สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๒๕ · ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๐

วิชา มหาคุณ กล่าวถึงการพัฒนารัฐธรรมนูญที่ครอบคลุมสิทธิเด็กและเยาวชน ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญสิทธิเด็กและเยาวชนครอบคลุมทุกด้าน

ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิชา มหาคุณ ครับ ต้องขอขอบคุณทุกท่านนะครับที่มีความรู้สึกที่ดี แล้วก็เอาใจใส่ ต่อเด็กและเยาวชน และครอบครัว และท่านก็พยายามที่จะให้การร่างรัฐธรรมนูญได้ ครอบคลุมการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้ครบทุกด้าน ซึ่งก็ตรงตามวัตถุประสงค์ของ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า มาตรานี้ได้เปึนการร่างเปึนครั้งแรก นะครับ ที่กำหนดหลักของการคุ้มครองสิทธิเด็กอย่างครอบคลุมทั่วถึง รวมถึงได้มีการ ปรับปรุงแก้ไขตามที่องค์กรต่าง ๆ ได้เสนอแนะ ท่านที่มีความสนใจ และเข้าใจในปัญหา เด็กและเยาวชนก็ขอแก้ไขเพิ่มเติม จนกระทั่งมีการแปรญัตติในเรื่องเหล่านี้นะครับ เราก็ ได้นำมาปรับปรุงด้วย กระผมขอกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า หลักการที่เราได้มีการปรับปรุง แก้ไขหลังจากที่ได้มีการร่างมาร่างแรกแล้ว ก็คือ ต้องการให้ครอบคลุมตามอนุสัญญาว่า ด้วยสิทธิเด็ก คือ คอนเวนชัน ออน เดอะ ไรท์ ออฟ เดอะ ไชลด์ (Convention on the rights of the child) นะครับ อนุสัญญาฉบับนี้มีประเทศต่าง ๆ ลงนามร่วมด้วยมากที่สุด ในโลกครับ อนุสัญญาฉบับนี้ได้เปึนหลัก ซึ่งทำให้เราต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย หลายฉบับ ซึ่งขณะนี้ผมขอกราบเรียนว่า กฎหมายของเราได้บัญญัติไว้ครอบคลุมเกือบจะ ทุกด้านแล้วนะครับ ผมคิดว่า รัฐธรรมนูญนี้เพียงแต่ตอบสนองความต้องการให้มัน บัญญัติไว้เปึ้นหลักของบ้านเมืองให้แน่นอนเท่านั้นเอง ในหลักการก็คือ สิทธิตาม อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กจะมีด้วยกัน ๔ ด้านครับ ด้านที่ ๑ คือ สิทธิในการอยู่รอด คือ เซอร์ไว้เวิล ไรท์ (Survival Right) สิทธิในการอยู่รอดก็หมายความว่า เด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ มารดาต้องเกิดมาแล้ว ต้องเกิดโดยสมบูรณ์นะครับ ไม่พิกลพิการ แล้วก็สามารถจะอยู่รอดในโลกอันอัปลักษณ์ของเรานี้นะครับ ต้องสามารถจะเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ มีศักยภาพต่อไปในอนาคต สิทธิด้านที่ ๒ นะครับ คือ สิทธิที่จะได้รับการ พัฒนา ดิเวลลอปเมนต์ ไรท์ (Development Right) สิทธินี้ก็คือ การที่เขาจะได้รับ การศึกษาอบรมจากทางครอบครัว ทางด้านสิ่งแวดล้อม จากโรงเรียน และนอกระบบ โรงเรียนให้ครบถ้วนทุกด้านครับ สิทธิด้านที่ ๓ ก็คือ สิทธิที่จะมีส่วนร่วม ความจริง ก็คือ ที่เราบอกว่า คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนเปึนสำคัญนั้น คือ อันนี้แหละครับ ซึ่งท่านอาจารย์วัชรา ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านสงสัยว่า มันจะมีอะไรบ้าง กล่าวคือว่าอะไร ครับ ทุกด้านนะครับ ไม่ว่าจะเปึนการพัฒนาที่ในระบบโรงเรียน และนอกระบบโรงเรียน เขาบอกว่า ต้องให้เด็กมีส่วนร่วมด้วย เพื่อการพัฒนาในด้านประชาธิปไตยครับ เช่นว่า ต้องให้เด็กมีสิทธิออกเสียง แม้แต่ในครอบครัว พ่อแม่มีการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิต จากที่ รวย กลับกลายเปึนคนจน ต้องให้เด็กมีส่วนร่วม ต้องให้เด็กรับรู้ ถ้ามิฉะนั้นแล้วเด็กจะ ถูกกระทบอย่างรุนแรงทางด้านจิตใจ เพราะฉะนั้นเด็กนี่ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย บางประเทศเขากำหนดด้วยซ้ำไปว่า เด็กจะมีส่วนร่วมในวิถีชีวิตของเขานี่ตั้งแต่อายุเท่าไร เช่น นอร์เวย์นี่กำหนดว่า ตั้งแต่อายุ ๑๒ ขวบ ต้องให้เด็กมีส่วนร่วมในวิถีชีวิตของพ่อและ แม่ด้วยครับ แต่ในบางประเทศก็ไม่ได้กําหนด อย่างเราก็ไม่ได้กําหนดนะครับ ก็ขึ้นก็อยู่กับ วุฒิภาวะของเด็กเปึ้นสําคัญครับ สําหรับสิทธิประการที่ ๓ จะอยู่ในวรรคสองครับ ท่านที่ เคารพครับ คือ สิทธิในด้านการคุ้มครอง ปัองกัน สิทธิในด้านการคุ้มครองปัองกัน คือ โพรเทกชัน ไรท์ (Protection Right) นั่นก็มีความสำคัญอย่างมากนะครับ ก็จะรวมถึงการ เยียวยา และการบำบัด แก้ไข ฟุ๋่นฟูด้วย กล่าวคือ เราเริ่มตั้งแต่การปัองกันมิให้เขาได้รับ การทารุณกรรม ได้รับความรุนแรง ไม่ว่าจากการกระทำทางด้านกาย หรือทางด้านจิต ทางด้านพฤติกรรมต่าง ๆ การอาละวาดกันในครอบครัว การทะเลาะเบาะแว้งนี่ กระทบกระเทือนในจิตใจของเด็กไม่ได้เปึนอันขาดครับ เพราะเด็กจะซึมซับเอาสิ่งที่ไม่ดี งาม ชั่วร้ายนั้น มาเปึนวงจรที่อุบาทว์ต่อไปในอนาคตครับ เพราะฉะนั้นที่ท่านอาจารย์ ขอแปรญัตติมานี่ ความจริงรวมอยู่ในนี้หมดแล้วครับ ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กนี่ เขาเขียนไว้เลยนะครับว่า คำว่า ปกปัองคุ้มครอง คือ โพรเทกชันนี่หมายความว่าอะไร หมายความว่า คือการที่เด็กจะได้รับการปัองกันการกระทำอันรุนแรง อันมิชอบต่าง ๆ ไม่ว่าจะกระทำจากผู้หนึ่งผู้ใดก็ตาม จากคนในครอบครัว จากคนนอกครอบครัว ถ้าได้รับ การกระทำแล้ว ได้รับสภาพจิตใจที่ไม่ดีงาม ต้องมีการบำบัด แก้ไข เยียวยา ต้องได้รับการ บำบัดฟุ๋่นฟูนะครับ ต้องได้รับการช่วยเหลือในทุกด้าน เพราะฉะนั้นในจุดนี้เอง ปรากฏว่า ในวรรคสองนี่เราได้ขยายถึงอะไรครับ ถึงสตรีด้วยนะครับ นอกจากเด็กและเยาวชนตาม อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแล้ว เรายังขยายถึงสตรี ขยายถึงสตรีตามไหนครับ ตาม อนุสัญญาว่าด้วยการเลือกปฏิบัติ ห้ามมิให้มีการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ ในอนุสัญญาฉบับนี้ ก็คือว่า มีการคุ้มครองการทารุณกรรมต่อสตรี การประพฤติมิชอบต่อ สตรีนะครับ ต่อไปคือเรื่องของบุคคลในครอบครัว อันนี้เปึ้นแนวสมัยใหม่ คือเรื่อง โดเมสติก ไวโอเลนซ์ (Domestic violence) หรือความรุนแรงในครอบครัว หรือแฟมิลี ไว้โอเลนซ์ (Family violence) นั้น เราขยายถึงบุคคลทุกคนที่อยู่ในครอบครัว มิใช่แต่ เฉพาะเด็ก เยาวชน และสตรีเท่านั้นนะครับ ใครก็ตามที่อยู่ในครอบครัว ก็มิให้กระทบถึง ความรุนแรงต่าง ๆ ด้วย ได้รับการคุ้มครองหมดนะครับ และการปฏิบัติที่ไม่เปึ้นธรรม คือ อะไร คือ แมลทรีทเมนต์ (Maltreatment) แมลทรีทเมนต์นี่จะคลุมหมดนะครับ ทั้งถ้อยคำ คำพูดที่ไม่ดีงามต่าง ๆ การใช้อารมณ์ ใช้ความรุนแรงหมด ครบหมดครับ ตามอนุสัญญา ที่เราได้รับการรับรองแล้ว เรียกได้ว่า เราทันสมัยที่สุดในโลกแล้วครับตอนนี้นะครับ ส่วนใน วรรคต่อไป เรื่องการแทรกแซงและการจำกัดสิทธินั้น ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ก็ กำหนดไว้เลยนะครับว่า อาจจะมีการแทรกแซงโดยรัฐ หรือจากบุคคลภายนอกที่หวังดีต่อ เด็กก็ไดู้นะครับ ที่จะไม่ให้เด็กได้รับสิทธิจนเกินขอบเขตนะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม การที่รัฐจะเข้า แทรกแซงนี่นะครับ ที่ว่าแทรกแซงนี้ ก็หมายความว่า เด็กนี่อาจจะถูกกระทำทารุณอย่างที่ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ได้พูดถึงเมื่อกี้นะครับ ขออนุญาตเอ่ยนาม คือท่านบอกว่า ท่านไป เจอกรณีของเด็กนะครับ ถูกพ่อแม่ หรือถูกใครในครอบครัวทารุณ แล้วท่านจะเข้าไป อย่างไร ขณะนี้เราได้เขียนในกฎหมายคุ้มครองเด็ก ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ก็คือ ว่า บุคคลใดก็ตามที่พบเห็นเหตุการณ์ สามารถจะเข้าไปช่วยเหลือออกมาได้ และไม่ต้อง ได้รับโทษด้วยนะครับ นี่ก็คือ การเขียนตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ก็คือ อันนี้ แหละครับ คือการแทรกแซง นอกจากนี้ อย่างเจ้าหน้าที่ของรัฐไปเจอเคส (Case) ต่าง ๆ เขาก็พาเด็กไปอยู่ในสถานสงเคราะห์ หรือไปรับเด็กไปดูแลได้ครับ เพื่ออะไรครับ เพื่อว่า จะได้พ้นจากการที่ถูกกระทำทารุณกรรม แต่การแทรกแซงนี้จะต้องเปึนไปเพื่อประโยชน์ สูงสุด อันตกได้แก่ เด็ก แล้วก็ต้องมีกฎหมายบัญญัติไว้ด้วย เช่น มีกฎหมายคุ้มครองเด็ก อย่างนี้ครับ หรือในกรณีของการจำกัดสิทธิก็เหมือนกัน สิทธิ ๔ ด้าน ที่ผมได้เขียน ที่ว่าผม ได้กล่าวว่า คณะกรรมาธิการยกร่างได้เขียนเอาไว้นั้น ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กนี่ อาจจะมีการจำกัดนะครับ ในบางประการ แต่ต้องเปึนไปเพื่อประโยชน์สูงสุดอันจะตก ได้แก่ บุคคลนั้น คือ เด็ก เยาวชน สตรี แล้วก็บุคคลที่อยู่ในครอบครัวครับ ไม่ใช่กับบุคคล อื่นนะครับ เดอะ เบสต์ อินเทอเรสต์ ออฟ เดอะ ไชลด์ ออฟ เดอะ วูแมน (The best interest of the child of the woman) (The best interest of the child and the woman) แล้วก็บุคคลในครอบครัวเราขยายด้วยนะครับ อันนี้เรียกได้ว่า ไม่มีกฎหมายใดที่ ทันสมัยเท่านี้อีกแล้วครับผม ส่วนในวรรคสุดท้าย ก็ที่กล่าวถึงว่า เด็ก เยาวชนไม่มีผู้ดูแลนี่ นะครับ ได้รับการเลี้ยงดูและการศึกษาอบรมที่เหมาะสมจากรัฐ นี่กระผมก็ขอกราบเรียน ว่า ความจริงแล้วเขียนไว้ครบถ้วนแล้วอยู่ในกฎหมายคุ้มครองเด็กนะครับ เราจะเขียนไว้ โดยละเอียดถี่ถ้วน ก็คือ กรณีที่อาจจะแทรกแซงได้นั่นแหละครับ ก็คือ รัฐจะเข้าไป แทรกแซงในครอบครัวทันทีที่เด็กปราศจากผู้ดูแล แต่การแทรกแซงนั้นเปึนการแทรกแซง ชั่วคราวนะครับ ไม่ใช่แทรกแซงกันถาวร ซึ่งก็จะอยู่ภายใต้หลักการของวรรคที่ ๓ ด้วย เหมือนกัน คือว่า ประโยชน์สูงสุดต้องตกได้กับเด็ก นอกจากนี้จะเห็นได้ว่า เราก็ได้บัญญัติ หน้าที่ของรัฐไว้ในมาตรา ๗๙ (๑) ซึ่งเปึ้นแนวนโยบายแห่งรัฐที่เกี่ยวกับเด็กเยาวชน ก็คือ ต้องคุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน เพราะฉะนั้นกระผมขอเรียนยืนยันว่า ไม่มี ตกหล่นนะครับ ที่ท่านได้กรุณาแปรญัตติมา แล้วก็ไม่มีตกหล่นจากหลักสากล และ อนุสัญญาทุกฉบับที่เราได้รับมาครับ กระผมขอชี้แจงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ