจายเขตเลือกตั้งและลดสัดส่วนของพรรคใหญ่ให้เหลือ 80% และสัดส่วนของพรรคเล็กเพิ่มขึ้น ทำให้พรรคใหญ่ไม่ได้เปรียบเสมอไป และส่งเสริมให้พรรคเข้มแข็งขึ้น
กราบเรียนท่านประธาน ครับ ผมในฐานะที่กรรมาธิการมอบหมายให้ชี้แจงในเรื่องของวิธีคิดเรื่องสัดส่วน ขออนุญาตเรียนเพิ่มเติมให้เห็นตัวเลขนิดหนึ่งครับ กรณีที่หลักคิดอย่างที่ คณะกรรมาธิการเสนอ นั่นหมายถึงว่า การคิดแบบเดิม คือ แบบ ๒๕๔๐ ใน ๘ บัญชี ทำให้เขตเล็กลง และบัญชีมี ๑๐ คน นี่นะครับ ถ้าลองเอาตัวเลข ป้ ๒๕๔๘ ในการเลือก บัญชีรายชื่อนี่นะครับ ถ้าสัดส่วนลดลงจาก สส. บัญชีรายชื่อนะครับ ถ้าท่อนจาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์มาเหลือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคิดคร่าว ๆ นะครับ จะพบว่า พรรคไทยรักไทย จะได้ ๕๔ พรรคประชาธิปัตย์ได้ ๒๑ พรรคชาติไทยได้ ๕ ซึ่งเปึ้นสัดส่วนจาก ๑๐๐ ลงมา เหลือ ๘๐ แต่เมื่อคิดในระบบที่เราเสนอ ก็คือ กระจายเขต แล้วก็ไม่คิดเรื่อง ๕ เปอร์เซ็นต์ โดยไม่มีเพดาน จะพบว่า พรรคไทยรักไทย ลดลงจาก ๕๔ เหลือ ๔๘ พรรคประชาธิปัตย์ ลดลงจาก ๒๑ เหลือ ๒๐ พรรคชาติไทยเพิ่มขึ้นจาก ๕ เปึน ๖ นะครับ และพรรคมหาชน ซึ่งไม่ได้เลย จะได้ ๖ อันนี้คือหลักใหญ่อันแรกของการไม่คิดเปอร์เซ็นต์ ต่อมาประการที่ ๒ ครับ ก็แบ่งกลุ่มจังหวัด ผมขออนุญาตกราบเรียนว่า ไม่เสมอไปครับว่า พรรคใหญ่จะ ได้เปรียบ แต่ระบบนี้จะทำให้แต่ละพรรคมีที่ยืนในแต่ละกลุ่มจังหวัด นั่นหมายความว่า ผมยกตัวอย่างครับว่า เราได้ทดลองเอาตัวเลข ป้ ๒๕๔๘ ของบัญชีรายชื่อ แล้วแบ่งกลุ่ม จังหวัดเปึน ๘ กลุ่มจังหวัด โดยสัดส่วนที่ให้ประชากรใกล้เคียงกันที่สุด นับตั้งแต่ ๘ ล้านคน ผันแปรมาถึง ๗.๕ ล้านคน ซึ่งถือว่าความต่างนั้นน้อยที่สุดแล้วใน ๑๐ กลุ่ม จังหวัด ผมขออนุญาตยกตัวอย่างอย่างนี้ครับ ว่า ในตัวอย่างของจังหวัดกลุ่มที่ ๑ ซึ่งเปึน กลุ่มภาคใต้ ในระบบนี้นี่นะครับ จะเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งได้คะแนนประมาณ ๒,๔๙๐,๐๐๐ คะแนน ในขณะที่มีคนมาลงคะแนนทั้งหมดในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ ๓,๗๖๘,๐๐๐ นั่นก็หมายความว่า เราต้องการ ๓๗๖,๐๐๐ โดยประมาณต่อ สส. ๑ คน ในบัญชีรายชื่อ เมื่อคิดอย่างนี้นี่นะครับ ก็หมายความว่า ประชาธิปัตย์จะได้ไปก่อนเลย ๖ คน โดยใช้คะแนนไป ๒,๔๙๐,๐๐๐ ในขณะที่พรรคมหาชนยังไม่ได้เลย แต่พรรค ไทยรักไทยซึ่งมีคะแนนประมาณ ๘๗๑,๓๑๑ จะได้ ๒ คน นั่นแปลว่า เราใช้ สส. บัญชีรายชื่อไปแล้ว ๘ คน เศษส่วนที่เหลืออีก เมื่อคิดส่วนที่เหลือ เช่น ประชาธิปัตย์ได้ไป ๒,๔๙๐,๐๐๐ ใช้ไปแล้ว ๖ คน คือ ๖ คูณด้วย ๓๗๐,๐๐๐ โดยคร่าว ๆ ประชาธิปัตย์เหลือ อีกประมาณ ๐.๖ ประชาธิปัตย์ได้อีก ๑ พรรคมหาชน ซึ่งเหลืออยู่ ๐.๓ ซึ่งมากกว่า พรรคไทยรักไทย ซึ่งได้เหลืออยู่ ๐.๓๑ ปรากฏว่า พรรคมหาชนได้ ๑ ภาพนี้ก็สะท้อนว่า ในภาคใต้ ๑๐ จังหวัด พรรคประชาธิปัตย์ได้บัญชี ๗ มหาชนได้ ๑ ไทยรักไทยได้ ๒ กลับมาดูอีกอันครับ ในกลุ่มภาคอีสาน พอมาดูในภาคอีสาน จะเห็นว่า ด้วยการคิดระบบ แบบเดียวกันบ้นพื้นฐานของตัวเลข ของผู้ลงคะแนนในบัญชีรายชื่อ ป้ ๒๕๔๘ แต่คิด เฉพาะกลุ่มจังหวัดที่ ๗ นะครับ ซึ่งประกอบไปด้วยจังหวัดในภาคอีสานนะครับ ตัวอย่างเช่น จังหวัดขอนแก่น นครพนม มุกดาหาร เลย สกลนคร หนองคาย หนองบัวลําภู อุดรธานี มีคนลงคะแนนทั้งหมด ๓,๔๐๕,๐๐๐ เศษ ๆ นั่นแปลว่า ต่อ สส. ๑ คน ต้องการสมาชิกต้องได้คะแนน ๓๔๐,๐๐๐ ตัวเลขนี้เมื่อกลับมา ดูจะเห็นว่า พรรคไทยรักไทยได้ ๒,๗๖๔,๐๐๐ ได้ไปก่อนทันที ๘ ครับ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ ๑๗๑,๐๐๐ ยังไม่ได้เลย เพราะยังไม่ถึงขั้นต่ํา พรรคประชาธิปัตย์ได้ ๑๕๓,๐๐๐ ยังไม่ได้ พรรคมหาชนได้ ๑๗๑,๐๐๐ ก็ยังไม่ได้ แต่บังเอิญครับว่า เศษที่เหลือของ ไทยรักไทย ซึ่งใช้ไปแล้ว ๘ ไม่พอ เมื่อเทียบกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคมหาชน ก็จะทำให้เศษที่เหลือนั้น พรรคมหาชนและพรรคประชาธิปัตย์ได้ที่ละ ๑ เพราะฉะนั้น โดยรวม สส. อาจจะใกล้กันครับ แต่การกระจายตัวของพรรค ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ มีพื้นที่ในภาคอีสาน ในขณะที่พรรคไทยรักไทยมีพื้นที่อยู่ในภาคใต้ นี่ผมยกตัวอย่าง ให้เห็นชัดเจนว่า ความแตกต่างแบบนี้ เพราะฉะนั้นระบบแบบนี้จึงเปึ้นระบบที่ไม่ได้บอก ว่าพรรคใหญ่ได้เปรียบเสมอไป นั่นหมายความว่า พรรคจำเปึ้นที่จะต้องชูทั้งนโยบาย และชูทั้งตัวบุคคลใน ๑๐ คน ในกลุ่มจังหวัดนั้น ๆ พรรคจึงจะได้คะแนนครับ อันนี้ จะส่งเสริมให้ระบบพรรคเข้มแข็งขึ้น ในขณะเดียวกันถ้าเปึ้นระบบที่เรายอมให้ สส. เขตมา อยู่ในบัญชีได้ อันนี้จะเปึนปัญหาใหญ่ เพราะว่าคนที่ได้ที่ ๔ สมมุติว่ามี ๓ คนในเขต ได้ที่ ๔ หรือที่ ๕ นั่นแปลว่า ประชาชนในเขตไม่เลือก แต่เขามีสิทธิ เนื่องจากเปึนผู้ที่มี บุญคุณกับพรรคมาอยู่ในบัญชี คน คนนี้ก็ได้เปึนผู้แทนราษฎร เราจะตอบประชาชน ยากมากนะครับว่า คนนี้ไม่ได้ชนะเลือกตั้งในเขต แต่ได้มานั่งอยู่ในสภา ดังนั้น ระบบอันนี้ ระบบที่กรรมาธิการเสนอ จึงเปึนระบบผสมผสานที่ไม่ได้หมายความว่า สส. บัญชีรายชื่อ ได้มาด้วยอ่านิสงส์ของคนในเขต หรือด้วยพรรคอย่างเดียว แต่ด้วยชื่อเสียงข้องตัวเองด้วย เพราะมีการเป่ดเผยชัดเจน ๑๐ คน ตรงนี้จะส่งเสริมให้กลุ่มคนที่อยากเข้ามาทำงาน การเมือง กลุ่มคนที่เปึนผู้นําที่มีความหลากหลายที่พวกเราอยากได้ กลุ่มตัวแทนสตรี กลุ่ม ตัวแทนกลุ่มอาชีพต่าง ๆ เข้ามาอยู่ในบัญชีรายชื่อ และตรงนี้จะส่งเสริมให้พรรคต้องให้ ความเข้มแข็งกับสาขาพรรคทุกสาขา ทุกพื้นที่ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงจะเห็นว่าระบบนี้ อาจจะเปึ้นระบบที่ส่งเสริมทั้งระบบให้พรรคการเมืองพัฒนา แล้วก็เข้มแข็งขึ้นด้วย แล้วก็เปึนการชดเชย เนื่องจากเราตัด ๕ เปอร์เซ็นต์แล้ว เปึนการชดเชยที่ทำให้ระบบของ การคิดเหล่านี้เปึนธรรมมากขึ้น อันนี้คือความเห็นของกรรมาธิการครับ ขอบพระคุณครับ