พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารจัดการกิจการของรัฐที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารจัดการของบริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยการประปาภูมิภาค และการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดปัญหาการระดมทุนและการบริหารจัดการของกิจการเหล่านี้
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ครับ ท่านสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายในประเด็นที่ผม ยอมรับว่า เปึ้นประเด็นเผ็ดร้อนพอสมควรในสังคมไทยนะครับ แล้วก็ไม่เฉพาะแต่ ประเทศไทยเท่านั้น ในประเทศอื่น ๆ ก็มีประเด็นเหล่านี้ กลายเปึนประเด็นการเมือง กลายเปึนประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างมาก เพราะว่ามีการนำเอาข้อมูลต่าง ๆ นี่ มาพูดจาว่ากล่าวกัน โดยที่ข้อเท็จจริงนี้อาจจะเปึ้นอีกอย่างหนึ่งนะครับ ผมขออนุญาต เริ่มต้นอย่างนี้นะครับว่า โดยฐานะแล้วนี่นะครับ รัฐจะต้องมีหน้าที่ในการจัดเรื่องของ สาธารณูปโภค ดูแลให้ประชาชนได้รับประโยชน์สุขอย่างถ้วนหน้า อย่างในอดีตนี่นะครับ รถไฟก็เปึนกรมรถไฟ เปึนกิจการสาธารณูปการที่รัฐนี่เปึนเจ้าของ แต่อดีตนี่ ไฟฟัา โทรเลข โทรศัพท์ ก็เปึนกิจการหนึ่งของรัฐ ในรูปของหน่วยราชการ ของกรมไปรษณีย์ เปึน ต้น นะครับ เพราะฉะนั้นเมื่ออยู่ไป อยู่ไปนี่ ก็ปรากฏว่า มันเกิดปัญหาความไม่คล่องตัว ทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการ เกี่ยวกับงบประมาณ เกี่ยวกับบุคลากรนะครับ ก็เลยมี การแยกออกมาเปึนรัฐวิสาหกิจ จากเดิมที่เปึนกรมรถไฟ เปึนกรมไปรษณีย์ เปึนเรื่องของ โรงไฟฟัานะครับ มาเปึน กิจการรัฐวิสาหกิจ แล้วก็เห็นกันว่า คิดกันว่า รัฐวิสาหกิจนี่ น่าจะ เปึนกิจการที่จะเชื่อมประโยชน์ระหว่างรัฐกับเอกชนกับประชาชนผู้ใช้ได้อย่างเต็มที่ ก็คือ มีการบริหารจัดการอย่างเอกชนนะครับ แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังคงมีความเปึนรัฐอยู่ ก็คือ รัฐนี่เปึ้นเจ้าของนะครับ แต่รูปแบบนี่นะครับ ในการแยกออกมาจากรัฐนี่ ก็มีแตกต่างกัน บางรูปแบบก็ตั้งโดยกฎหมายพิเศษนะครับ บางรูปแบบก็ตั้งโดยเปึนการจดทะเบียนเปึน บริษัทจำกัดนะครับ หรือเปึนบริษัทมหาชนไปเลยก็มีนะครับ ตัวอย่างเช่น บริษัท การบินไทย เปึนตัวอย่างของกิจการของรัฐ ที่ออกมาในรูปของบริษัทจำกัดนะครับ แล้วก็ จดทะเบียนในตลาดในที่สุด แล้วก็กลายเปึนกิจการของรัฐที่มีการซื้อขายหุ้นกันในตลาด หลักทรัพย์ มีฐานะเปึนรัฐวิสาหกิจ เพราะรัฐยังถือหุ้นเกินกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อใด ก็ตามที่รัฐถือหุ้นน้อยกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ก็จะถือว่า ไม่ใช่รัฐ รัฐวิสาหกิจ ให้ถือว่า เปึ้นเอกชน ทั้งนี้ ตาม พรบ. วิธีการงบประมาณ ๒๕๐๒ นะครับ ซึ่งมีบัญญัติของความ เปึ้นรัฐวิสาหกิจไว้ว่า วัดที่ตรงที่รัฐนี่ถือหุ้น ทั้งทางตรง ทางอ้อมนี่นะครับ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในระยะที่ผ่านมานี่นะครับ ก็มีกิจการหลายกิจการที่รัฐได้มีการแปลงสภาพจากความ เปึ้นรัฐวิสาหกิจ ให้เปึนเอกชน ทั้งที่เปึนกิจการสาธารณูปโภคนะครับ ผมยกตัวอย่าง ก็คือ กรณีของบริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด หรือ อีสท์ วอเตอร์ (East Water) ของการประปาภูมิภาค ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นมา แล้วก็สุดท้ายนี่นะครับ การประปา ภูมิภาคก็ถือหุ้นเพียง ๔๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็บริษัทดังกล่าวก็ได้มีการนำเข้าไปสู่ตลาด หลักทรัพย์ อันนี้คือตัวอย่างของกิจการสาธารณูปโภคนะครับ ขั้นพื้นฐาน ก็คือ เรื่องน้ำ แต่สุดท้ายรัฐก็ได้นําไปสู่การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็เปึนประโยชน์กับทุก ฝ์าย ๑. ก็คือ ไม่เปึนภาระต่อรัฐบาลในการที่จะต้องไปกู้เงินมาเพื่ออุดหนุน ๒. มีการ บริหารจัดการอย่างเปึนอิสระจากรัฐนะครับ เปึนความสามารถของบริษัทดังกล่าวที่จะ ระดมทุนได้นะครับ ขณะเดียวกัน ประชาชนที่ประสงค์จะลงทุนนะครับ หรือกองทุนต่าง ๆ ที่เราพูดกัน ไม่ว่า จะเปึนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุน กบข. ที่มีเงินเหลือล้นนะครับ ขณะนี้เรามีกองทุน ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ๓ กองใหญ่ ๆ ก็คือ กองทุน กบข. มีเงินอยู่ประมาณสามแสนกว่าล้าน มีกองทุนประกันสังคมอีกสามแสนกว่าล้าน ของผู้ใช้แรงงานนะครับ แล้วก็ของกองทุน สำรองเลี้ยงชีพอีกประมาณสามแสนกว่าล้าน ทั้งหมดนี่ ๑ ล้านล้านบาท เงินเหล่านี้นี่ นะครับ ซึ่งที่ผ่านมานี่พยายามจะไปฝากกับแบงก์ (Bank) พาณิชย์ ในช่วงที่ก่อนวิกฤติ ก็ได้รับผลตอบแทนดี ช่วงหลังนี่ผลตอบแทนน้อยมาก และบางแห่งก็ถึงกลับปฏิเสธไม่รับ เงินเหล่านี้ เพราะฉะนั้นเงินของการลงทุนเหล่านี้นี่มีปัญหามาก ขณะนี้ก็จะพยายาม ดิ้นรนที่จะไปลงทุนในต่างประเทศกัน ไปซื้อหุ้นของบริษัทจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์ ของสิงคโปร์ หรือของญี่ปุ์น หรือของอเมริกา เปึนต้นนะครับ เงินของคนไทยแท้ ๆ นี่ นะครับ ของเราเองไม่มีที่ลง แต่ต้องไปลงในต่างประเทศ ขณะเดียวกันของเราเองนี่ มีกิจการของรัฐอีกไม่น้อยที่ขาดแคลนเงิน แล้วก็ไม่สามารถที่จะระดมทุนเองได้ ต้องให้รัฐ ไปกู้เงินมานะครับ ต้องไปกู้โออีซีเอฟ (OECF – Overseas Economic Cooperation Fund) ในอดีต หรือเจบิก (JBIC – Japan Bank for International Cooperation) ในปัจจุบัน อย่างกรณีรถไฟฟัาเปึนตัวอย่าง ที่รัฐต้องพยายามไปขอเงินกู้จากโออีซีเอฟ จากเจ็บิ๊ก หรือจากรัฐบาลญี่ปุ์น ต้องไปจ่ายดอกเบี้ยให้เขา แล้วก็ทนรับความเสี่ยงจาก อัตราแลกเปลี่ยน กลายเปึนหนี้ของรัฐไป ทั้งที่เงินของเราภายในนี่มี และต่อไปในอนาคต นี่นะครับ เมื่อเราส่งเสริมการออมเพื่อชราภาพ เงินของเราจะมีมากขึ้น เราก็จะไม่มีที่ลง เพราะบริษัทใหญ่ ๆ ของเอกชนนี่มันไม่ค่อยมีแล้ว มีแต่อยู่ในภาคของรัฐเปึ้นส่วนใหญ่ ที่เหลืออยู่นะครับ เพราะฉะนั้นกรณีตัวอย่างของกิจการประปา ซึ่งเปึนกิจการขั้นพื้นฐานนี่ นะครับ ที่ได้แปลงสภาพเปึ้นเอกชน แต่ขณะเดียวกันรัฐก็ยังถือหุ้นใหญ่นะครับ ก็คือ ถือหุ้น ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังเปึนกิจการที่ทำประโยชน์ให้บริการน้ำแก่ประชาชนในภาค ตะวันออกได้อย่างทั่วถึง ทำประโยชน์ในแง่ของการบริหารจัดการ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ นะครับ ปรัชญาของการแปรรูป ก็คือ เรื่องของการแยกการบริหารจัดการนี่ออกจาก การกำหนดนโยบาย และออกจากการกำกับ ในอดีตนะครับ กิจการของรัฐ ไม่ว่า จะเปึนองค์การโทรศัพท์ในอดีตนะครับ หรือว่ากิจการน้ํานี่นะครับ หรือไฟฟัานี่ ผู้ที่ เปึ้นผู้ดำเนินการนี่ จะมีบทบาททั้งเปึนผู้กำหนดนโยบายเสียเอง เปึ้นทั้งผู้กำกับเสียเอง แล้วก็เปึ้นทั้งผู้จัดการเสียเองนะครับ มันก็เลยเกิดปัญหาความไม่คล่องตัว เกิดปัญหา การแทรกแซงของฝ์ายการเมือง เกิดปัญหาในเรื่องของความมีปัญหาทุจริตภายในเกิดขึ้น นะครับ เพราะฉะนั้นหลักของการแปรรูปนะครับ ก็คือว่า จะพยายามแยกการบริหาร จัดการออกมานะครับ ในขณะที่รัฐนี่ ในเรื่องของนโยบายก็ดี ในเรื่องของการกํากับก็ดี ยังต้องดูแลรักษาอยู่ รัฐจะไปทอดทิ้งประชาชนในเรื่องสาธารณูปโภคไม่ได้นะครับ ก็คือ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องกิจการน้ำหรือไฟฟัาก็ดี รัฐจะต้องดูแลต่อไป โดยการตั้งองค์กรขึ้นมา กํากับนะครับ เพราะฉะนั้นกิจการที่รัฐกํากับนะครับ ยกตัวอย่าง ที่เรามีการถกเถียงกันมา พอสมควรในสัปดาห์ที่แล้ว ก็คือ กิจการโทรคมนาคมนะครับ พวกเราได้มีการเห็นพ้องกัน ว่าควรจะมีองค์กรกลางที่จะมาดูแลเรื่องของโทรคมนาคม นั่นคือกิจการกำกับ ที่จะดูแล ไม่ให้บริษัทหรือกิจการของรัฐที่ประกอบธุรกิจโทรคมนาคมเอาเปรียบประชาชนนะครับ ที่จะให้เขาอยู่ในกรอบ ถ้าจะมีการปรับราคา จะมีการปรับมาตรฐาน จะมีการปรับ คุณภาพนี่ รัฐจะต้องให้ความเห็นชอบ โดยผ่านองค์กรกำกับเหล่านี้นะครับ ความชัดเจน ตรงนี้จะต้องมีนะครับ เพราะฉะนั้นด้วยเหตุนี้นะครับ ผมจึงขออนุญาตเรียนต่อเนื่อง ไปเลยนะครับว่า พรบ. ทุนที่ออกมาเมื่อหลายป้ที่แล้ว ซึ่งกระผมก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย นะครับ มีเจตนาที่อยากจะให้ระบบของการปรับปรุงประสิทธิภาพส่วนนี้เกิดให้เร็วขึ้น ก็คือ เรื่องของการจัดการนี่ ควรจะแยกออกมาเสียนะครับ เพราะตัวอย่างอย่างเมื่อกี้ที่ผม ยกไปนะครับ เรื่องของกรณีน้ำ ที่จริงนอกจากกรณีน้ำนี่นะครับ ไฟฟัาเองก็ยังเปึนอีก ตัวอย่างหนึ่งที่ได้มีการเปลี่ยนจากความเปึ้นรัฐวิสาหกิจมาเปึ้นเอกชนเช่นกันนะครับ ผมยกตัวอย่าง ๒ องค์กรนะครับ ก็คือ กิจการของบริษัทผลิตไฟฟัา จำกัด หรือเอ็กโก (EGCO – The Electricity Generating Public Company Limited) นะครับ หรือบริษัท ผลิตไฟฟัาราชบุรี ๒ หน่วยงานนี้เดิมที่ก็เปึ้นโรงไฟฟัาของรัฐนะครับ เปึนกิจการ รัฐวิสาหกิจ ต่อมารัฐก็ได้มีการขายศูนย์นี้ออกไป แล้วก็นําไปสู่การจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์ กิจการเหล่านี้ก็เอื้อประโยชน์ให้กับประชาชนในการไปลงทุนได้นะครับ มีกองทุนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปึนกองทุนของ กบข. เอง หรือของประชาชนเองก็ไปลงทุน ประชาชนก็ไปลงทุนได้นะครับ ขณะเดียวกัน กิจการเหล่านี้ก็มีการบริหารเยี่ยงเอกชน ก็คือ มีการจัดการ ปรับปรุงประสิทธิภาพนะครับ ได้ค่าไฟฟัาที่ต่ำลง เปึนประโยชน์ต่อ ประชาชนที่จะได้ใช้ไฟฟั้า และกิจการสาธารณูปโภคเหล่านี้ในราคาที่เหมาะสม แต่ขณะเดียวกันการกํากับดูแล ภาครัฐก็ยังดูแลอยู่ โดยผ่านองค์กรที่เปึนอยู่ เพราะฉะนั้น อย่างที่กระผมจะขอกราบเรียนนะครับ ว่า นั่นคือที่มาของความพยายามที่ได้เกิดขึ้น ซึ่ง ไม่เฉพาะแต่ประเทศไทยนะครับ หลาย ๆ ประเทศในโลกนี่ ก็ได้พยายามที่จะผลักดันใน ส่วนนี้ ก็คือ ให้การบริหารจัดการมีความคล่องตัวขึ้นนะครับ มีความรวดเร็วขึ้น เมื่อคืนนี้ ทางท่าน สสร. ท่านหนึ่ง ก็ยังพูดออกมาว่า งานของรัฐนี่ บางอย่างทําไม่ได้ อย่างเช่น เรื่องความรุนแรงของครอบครัวนี่นะครับ ภาครัฐก็ทำสิ่งเหล่านี้สู้เอกชนไม่ได้ฉันใด ในเรื่อง ของการบริหารจัดการนี่ก็เหมือนกันนะครับ เพราะฉะนั้น พรบ. ทุนที่ออกมา กระผมขอ กราบเรียนว่า มีความประสงค์ ก็คือ อยากจะให้มีการเร่งในส่วนนี้ เพื่อจะได้เกิดประโยชน์ ขึ้นมากับระบบนะครับ แต่ขณะเดียวกันนี่