สมคิด เลิศไพฑูรย์ ระบุ 4 ประเภทของรัฐวิสาหกิจ และความแตกต่างของการแปรรูปในรัฐวิสาหกิจแต่ละประเภท
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการครับ ขออนุญาตกราบเรียนท่านสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านครับว่า ระบบการบริหารงานของประเทศ เราทำด้วย หลายวิธีการ จริง ๆ ก็มี ๓ รูปแบบใหญ่ ๆ รูปแบบที่เราใช้ระบบราชการเปึ้นตัวขับเคลื่อน ของระบบงานภาครัฐ เรามีรัฐวิสาหกิจ ก็เปึ้นอีกระบบหนึ่งที่ขับเคลื่อนภาครัฐเช่นเดียวกัน แล้วก็ในท้ายที่สุด เรามีองค์การมหาชนครับ ซึ่งเปึนหน่วยงานประเภทที่ ๓ เกิดขึ้น พูดง่าย ๆ คือ ณ ปัจจุบันนี่ เรามี ๓ ประเภท หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การ มหาชน ในส่วนขององค์การมหาชน ประทานโทษครับ ในส่วนของรัฐวิสาหกิจนั้น ผมอยากกราบเรียนท่านสมาชิกทั้งหลายว่า ในทางกฎหมายนี่ มันมีรัฐวิสาหกิจอยู่ ๔ ประเภท ประเภทที่ ๑ คือ รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัตินะครับ อยากตั้ง รัฐวิสาหกิจ ๑ แห่ง ต้องออกพระราชบัญญัติ ๑ ฉบับ รัฐวิสาหกิจกลุ่มนี้มักมีคำว่า การ นำหน้า ก่อไก่ สระอา รอเรือ นะครับ การไฟฟัา การประปา การท่าเรือ การท่าอากาศยาน สมัยก่อน ประเภทที่ ๒ ครับ ท่านประธานครับ รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา โดยอาศัยอำนาจตาม พรบ. ว่าด้วยการจัดตั้งองค์การรัฐบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ รัฐวิสาหกิจ กลุ่มนี้มักมีคำว่า องค์การ นำหน้า สมัยก่อนก็ องค์การรถไฟฟั้ามหานคร องค์การ ส่วนพฤกษ์ศาสตร์ องค์การอะไรอีกหลายองค์การด้วยกัน ประเภทที่ ๓ คือ รัฐวิสาหกิจ ที่ตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีคำว่า บริษัท ต่อท้าย เริ่มต้น และ ต่อท้ายด้วย จำกัด การบินไทย จำกัด บริษัทน้ำมันบางจาก จำกัด อย่างนี้เปึนต้น ธนาคารกรุงไทย จำกัด เปึนต้น ประเภทสุดท้ายครับ รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี ได้แก่ รัฐวิสาหกิจที่ไม่มี ฐานะเปึนนิติบุคคล เช่น โรงงานยาสูบ โรงพิมพ์ตำรวจ สถานธนานุเคราะห์ รัฐวิสาหกิจมี ๔ ประเภท และการจัดตั้ง การยุบเลิกนั้นไม่เหมือนกัน ถ้าตั้งโดยพระราชบัญญัติก็มักจะ ต้องยกเลิก หรือแปรรูปโดยพระราชบัญญัติ ถ้าตั้งโดยพระราชกฤษฎีกา ก็ต้องยุบเลิก หรือ แปรรูปโดยพระราชกฤษฎีกา ตั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือตั้งตามมติ กันต่อ ก็ว่าไปตามนั้นนะครับ เมื่อป้ ๒๕๔๒ มีแนวคิด เมื่อป้ ๒๕๔๒ มีคนมีแนวคิด นักกฎหมายมีแนวคิดว่า ถ้าอยากแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ประเภทที่ ๑ นี่ คือ ตั้งโดย พระราชบัญญัตินี่ แล้วต้องออก พรบ. นี่ใช้เวลานาน เสียเวลามาก ท่านทั้งหลายที่อยู่ใน ระบบราชการคงรู้นะครับ อยากปรับปรุง พรบ. ของพวกเราเองนี่ ก็ต้องใช้เวลาสองสามป้ ด้วยกัน ในท้ายที่สุดนี่ ก็มีข้อยุติในทางกฎหมาย ซึ่ง ณ วัน ป้ ๒๕๔๒ เห็นว่าถูกต้อง ณ ป้ ๒๕๔๙ ๒๕๕๐ เราเห็นว่า ไม่ถูกต้อง เกิด พรบ. ฉบับหนึ่งครับ เรียกว่า พรบ. ทุนรัฐวิสาหกิจ ๒๕๔๒ พรบ. ฉบับนี้มีเนื้อหาสาระ ก็คือว่า นับแต่นี้ต่อไป รัฐวิสาหกิจที่ตั้ง ขึ้นตามพระราชบัญญัตินี่ไม่จำเปึนต้องแปรรูปโดยพระราชบัญญัติอีกต่อไป แต่สามารถ แปรรูปโดยพระราชกฤษฎีกาได้ ซึ่งในขณะนั้น เมื่อออกกฎหมาย ในป้ ๒๕๔๒ นี่ ได้มี สมาชิกสภาจำนวนหนึ่ง ไม่แน่ใจว่ารวมสมาชิกสภาของพวกเราหลายคนที่นั่งอยู่ที่นี่ด้วย หรือไม่นะครับ ได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้วินิจฉัยนะครับว่า รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้น โดยพระราชบัญญัตินี่ แต่ว่าเวลาแปรรูปนี่มาแปรรูปโดยกฤษฎีกานี่ มันชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยครับว่า พรบ. ทุนรัฐวิสาหกิจ ๒๕๔๒ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีปัญหาแต่ประการใดทั้งสิ้น หลังจากนั้น ก็เลยมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ตั้งตาม พรบ. อีกมากมายหลายฉบับด้วยกัน ซึ่งสังคมไทยก็ได้เรียนรู้แล้วครับ แล้วก็มีความเห็น หลายเรื่องว่า การแปรรูปโดยวิธีการออกพระราชกฤษฎีกา ซึ่งเปึ้นอำนาจของฝ์ายบริหาร ไม่น่าจะเปึนสิ่งที่ถูกต้อง กรรมาธิการก็มีความเห็นที่คล้ายคลึงนะครับ ผมเข้าใจว่า ท่านสุรชัย หรือหลายคนก็พูดในทํานองเดียวกันนะครับว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่เรา กำลังพูดถึงกันอยู่นี่ น่าจะทำได้ แต่ว่าที่ถกเถียงกัน คือ วิธีการของการแปรรูปว่า จะทำอย่างไร จะแปรโดยพระราชบัญญัติ หรือแปรโดยพระราชกฤษฎีกานั่นเอง จะแปรโดยอาศัยอำนาจของสภา หรือแปรโดยอาศัยอำนาจของฝ์ายบริหาร ประเด็น มีอยู่ตรงนี้เท่านั้นเองนะครับ เข้าใจว่ากรรมาธิการเสียงข้างน้อย ได้ยกคำพิพากษาของ ศาลปกครองขึ้นมาว่า ศาลปกครองตัดสินให้การแปรรูป กฟผ. นั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผมอยากกราบเรียนท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมครับว่า ศาลปกครองไม่ได้ ตัดสินนะครับว่า การแปรรูปไม่ถูกต้อง หรือไม่ควรมีการแปรรูป ไม่ได้ตัดสินอย่างนั้น นะครับ ศาลปกครองเพียงแต่ตัดสินว่า กระบวนการแปรรูปที่เขียนในกฎหมายนี่ กับ กระบวนการแปรรูปที่ทำโดยคนทั้งหลายใน กฟผ. นี่ ไม่ถูกต้อง พูดง่าย ๆ คือ กระบวนการ แปรรูปไม่ถูกต้องนะครับ