คมสัน โพธิ์คง หารือเรื่องระบบการเลือกตั้ง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของระบบการควบคุมตรวจสอบในการป้องกันทุจริตการเลือกตั้ง และเสนอระบบการเลือกตั้งแบบผสมแบบสัดส่วน (MMP) ซึ่งเป็นระบบที่ส่งเสริมให้มีพรรคการเมืองจำนวนมากและเป็นระบบที่ได้รับความนิยมในหลายประเทศ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ครับ ผม คมสั้น โพธิ์คง กรรมาธิการเสียงข้างน้อย และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญครับ กระผมขอใช้เวลาสักเล็กน้อยนะครับ พยายามจะไม่ให้เกินเวลาที่ท่านตั้งออดไว้นะครับ แต่เข้าใจว่า อาจจะเกินไปบ้างเล็กน้อย เพราะว่ามันเปึ้นเรื่องสำคัญนะครับ ในเรื่องของ การทำความเข้าใจในเรื่องของระบบของการเลือกตั้งนะครับ ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ในกระบวนการของการที่จะสร้างสถาบันการเมืองที่ดีนี่ ต้องมีหลักการสำคัญในเรื่องของระบบถึง ๓ ระบบ ระบบที่ ๑ ก็คือ ต้องมีระบบการ เลือกตั้งที่ดีนะครับ แล้วก็เหมาะสมนะครับ ๒. ก็คือระบบพรรคการเมืองที่ดี ซึ่งมีระบบ ของประชาธิปไตยภายในพรรคการเมือง แล้วก็มีหลักการต่าง ๆ ที่สำคัญของ พรรคการเมือง และประการที่ ๓ ก็คือ ระบบของการควบคุมตรวจสอบการเลือกตั้งที่ดี นะครับ เพื่อปัองกันไม่ให้เกิดการทุจริตการเลือกตั้ง ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ในแง่ของระบบการเลือกตั้งก็ดี หรือระบบ พรรคการเมืองก็ดีนี่นะครับ ไม่มีระบบใดที่สามารถจะปัองกันการทุจริต การเลือกตั้ง อันเกิดจากการซื้อสิทธิขายเสียงได้ แต่ระบบที่สามารถที่จะทำให้เกิดระบบ ของการควบคุม ปัองกันการทุจริตการเลือกตั้ง หรือซื้อสิทธิขายเสียงได้นั้น ต้องเปึนเรื่อง ของระบบการควบคุมตรวจสอบที่ดี มีองค์กรที่ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ มีกฎหมาย ที่สามารถดําเนินการกับผู้กระทำความผิดได้อย่างครบถ้วนและทั่วถึงนะครับ อันนั้น ก็จะเปึนอีกกระบวนการของการสร้างระบบการเมืองที่ดี และสถาบันการเมืองที่ดี สําหรับในเรื่องของทั้ง ๓ ระบบนั้นนะครับ เนื้อหาใจความทั้งหมดนี่ การวางหลักการ สำคัญทั้งหมดนี่ จึงต้องมีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แล้วก็กฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลว่า สิ่งเหล่านี้เปึนหลักการสําคัญในการได้มาซึ่งองค์กรใช้อํานาจ อธิปไตยของประเทศ สําหรับในองค์กรนิติบัญญัติ แล้วก็องค์กรผู้ใช้อํานาจฝ์ายบริหารนั้น ในแง่ของระบบทั้ง ๓ ระบบนี้ ๒ ระบบเปึ้นระบบที่ชี้นำไปสู่ระบบของการเมืองและสถาบัน ทางการเมือง ในประเทศต่าง ๆ มีปรากฏการณ์ในแง่ของระบบของการเลือกตั้ง ในหลากหลายระบบ แล้วก็ส่งผลในแต่ละระบบที่แตกต่างกัน ผมขอเรียนแจกแจ้ง เปึ้นระบบ ๆ ดังนี้นะครับ ท่านประธานครับ
ระบบที่ ๑ ก็คือระบบการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมาก ซึ่งประเทศไทยเคยใช้ ระบบการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากมาก่อนการเลือกตั้ง เมื่อป้ ๒๕๔๐ ก่อนรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ระบบการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมาก โดยหลักการแล้วนี่ ระบบการเลือกตั้งแบบ เสียงข้างมากเปึ้นระบบที่ผู้ชนะนั้นจะได้ชนะในการเลือกตั้งไป และได้คะแนนเสียงไป แล้วก็ได้ที่นั่งในสภาไป ระบบนี้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ ก็คือว่า แนวโน้ม ก็คือ พรรคการเมืองนั้นจะไปสู่ระบบของพรรคการเมืองที่เปึนพรรคเด่น มีพรรคจำนวน น้อย แต่เปึนพรรคที่มีประชาชนให้การนิยมจำนวนมากในระดับหนึ่ง แต่ว่าจำนวน พรรคการเมืองนั้นจะลดน้อยลงตามลำดับ ตามสภาพของระบบของการเลือกตั้ง แต่ไม่ใช่ว่า ไม่มีพรรคการเมืองอื่นเลยนะครับ
ระบบการเลือกตั้งต่อมาก็คือ ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนนะครับ ระบบ การเลือกตั้งแบบสัดส่วน หรือที่เรียกว่า พร็อพพอร์ชันนอล เร็พพรีเซ็นเทชัน (Proportional representation) เปึ้นระบบที่มีการคิดค้นขึ้นเพื่อจะแก้ไขปัญหาของระบบ การเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากนะครับ ด้วยเหตุผลสองสามประการ
ประการที่ ๑ ก็คือระบบการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมาก คนที่ได้รับการ เลือกตั้ง บางครั้งอาจจะได้คะแนนเสียงไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เช่น ประมาณ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ได้ชนะในเขตเลือกตั้งนั้นนะครับ ขณะที่คะแนนเสียงอีกประมาณ ๕๕ เปอร์เซ็นต์นั้น ไม่มีผู้แทนของตัวเอง ภายใต้ระบบเหล่านี้ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าระบบนี้ คะแนนเสียงประชาชนนั้นส่วนหนึ่งหายไปจากระบบของการคิดคำนวณที่นั่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ระบบสัดส่วนพยายามแก้ไขปัญหาตรงนี้ครับ ด้วยการ วางหลักการในเรื่องของการสร้างความนิยมของบุคคล ประกอบกับพรรคประกอบกัน โดยหลักการอยู่ที่พรรคการเมืองเปึ้นฐานของการสร้างความนิยมและทำให้มีคะแนนเสียง ที่นั่งภายในระบบรัฐสภา ในระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนจะไปแก้ไขปัญหาเรื่อง คะแนนเสียงที่หายไป เนื่องจากไม่ได้ชนะการเลือกตั้งให้สามารถมี สส. ในสภาได้ภายใต้ ความนิยมของพรรคการเมืองนั้น ระบบนี้จะไปแก้ปัญหาเรื่องของคะแนนเสียงที่หายไป ครับท่านประธาน นั่นคือประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนมีลักษณะของการส่งเสริม ให้มีพรรคจำนวนมากขึ้นเพื่อให้เปึ้นทางเลือกของประชาชน เพราะฉะนั้นพรรคที่มี อุดมการณ์เฉพาะด้านก็สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ภายใต้ระบบของการเลือกตั้งแบบสัดส่วน อันนี้นะครับ เพราะฉะนั้นระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนนี้ จึงเปึ้นระบบที่ได้รับความนิยม ค่อนข้างมาก ในปัจจุบันประเทศจำนวนมากใช้ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนเปึ้นระบบ ที่สําคัญในระบบของการเลือกตั้ง
ต่อมาก็คือระบบอีกระบบหนึ่งครับ ก็คือ เปึนระบบที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง ระบบการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมาก และระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วน โดยระบบนี้เปึน ระบบที่ว่า เปึ้นระบบผสม ซึ่งมีระบบผสมอยู่ ๒ แบบใหญ่ ๆ ๑. ก็คือผสมแบบค่อนไปทาง เสียงข้างมาก กับอีกแบบหนึ่ง ก็คือผสมค่อนไปทางระบบสัดส่วน ระบบนี้ก็มีการใช้ หลายแบบ ประเทศไทยใช้ระบบการเลือกตั้งแบบผสม เมื่อป้ ๒๕๔๐ ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๔๐ เปึนระบบที่เรียกว่า พาราลเลล (Parallel) คือมีทั้งระบบของเขตเลือกตั้ง แล้วก็บัญชีรายชื่อควบคู่กัน ----------------------------------------------- แล้วก็มีจำนวนของเขตเลือกตั้งมากกว่าจำนวนของระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งระบบนี้นะครับ ผลที่ได้มา ก็คือว่าเมื่อชนะการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้ง ก็จะได้โบนัส (Bonus) เปึนระบบ บัญชีรายชื่อเพิ่มเติมเข้าไป ยกตัวอย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวถึงเมื่อสักครู่ คือ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ได้กล่าวถึงในเรื่องของการที่มีคะแนนสมทบเข้าไป ยกตัวอย่างเช่น พรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่ง เมื่อการเลือกตั้ง เมื่อป้ ๒๕๔๘ คะแนนนิยมเพียงแค่ ๕๘.๖ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งควรจะได้ สส. ประมาณ ๒๙๔ คน แต่ปรากฏ ว่า ได้ไปถึง ๓๗๗ คน ภายใต้ระบบของการเลือกตั้งแบบผสมที่ค่อนข้างไปทางเสียงข้าง มาก ที่เปึน พาราลเลล เพราะฉะนั้นระบบนี้จึงค่อนข้างมีปัญหา ทำให้พรรคการเมือง เข้มแข็งครับ แต่ว่าปัญหา ก็คือ เปึนการเข้มแข็งที่เกินกว่าความเปึนจริง แล้วก็เปึนการ เข้มแข็งที่อาจจะทําให้นําไปสู่ภายใต้ระบบของเผด็จการรัฐสภาเกิดขึ้นได้ เนื่องจากได้ คะแนนเสียงข้างมากภายในระบบรัฐสภา ระบบที่ทางกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้ พยายามจะเสนอ ก็เปึนระบบการเลือกตั้งในลักษณะผสมค่อนไปทางสัดส่วน ที่เปึน ลักษณะที่เรียกว่า เอ็มเอ็มพี (MMP) หรือ มิกซ์ด เมมเบอร์ พร็อพพอร์ชันนอล (Mixed Member Proportional) ซึ่งระบบนี้โดยหลักการนี่นะครับ เน้นที่ตัวของคะแนน เสียงของพรรคการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งนะครับ มาเปึ้นตัวกำหนดที่นั่ง สส. ในสภานะ ครับ ระบบนี้ว่างหลักการอยู่ตรงนี้ครับว่า เวลาคิดคำนวณคะแนนเสียง หรือคะแนนที่นั่ง ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภานั้น จะคิดที่ความนิยมของพรรคนะครับ ยกตัวอย่าง เช่น ในการเลือกตั้ง เมื่อป้ ๒๕๔๘ ถ้ามีคะแนนเสียงนิยมอยู่ ๕๘.๗ ก็จะต้องได้จำนวนที่ นั่ง สส. ประมาณ ๒๙๔ หรือได้ประมาณ ๒๒.๓ ก็ควรจะได้ ๑๑๑ นะครับ ซึ่งเปึ้นระบบ ที่ถูกต้อง แล้วตรงกับคะแนนนิยมที่ประชาชนได้เลือกกันอย่างแท้จริง ภายใต้ระบบของ การเลือกตั้งเปึ้นระบบนี้นะครับ ที่ได้นำเสนอนั้น โดยหลักการแล้วนี่ เพื่อไม่ให้คะแนนนั้น มันมีความเพี้ยนไปจากสัดส่วนของคะแนนที่แท้จริง เนื่องจากระบบนี้เปึนการผสมเอาเขต เลือกตั้งเข้ามาด้วย การเลือกตั้งเขต อย่างที่ทราบแล้วนะครับว่า เปึ้นระบบที่ทําให้ได้ คะแนนไปเลย เพราะฉะนั้นได้ที่นั่งไปเลย เพราะฉะนั้นภายใต้ระบบนี้ จึงเปึ้นระบบที่มี ปัญหานะครับ แล้วก็ภายใต้ระบบของการเลือกตั้งแบบผสม แบบสัดส่วนนี้ จะไปลด ความเพี้ยนของคะแนนเสียง หรือที่นั่งที่เกิดขึ้นภายใต้ระบบของ พาราลเลล ที่จะใช้อยู่ใน การเลือกตั้ง เมื่อป้ ๒๕๔๐ ขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติมอีกสักนิดหนึ่งครับ ท่านประธาน ครับ ผมจะใช้เวลาไม่เยอะครับ ก็คือว่าระบบการเลือกตั้งแบบป้ ๒๕๔๐ ที่เราใช้อยู่ ในปัจจุบันนี้ ความจริงเปึนวิวัฒนาการของระบบการเลือกตั้งที่พัฒนาการมาจากระบบ การเลือกตั้งแบบเสียงข้างมาก ที่เราเคยใช้ก่อนป้ ๒๕๔๐ แต่เนื่องจากเราใช้ระบบการ เลือกตั้งที่ไม่ได้ตรงกับวิธีการเลือกตั้งของที่สากลเขาใช้ สากลเขาใช้ในระบบ ของการเลือกตั้งในระบบ ๑ เขต ๑ คน แต่ประเทศไทยใช้เปึนพวง ๓ คน เลยเกิด ปรากฏการณ์ ในลักษณะที่เห็นได้สำคัญสองสามประการ ประการที่ ๑ ก็คือ เรื่องของ ความเสมอภาคของประชาชนนั้น ไม่เท่าเทียมกันในแต่ละเขตเลือกตั้ง ประการที่ ๒ ก็คือว่า ถ้าประชาชนเลือกทั้ง ๓ เบอร์ ในเขตเลือกตั้ง ก็จะไปเกิดปัญหาเรื่องของมุ้งเล็ก ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้ว มุ้งเล็ก มุ้งใหญ่ ที่เกิดขึ้นในพรรคการเมือง หรือประชาชนเลือกทั้ง ๓ เบอร์ เปึนคนละพรรค ก็ไปเกิดปัญหาพรรคเล็ก พรรคน้อย กระจัดกระจายไปทั่ว ระบบ การเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากที่ประเทศไทยใช้ในอดีตนั้น เน้นความนิยมตัวบุคคล ไม่ได้เน้นที่นโยบายของพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นระบบนั้นจึงเกิดปัญหาความวุ่นวาย ในเชิงเสถียรภาพของการเมืองค่อนข้างมาก เพราะเปึนการบริหารภายใต้ไม่มีนโยบาย แต่เปึนความนิยมของตัวบุคคล ระบบการเลือกตั้ง เมื่อป้ ๒๕๔๐ นะครับ มีข้อดีจุดหนึ่ง ก็คือ สร้างในเรื่องของนโยบายของพรรคขึ้นมา แต่สิ่งที่มีปัญหา ก็คือ ในเรื่องของความ เปึ้นธรรม ในเรื่องของคะแนนเสียงที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ก่อให้เกิดความเปึนธรรมภายใต้ระบบ พรรคการเมืองที่เกิดขึ้น กระผมขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งครับ ภายใต้ ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนนี้นะครับ ปัจจุบันใช้ในทุกประเทศครับ ทั้งประเทศที่เปึน รัฐเดี่ยว และเปึ้นมลรัฐ นะครับ ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศนิวซีแลนด์ก็ใช้การเลือกตั้ง ระบบสัดส่วนทั้งที่เปึ้นรัฐเดี่ยวนะครับ หรือในระบบสแกนดิเนเวียส่วนใหญ่ใช้การเลือกตั้ง ระบบสัดส่วน หรือยุโรปจำนวนมาก ก็ใช้ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วน ขณะเดียวกันการ เลือกตั้งแบบเสียงข้างมาก กับใช้ในประเทศที่เปึนมลรัฐก็มีครับ เช่น สหรัฐอเมริกา ก็ใช้ระบบการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ใช้ ระบบสัดส่วน เพราะฉะนั้นการที่บอกว่า ระบบสัดส่วนนั้น ใช้เฉพาะในประเทศที่มี ลักษณะเปึ้นสหพันธรัฐนั้น กระผมคิดว่า ในวิวัฒนาการยุคปัจจุบันนั้นใช้ทุกระบบ ทั้งใน ประเภทที่เปึนรัฐเดี่ยวและระบบมลรัฐ เพราะฉะนั้นกระผมจึงขอกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ระบบการเลือกตั้ง แบบสัดส่วนที่เรียกว่า มิกซ์ด เมมเบอร์ พร็อพพอร์ชันนอล ซึ่งมีจำนวนคะแนนเขต แล้วก็ จำนวนของสัดส่วนของบัญชีรายชื่อเท่าเทียมกันนั้นจะเปึนระบบที่สามารถสร้างความ เปึ้นธรรมภายใต้ระบบของความผูกพันกับเขตเลือกตั้งได้มากที่สุด จึงขอกราบเรียน ท่านประธานครับ