สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย เสนอแนะให้ปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์การพูดของสภาเพื่อให้ทุกคนมีโอกาสอภิปรายและทำความกระจ่างให้กับประชาชน โดยวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการนำเสนอประเด็นสำคัญและการไม่ให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับสภาได้อภิปราย
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มีเรื่องจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน แล้วก็เพื่อนสมาชิกอย่างนี้ครับว่า เหตุการณ์เมื่อเช้านี้เปึ้นเหตุการณ์ที่ผมเชื่อว่า พวกเรา ทุกคนไม่สบายใจ รวมถึงกังวลใจด้วยว่า ทำไมมีเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เกิดขึ้นเมื่อเช้านี้ ในฐานะที่ผม เปึ้นผู้เสนอให้มีการนับองค์ประชุม ก็ขออนุญาตกราบเรียนเพื่อนสมาชิกผ่านท่านประธาน ว่า ในเมื่อผมเห็นเพื่อนสมาชิกหลายคนเดินออกจากห้องประชุมอย่างผิดสังเกต โดย สัญชาตญาณผมรู้แล้วล่ะครับว่า ต้องมีปฏิกริยาบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นในความรู้สึกของ เพื่อนสมาชิก จนเปึ้นเหตุให้เพื่อนสมาชิกต้องแสดงออกอย่างนั้น หลังจากที่พัก รับประทานอาหารเที่ยง ผมได้มีโอกาสหารือ ปรึกษา พูดคุยกับเพื่อนสมาชิก พอทราบ สาเหตุได้อย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ
ประการที่ ๑ เพื่อนสมาชิกหลายคนรู้สึกอึดอัดใจกับบรรยากาศการประชุม ในภาคเช้า ที่มีบางสิ่งบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปจากสิ่งที่ได้หารือนอกรอบไปเมื่อวานนี้
ประการที่ ๒ ความเคร่งครัดต่อเวลาที่กําหนดให้ ที่ให้แต่ละท่านได้ใช้สิทธิ อภิปรายคนละ ๑๐ นาทีนั้นนี่ เมื่อเปรียบเทียบกับประเด็นที่พวกเราต้องประชุมกันเมื่อเช้า นี้ ก็คือ มาตรา ๘๗ ซึ่งเปึนมาตราแรกในหมวดซึ่งว่าด้วยเรื่องรัฐสภา มีประเด็นใหญ่ ซึ่งอาจจะนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเรื่องของระบอบรัฐสภาในประเทศไทยก็ได้ ถ้าผู้ที่ แปรญัตติไว้ ๒ ท่าน คือ อาจารย์เจิมศักดิ์ กับท่านการุณ ใสงาม สามารถโหวตชนะ นั่นหมายถึงว่า ระบบรัฐสภาของประเทศไทยจะเหลือสภาเดียว ประเด็นใหญ่ ๆ อย่างนี้นี่ ถ้าที่ประชุมคงยืนในกฎเกณฑ์ตายตัวว่า ต้อง ๑๐ นาที ผมว่า ไม่สามารถที่จะทำความ กระจ่างให้กับพี่น้องประชาชนได้ ผมเองกังวลว่า จะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ถ้าท่านประธานจำได้ ผมเปึนคนขออนุญาตหารือท่านประธาน ก่อนที่จะมีการประชุม เมื่อเช้าว่า ถ้าเราใช้รูปแบบการพิจารณารายมาตราแบบนี้นี่ ผู้ที่ไม่ได้ยื่นญัตติในการขอ แปรญัตติในมาตรานั้น ๆ แต่จะต้องได้รับผลกระทบ เพราะมันเปึ้นมาตราหลัก ในหมวด ที่ว่าด้วยรัฐสภานั้น จะใช้สิทธิอภิปรายได้ไหม ท่านประธานก็กรุณาเห็นชอบว่า น่าจะใช้ สิทธิอภิปรายได้ แต่เสียดายท่านประธานไม่ได้ทําหน้าที่ต่อ ก็นําไปสู่บรรยากาศที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผมไม่อยากใช้เวลาที่ประชุมตรงนี้ให้หมดเปลืองไปมาก ก็อยากจะขอความ กรุณาท่านประธานว่า เปึนอย่างนี้ได้ไหมครับว่า เรื่องกฎเกณฑ์ ผมเห็นด้วยว่า มีความ จําเปึ้นที่จะต้องกําหนดเรื่องระยะเวลาการพูด การอภิปรายของแต่ละคน แต่ขอให้ดู เนื้อหาสาระประกอบด้วยได้ไหมครับว่า มันเปึ้นเรื่องเนื้อหาสาระที่สำคัญนะครับ น่าจะมี จุดยืดหยุ่นได้ นั่นประการหนึ่ง
ประการที่ ๒ แม้ว่าเวลานั้น จะหมดไปแล้ว แต่ว่าผู้ที่อภิปรายอยู่นั้น เขากำลังติดพันในประเด็นสำคัญ และผมเชื่อว่า ด้วยวิจารณญาณของผู้ที่ทำหน้าที่เปึ้น ประธานในที่ประชุมนั้นนี่ สามารถใช้ดุลพินิจได้ว่า สิ่งที่กำลังพูดนั้น กำลังขมวดปม และ นำไปสู่บทสรุปได้ในเวลาที่ไม่ช้านักนี่ ก็น่าที่จะอนุญาตให้พูดต่อจนสิ้นกระแสความได้ การอภิปรายของแต่ละคน ผมเชื่อว่า เปึนข้อมูลสําคัญอย่างหนึ่งที่จะทําให้เพื่อนสมาชิก เอาไปประกอบดุลพินิจในการตัดสินใจ รวมถึงพี่น้องประชาชนที่ติดตามรับฟังอยู่ ก็จะได้ ข้อมูลข่าวสารไปด้วย ข้อสังเกตที่สังเกตเห็นได้ชัด ก็คือ เมื่อเช้านี่ ผู้ที่อภิปราย ก็คือผู้ที่ขอ แปรญัตติให้เหลือสภาเดียว เปึนผู้อภิปรายนําเสนอในประเด็นด้านเดียวทั้ง ๒ ท่าน ผมเอง ไม่เห็นด้วย ผมเปึนผู้ที่เห็นชอบด้วยกับระบบ ๒ สภา ผมยังไม่มีโอกาสได้พูด และโหวตไป ประชาชนฟังแต่เรื่องรูปแบบของสภาเดียว แต่ผลโหวตมา ๒ สภา ชนะ ผู้คนก็จะสงสัย ครับ ว่า อย่างนี้เปึนการโหวตเพราะมีใบสั่งมาหรือเปล่า เปึนการโหวตตามพิมพ์เขียวหรือ เปล่า ทั้ง ๆ ที่มันไม่ใช่ แต่เพราะว่า วิธีการนําเสนอ วิธีการอภิปรายนั้นนี่ เราให้อภิปราย แง่มุมเดียวไงครับ สสร. ที่ไม่เห็นด้วยกับสภาเดียว ไม่เห็นด้วยกับอาจารย์เจิมศักดิ์นี่ เยอะแยะเลยนะครับ แต่ไม่ได้รับสิทธิในการที่จะขึ้นมาอภิปราย ผมไม่อยากให้ประเด็น แบบนี้เกิดขึ้นอีก และผู้ฟังจะสับสนครับ มีผู้อภิปรายมุมเดียวตลอด แต่ผลออกมานี่ เมื่อลงมติ อีกมุมหนึ่งซึ่งไม่ได้นำเสนออะไรเลยชนะ มันเหมือนกับว่า เปึนการบล็อก (Block) กันหรือเปล่า ทุกคนมีสิทธิคิดได้ ผมเปึนห่วงภาพพจน์ของสภาแห่งนี้ ก็ขออนุญาตกราบเรียนที่ประชุมนะครับว่า โดยเฉพาะท่านประธานครับว่า เรื่องของเวลาถ้าเปึนไปได้อยากจะให้ท่านประธาน ใช้ดุลพินิจในการยืดหยุ่นให้ผู้อภิปรายด้วย ขอบคุณครับ