สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๒๙ · ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๐

ไพโรจน์ พรหมสาส์น เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา และเสนอแนะว่า สภาผู้แทนราษฎรควรประกอบด้วยสมาชิก 400 คน และวุฒิสภาควรประกอบด้วยสมาชิก 150 คน

นายไพโรจน์ พรหมสาส์น กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ไพโรจน์ พรหมสาส์น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการยกร่าง ต่อประเด็นเรื่องว่า ควรจะมีเพียงสภาเดียว ไม่ควรมี ๒ สภานั้น กระผมคิดว่าเรื่องนี้ คณะกรรมาธิการเราก็ได้พิจารณา ประชุมปรึกษากัน ทั้งที่ไปประชุมต่างพื้นที่นะครับ ที่ชะอําก็ดี ที่บางแสนก็ดีนะครับ ความเห็นส่วนใหญ่ก็เห็นว่า ควรน่าต้องจะมี ๒ สภา คือสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพราะว่า เรามีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แล้วก็หลาย ๆ ประเทศ เขาก็มี ๒ สภา มีวุฒิสภาเพื่อที่จะเปึนสภาที่จะทําหน้าที่ในเรื่องของสามสี่ประเด็น อย่างที่เรารับรู้ รับทราบกันนะครับ การควบคุมดูแลการทำงานของรัฐบาล การตรวจสอบ การกลั่นกรอง การถอดถอน อะไรก็สุดแล้วแต่ ซึ่งถ้าเราเห็นว่าน่าจะเปึนเช่นนั้น ในประเด็นนี้ ก็อย่างที่ทุกท่านได้รับรู้ รับทราบนะครับว่า การร่างรัฐธรรมนูญของเรานั้น เปึ้นรัฐธรรมนูญฉบับที่เราจะต้องรับฟังความคิดเห็น และพิจารณาการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในการให้ความคิดเห็น ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งกระผมเองมีข้อมูล สถิติจากการรับฟังความคิดเห็น ทั้ง ๗๖ เวที มี ๓ ส่วน แล้วก็คือยกมาเพียง ๓ เรื่อง ๗๖ เวทีทั่วประเทศนั้น ทั้ง ๔ ภาคเห็นว่า เราได้เสนอความคิดเห็นไปนะครับ ยกร่างไปว่า ๓๒๐ ๘๐ ถ้ามี ๒ สภา แล้วก็ คือ สภาผู้แทน และวุฒิสภา เรื่องความเห็นเกี่ยวกับ ๓๒๐ ๘๐ นั้น เห็นด้วยทั้ง ๔ ภาค คิดเปึนร้อยละ ๖๑.๘ นะครับ เห็นด้วยกับการลดจำนวน สส. ลงมา เปึนการประหยัด เห็นด้วย เขตใหญ่ ๓ คน ยากแก่การซื้อเสียง สส. ควรจะมีสัก ๔๐๐ คน เห็นว่าเหมาะสมแล้ว เลือกตั้งตรงแบ่งเขต ผสมกับแบบสัดส่วน และก็เลือกให้ เพราะเปึนการเลือกได้ ทั้งคน ทั้งพรรค แล้วก็แบบสัดส่วนนั้น ก็ในเรื่อง ๕ เปอร์เซ็นต์ (Percent) ที่จะเปึนกําหนดเกณฑ์อันนั้นก็ตัดออกไป ในเรื่องสมาชิกวุฒิสภานั้น ก็เห็นด้วย กับจำนวนประมาณ ๑๖๐ คน แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการสรรหา ควรจะเปึนการเลือกตั้ง โดยตรง สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย ไม่อาจไว้วางใจกับระบบสรรหา ระบบสรรหา ยังไม่มีความชัดเจน คนส่วนน้อยเปึนผู้สรรหา เมื่อความเห็นเปึ้นเช่นนี้นะครับ คณะกรรมาธิการเราก็ได้มาปรับปรุงวิธีการในการที่จะให้มี สส. อย่างไร วุฒิอย่างไร ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น เราก็ปรับปรุงเปึนในเรื่องของการที่ ๓๒๐ คน นั้น มาจาก แบบแบ่งเขต เขตละ ๑ คน แทนที่จะเปึ้นเขตใหญ่ รวมทั้งก็เปึ้นแบบผสมนะครับ ๓๒๐ มาจากแบ่งเขตอีก ๘๐ คน มาจากการที่จะมาแบบสัดส่วน ซึ่งก็ได้มีการแบ่งเขตพื้นที่ เปึ้น ๘ เขต เขตละ ๑๐ คน นะครับ รายละเอียดคงยังไม่พูดถึงตอนนี้นะครับ นั่นเปึ้นเรื่อง ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่วนวุฒิสภานั้น เราก็ได้มีการพิจารณาปรับปรุงใหม่ เปึ้นมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากทุกจังหวัด จังหวัดละ ๑ คนเปึน ๗๖ คน ส่วนที่มาจาก การสรรหานั้น ลดจำนวนลงมาให้น้อยกว่ามาจากการเลือกตั้งคือ ๗๔ ก็รวมกันแล้วเปึน ๑๕๐ คน นั่นเปึนส่วนที่คณะกรรมาธิการยกร่างเราได้นำเสนอในร่างแห่งนี้ สถิติอันหนึ่งที่เราได้จากการรับฟังความคิดเห็นจาก ๑๒ องค์กร ตามรัฐธรรมนูญ ก็เห็นค่อนข้างจะสอดคล้องต้องกันในเรื่องของ สส. แต่ในเรื่องสมาชิกวุฒิสภา ก็ส่วนใหญ่ ก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะมีการสรรหา แต่สิ่งหนึ่งที่เปึนข้อมูลสถิติ ผมคิดว่า น่าเชื่อถือได้ ค่อนข้างมากนะครับ คือ รายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ต่อร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... ซึ่งสถาบันพระปกเกล้า ได้จัดทำร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ มีการสำรวจความเห็นของพี่น้องประชาชนก่อน ทั่วทั้งประเทศถึง ๓๔,๗๗๙ คน ระหว่างวันที่ ๔ ถึง ๑๔ พฤษภาคม เปึนช่วงที่ร่างแรก เราเสร็จ แล้วก็เผยแพร่ออกไป เราเสร็จ เราเผยแพร่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๐ ความเห็นมี ๓ ประเด็น ด้วยกันนะครับ ในประเด็นแรก เรื่องรัฐสภา จากการสอบถามในเรื่องนี้ เพียงประเด็นเดียว คือรัฐสภาของประเทศไทย เห็นว่า ควรมี ๒ สภา คือสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา พบว่า ระบุเห็นด้วยถึงร้อยละ ๘๓.๘ ส่วนเรื่องสภาผู้แทนราษฎรนั้น เห็นด้วย กับการมี สส. ๔๐๐ คน ร้อยละ ๗๐.๑ นะครับ ประเด็นสอบถามว่า ๓๒๐ ๘๐ เปึ้นอย่างไร เห็นด้วย ๔๕.๖ ซึ่งเปึนเสียงส่วนใหญ่ แล้วก็ประเด็นเรื่องการเลือกตั้ง แบบสัดส่วน แบ่งเปึ้นเขตต่าง ๆ ๘๐ คน ก็เห็นด้วยร้อยละ ๔๑.๕ ถึงแม้จะต่ำกว่าครึ่ง แต่ก็เปึ้นเสียงส่วนใหญ่ ส่วนวุฒิสภานั้น จากการสอบถามในประเด็นต่าง ๆ ส่วนใหญ่ ก็เห็นว่า ควรจะมีวุฒิสภา แต่ว่าความเห็นก็ยังไม่เปึ้นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ส่วนใหญ่ เห็นว่า น่าจะมาจากการเลือกตั้ง นั่นเปึนข้อมูลจาก ๓ แหล่งที่กระผมมีอยู่ในมือนะครับ ส่วนประเด็นที่ควรจะมีการพิจารณาว่า ควรจะมีสภาเดียว หรือไม่อย่างไรนั้น กระผม เห็นว่า ทางกรรมาธิการเราก็พิจารณาเช่นเดียวกัน ว่า มันน่าจะควรจะต้องมี ๒ สภา ถ้าหากมีเพียงสภาเดียวแล้ว ท่านลองพิจารณาคิดดูว่า ถ้าสภานั้นมาจากพรรคการเมืองเสียงข้างมากเพียงพรรคเดียวเปึนส่วนใหญ่ หรือจะเปึน รัฐบาลผสมก็แล้วแต่ แต่เสียงข้างมากนั้น จะมีโอกาสทั้งตั้งรัฐบาล มีโอกาสทั้งควบคุม สภา ในเรื่องของการที่เราจะหวังว่า ให้สภานั้นไปควบคุมรัฐบาลคงจะเปึนไปได้ยาก ในเรื่องที่จะควบคุม ตรวจสอบ ในเรื่องของการจะถอดถอน ในเรื่องที่จะกลั่นกรอง ในเรื่องที่จะตรวจสอบการเข้าสู่องค์กรอิสระต่าง ๆ เราคงจะหวังอะไรไม่ได้เลย เราคิดว่า ถ้าเปึนเช่นนั้น ก็เหมือนกับสภาของประเทศที่มีการปกครองแบบสังคมนิยม หรืออำนาจ เบ็ดเสร็จ ท่านลองคิดดูก็แล้วกันนะครับ มีพรรคเดียว คนของพรรคเท่านั้นสมัครได้ แล้วสมาชิกพรรคเปึนผู้เลือก เราจะเปลี่ยนแปลงการปกครองของเราเปึนแบบนั้นหรือ ผมคิดว่า ประเทศชาติไม่ใช่เครื่องมือที่แนวความคิดของใครคนใดคนหนึ่งจะมาเปึ้นเครื่อง ทดลอง แล้วเราได้ทำเรื่องนี้กันมาตั้งแต่ ๒๔๗๖ แล้วก็เปลี่ยนแปลงเรื่อยมา มีการเลือกตั้ง เมื่อคราวที่แล้ว และจากการอภิปรายของทั้ง ๒ ท่าน ก็เห็นได้ชัดเจนนะครับ ประทานโทษ ที่ขอเอ่ยนาม ไม่ว่าจะเปึนท่านเจิมศักดิ์ ท่านการุณ ก็เห็นแล้วว่า ระบบล้มเหลวเปึน อย่างไร ถ้าหากว่าเราปล่อยให้มีการเลือกตั้งแบบเก่า คือหมายถึงแบบวุฒิสภาที่ว่าจะต้อง มาอะไรต่าง ๆ ซึ่งถ้าหากเรามีการปรับเปลี่ยนวิธีการที่ต้องการได้มาซึ่งวุฒิสภา หรือสภา ผู้แทนราษฎร ก็ดีครับ เราก็หวังว่า มันน่าจะได้สภาที่ดีขึ้นกว่าเดิม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อยู่ที่ความรู้ ความเข้าใจของพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ ว่ามีความมีจิตสำนึก ของความเปึนประชาธิปไตย การที่จะใช้สิทธิ ใช้เสียงอย่างตรงไปตรงมา ไม่เห็นแก่ อามิสสินจ้าง ร่างวัล ได้คนดี มีความรู้ ความสามารถเปึนผู้แทนของเรา ไม่ว่าจะเปึน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาก็ตาม ถ้าเปึ้นเช่นนั้นได้ ความเปลี่ยนแปลง เริ่มจะเห็นขึ้นในการเลือกตั้งที่จะมาถึงเร็ว ๆ นี้ ภายหลังการที่เรามีการออกเสียง ประชามติรับรองรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หรือมีการเลือกตั้งในเร็ววันขึ้นนั้น ผมก็คิดว่า มันน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง ถ้าหากว่า เห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตามร่างที่เราร่าง ออกไป มีข้อบกพร่องอะไร อย่างไร เมื่อเป่ดการได้มาซึ่งผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาจากการ เลือกตั้งของพี่น้องประชาชน หรือจากการที่เราได้มาตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว ก็สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นได้นะครับ เพียงเสียง ๒ สภาร่วมกัน เกินกว่าครึ่งหนึ่งนะครับ เกินกว่าครึ่งหนึ่งเท่านั้นเอง หรือประชาชนประมาณ ๑ แสนคน ก็สามารถที่จะเข้าชื่อกันมาแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนั้นได้นะครับ นั่นเปึ้นส่วนหนึ่งที่ ผมคิดว่า ทางกรรมาธิการที่เราพิจารณานั้นนะครับ ความจริงเราก็ยืนยันในหลักการที่ว่า น่าจะต้องมี ๒ สภา สภาผู้แทนนั้น ก็ยืนยันในตรงหลักตัวเลขที่ว่า ๓๒๐ ๘๐ ส่วนว่า ที่ประชุมจะเห็นเปึ้นส่วนใหญ่ จะเพิ่มจำนวน จะลดอะไร อย่างไร ก็เปึนเรื่องที่เราพิจารณา กันได้ วุฒิสภาก็จะใช้แบบที่เราเสนอ หรือจะมีการปรับเปลี่ยนอะไร อย่างไร ก็สุดแต่ ที่ประชุมแห่งนี้เสียงส่วนใหญ่จะเห็นเปึ้นอย่างไรครับ กระผมก็ขออนุญาตชี้แจง โดยหลักการสั้น ๆ เพียงเท่านี้ก่อนครับ ขอบพระคุณครับ