สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๒๗ · ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๐

ประสงค์ สุ่นศิริ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 68 วรรคสอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาในภาวะวิกฤติ โดยเสนอว่าควรให้หัวหน้าส่วนราชการได้มาพบปะพูดคุยกันเพื่อแก้ไขปัญหาและหาช่องทางแก้ไข ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประชาชน 60% ที่เห็นว่าควรจะคงไว้

นาวาอากาศตรี ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นาวาอากาศตรี ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่าง กระผมใคร่ขอกราบเรียนชี้แจง เพื่อความเข้าใจ เพราะว่า ได้มีการพาดพิงมาถึงกระผม เรื่องนี้นั้น ผมขอกราบเรียนกับท่านสมาชิกว่า เราได้ พิจารณากันถึงเรื่องนี้นี่เปึนระยะเวลานานพอสมควร ถึงได้ใส่ในร่างแรก คือ มาตรา ๖๘ วรรคสอง กระผมเองกราบเรียนตรง ๆ ว่า กระผมเห็นด้วยที่จะต้องมีมาตรา ๖๘ วรรคสองไว้ ที่เห็นด้วยก็เพราะว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ในภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้นในบ้านในเมือง ทุกครั้งนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ไม่สามารถที่จะหันหน้าเข้าหากันได้ ไม่มีตัวตั้งตัวตี หรือไม่มีช่องทางที่จะดำเนินการในการที่จะมาพูดจาปรึกษาหารือกัน มาคุยกันนั่นเอง ถึงแม้ว่าจะไม่มีอำนาจบัญญัติเอาไว้ แต่การได้มาพูดคุยกันระหว่างหัวหน้าส่วนราชการ ต่าง ๆ ตามที่มีอยู่ในมาตรา ๖๘ วรรคสองนั้น น่าจะเปึนหนทางที่ดีหนทางหนึ่ง เพราะว่าภาวะวิกฤติเราไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร และเกิดขึ้นอย่างไร กระผมอยู่ใน ภาวะวิกฤติมาหลายต่อหลายครั้ง แล้วก็เห็นด้วยนะครับ อย่างที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ได้หยิบยกขึ้นมาชี้แจงต่อที่ประชุมแห่งนี้ว่า ทำไมเราจะต้องรบกวนเบื้องพระยุคลบาท ตลอดเวลา ทำไมพวกเราไม่มานั่งคิดแก้ไขกัน หารือกัน หาช่องทางกัน และถ้าหากว่า จำเปึ้นที่จะต้องกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ ก็คงจะกระทำได้ เปึนการใช้กระบวนการ ของพวกเรากันเองเสียก่อน ก่อนที่จะขึ้นไปถึงระดับสูงสุด กระผมก็ยังได้พูดกันในที่ประชุม ของกรรมาธิการยกร่างว่า พวกเราเปึ้นผู้ออกแบบสร้างบ้านให้กับประชาชน ถ้าหากว่า เราจะมีบันได้หนีไฟไว้เผื่อเกิดเหตุภาวะฉุกเฉิน มันก็จะน่าเปึนการสมควรกว่าที่จะไม่มี อะไรเลย เวลาเกิดไฟไหม้ เกิดอะไรต่าง ๆ ขึ้นมา ออกไม่ได้ แต่ถ้าหากว่า คนส่วนใหญ่ ไม่เห็นความจำเปึ้นอันนี้ว่า จำเปึนต้องมีบันได้หนีไฟ ก็สุดแล้วแต่เสียงของส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นเมื่อออกมา และรับฟังความคิดเห็นจากองค์กรต่าง ๆ ๑๒ องค์กร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงนั้น ท่านประธานศาลฎีกาก็ได้ออกมาแสดงความเห็น ว่า ไม่ควรจะนําศาล โดยเฉพาะในตําแหน่งประธานศาลฎีกา หรือว่าตําแหน่งประธาน ศาลอื่น ๆ เข้าไปเกี่ยวข้องกับทางการเมือง ในเมื่อกระผมเองเปึนประธานยกร่าง แล้วก็จากการที่องค์กรต่าง ๆ เสนอมาว่า ไม่สมควรจะมี ทั้ง ๆ ที่กระผมเห็นว่า สมควรจะ มี กระผมก็ได้ดูจากคณะกรรมาธิการยกร่างทั้ง ๓๕ คนแล้ว เมื่อเหตุการณ์มันเกิดอย่างนี้ แล้วก็เสียงส่วนใหญ่ในกรรมาธิการยกร่างก็เห็นว่า ควรจะตัดออก กระผมคงไม่สามารถ ที่จะใช้อำนาจแบบเผด็จการ อันฟังเสียงคนส่วนใหญ่กระผมต้องการ ในเมื่อขั้นต้น จาก ๑๒ องค์กร และสื่อ หรือแม้กระทั่งในกรรมาธิการยกร่างจำนวนที่มากกว่า เห็นว่าไม่สมควร แล้วก็ยังถกเถียงกันอยู่ กระผมก็ใช้สิทธิในฐานะเปึนประธานยกร่าง ขอยกอันนี้ออกก่อน เพราะกระผมคิดว่า คงจะต้องมาพูดกันในสภาร่างรัฐธรรมนูญ อีกครั้งหนึ่ง นี่คือ ความเปึนมาทั้งหมด และกระผมขอกราบเรียนว่า ถ้าหากว่า เราจะคงไว้ แบบตัดตำแหน่งที่ไม่ต้องการเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย เราก็ทำได้ แต่ถ้าหากว่าไม่มีเลย อันนี้ก็เปึนเรื่องที่เหมือนกับที่ได้พูดจากันมาตลอดเวลาว่า ในที่สุดแล้วแต่ละครั้งนั้น เราร์บกวนเบื้องพระยุคลบาทตลอดมา เราไม่ต้องการอย่างนั้นอีกใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้น ก็สุดแล้วแต่ที่ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาในเรื่องอันนี้ กระผม ก็ขอกราบเรียนท่านประธานนะครับ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกัน แล้วที่ท่านปกรณ์ ได้ลุกขึ้นมาชี้แจงนั้น ก็เปึนข้อเท็จจริงทั้งหมด แล้วยิ่งกระผมได้รับทราบมาว่า จากการ ไปรับฟังความเห็นของประชาชนมา กว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ นั้น เห็นว่าควรจะคงไว้ อันนี้ ก็สุดแล้วแต่สภาร่างรัฐธรรมนูญจะพิจารณาว่าจะคงไว้ หรือไม่คงไว้ กระผมเอง ไม่อยากจะพูดในเรื่องความเห็นของส่วนตัว เคารพความเห็นของส่วนใหญ่ ทั้ง ๆ ที่เห็นว่า มันดี แก้ไขได้ ถึงแม้ว่า จะไม่มีอำนาจ แต่การได้มาพบปะพูดจากันนั้น น่าจะเปึนช่องทาง ที่จะคลี่คลายปัญหาไปได้ไม่มากก็น้อยนะครับ เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้กระผมขอกราบ เรียน ท่านประธานนะครับ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าที่ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญจะไม่เห็น ด้วย หลังจากที่ลงมติกันแล้ว กระผมก็รับได้ แต่สำหรับตัวกระผมเองนั้นที่เสนอ หรือเห็น ด้วย มาตั้งแต่ต้น ก็ด้วยประโยชน์อย่างนี้แหละครับ ขอขอบพระคุณครับ