สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ไม่เห็นด้วยกับข้อความในวรรคสองของมาตรา 48 ตามที่กรรมาธิการยกร่างยกร่างขึ้นมา เนื่องจากเป็นผลให้โรงเรียนของรัฐมีหลักสูตร 2 มาตรฐาน และอาจทำให้โรงเรียนของรัฐกลายเป็นสถานกวดวิชาของเอกชน
ขอบคุณท่านประธาน แล้วก็ขอบคุณ ท่านวีนั้สนะครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สสร. ครับ ในฐานะผู้แปรญัตติ มาตรา ๔๘ ด้วย สำหรับวรรคที่สองตามร่างของกรรมาธิการยกร่างที่ยกร่างมา มีข้อความว่า บุคคล ย่อมมีสิทธิในการมีส่วนร่วมกับสถานศึกษา เพื่อจัดการศึกษาเพิ่มเติม นอกเหนือจากที่รัฐ จัดขึ้น ผมเรียนท่านประธานว่า ผมไม่เห็นด้วยนะครับ แล้วก็เรียนท่านประธานว่า ดีที่ท่านประธานเสนอโหวตทีละวรรคนะครับ ถ้าเสนอโหวตพร้อมกันทั้งมาตรานี่ ผมไม่รับ ทั้งมาตรา สำหรับที่กรรมาธิการยกร่างร่างมา เหตุผลก็กราบเรียนต่อไปนี้ครับ การที่เขียน ให้บุคคลมีสิทธิเข้าไปมีส่วนร่วมกับสถานศึกษา เพื่อจัดการศึกษาเพิ่มเติม นอกเหนือจาก ที่รัฐจัดขึ้น ตรงนี้มีความหมายว่าอย่างไรครับ คําว่า นอกเหนือจากที่รัฐจัดขึ้น ก็หมายความว่า นอกเหนือจากการศึกษาที่รัฐจัดให้ตามวรรคหนึ่ง ทีนี้กลับไปอ่าน วรรคหนึ่งสิครับ วรรคหนึ่งบอกว่า รัฐต้องจัดอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ พอเอาวรรคหนึ่ง วรรคสองมาผสมกันนี่ ตกใจเลยครับ แปลว่าอะไรครับ แปลว่า รัฐไม่มั่นใจว่าที่รับปากว่า จะจัดให้ในวรรคหนึ่งอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพนั้นนี่ แปลว่า คุณภาพยังไม่มี ยังไม่มี คุณภาพ ถึงต้องให้บุคคลมามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาเพิ่มเติม ก็คือ ต้องเพิ่มเติม จากวรรคที่หนึ่ง นั่นแปลความง่าย ๆ ครับว่า ถ้าวรรคหนึ่งรัฐจัดให้อย่างมีคุณภาพแล้ว มันมีอะไรต้องเพิ่มเติมอีกไหมครับ แค่นี้จะเห็นเลยครับว่า ปัญหาประการที่ ๒ ที่จะ ตามมาก็คือ ต่อไปโรงเรียนในประเทศไทยจะมี ๒ มาตรฐาน แน่นอนละครับ อยากเรียน อย่างมีคุณภาพเท่าที่รัฐจัดให้ได้ตามวรรคหนึ่งก็ไปห้องหนึ่ง อยากเรียนอย่างที่มีคุณภาพ เพิ่มเติมไปอีกห้องหนึ่ง ซึ่งจะถูกบริหารจัดการโดยบุคคล แปลว่าอะไรครับ เอกชนแน่นอน เพราะฉะนั้นจากนี้ไปเราจะเห็นเลยครับว่า โรงเรียนในประเทศไทย ไม่ว่าท่านจะเลือก เรียนอนุบาลก็ดี เลือกเรียนประถม ๑ ก็ดี ท่านจะเจอ ๒ หลักสูตรเปึนอย่างน้อย หรืออาจจะมากกว่านั้น ก็คือ จะมีหลักสูตรพิเศษ จะมีหลักสูตรมาตรฐานขั้นสูง จะมีหลักสูตรมาตรฐานขั้นต่ํา จะ มีหลักสูตรมาตรฐานพิสดารมาให้ท่านเรียน ที่ผมพูดอย่างนี้นี่ ผมไม่ได้พูดประชดประชั้น อะไรเลยนะท่านประธาน แต่ผมพูดจากความจริงที่เราปรากฏ ปรากฏจากไหนครับ ระดับอุดมศึกษา ณ วันนี้เราจะเห็นเลยครับ มีหลักสูตรภาคพิเศษเต็มไปหมดเลยครับ เพราะอะไรครับ เพราะเราเป่ดช่องให้เขาจัดบริหารการศึกษาเพิ่มเติมจากหลักสูตร มาตรฐานได้ ยกตัวอย่างเช่น เดี๋ยวนี้เราจะเห็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา เอาแค่ หลักสูตรปริญญาโทพอท่านประธาน เดี๋ยวมีให้เลือกครับ หลักสูตรแผน ก ทำวิทยานิพนธ์ หลักสูตรแผน ข ไม่ต้องทำวิทยานิพนธ์ แต่จบแล้วเปึนมหาบัณฑิตเท่ากัน แต่ค่าใช้จ่ายใน การเรียนการสอนไม่เท่ากันครับ เห็นไหมครับ ต่อไปมันจะมีหลักสูตรแผน ค ขึ้นมาอีก แน่นอน คือ ไม่ต้องเรียนก็ได้ปริญญาครับ เพราะตอนนี้มีเรียน แต่ไม่ต้องทำวิทยานิพนธ์ กับเรียนแล้วทำวิทยานิพนธ์ ต่อไปมีหลักสูตรแผน ค ไม่ต้องเรียน อยู่ที่บ้านทำข้อสอบ แล้วก็จะได้ปริญญาเท่ากัน ผมเกรงว่า อย่างนี้มันจะเปึนโรคระบาดเข้าสู่ระดับการศึกษา ในระดับโรงเรียน ถ้าเราเป่ดช่องอย่างนี้นะครับว่า ให้เอกชนเข้าไปจัด ประการที่ ๓ สิ่งที่ผม กลัวต่อไปก็คือ กลัวว่า โรงเรียนของรัฐทั้งหลายจะกลายเปึนสถานกวดวิชาของเอกชน เพราะเอกชนบอก ผมขอมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เพราะเอกชนบอกว่า โรงเรียนนี้ยัง จัดการศึกษาไม่ได้มาตรฐาน เพราะฉะนั้นผมขอเข้าไปมีส่วนร่วม เป่ดโรงเรียนกวดวิชา ทุกคนปฏิเสธไม่ได้ครับ เพราะมันปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ ประเด็นต่อไปนะครับ ปัญหาที่ ผมว่าน่าจะเกิดขึ้น ก็คือ ตรงนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้บริหารโรงเรียนแต่ละโรงเรียน ที่เรา กำลังจะโยนให้เขาเปึ้นผู้ไปรับผิดชอบอนาคตการศึกษาของเด็กไทยทั้งประเทศ ผ่านข้อความวรรคสองของมาตรา ๔๘ ผู้บริหารบอกว่า สมควรที่จะมีการจัดการศึกษา เพิ่มเติมในโรงเรียนที่ตัวเองบริหารอยู่ เปึ้นช่องทางให้มีการเชื้อเชิญในการที่จะให้ บุคคลภายนอกเข้ามาจัดการศึกษาเพิ่มเติมในโรงเรียน ใครจะรับประกันครับว่า การจัดการศึกษาที่ถูกเชื้อเชิญ หรือถูกจัดการศึกษาเพิ่มเติมโดยบุคคลภายนอกนั้น เขาจะ มีอุดมการณ์ในการมุ่งเน้น เพื่อให้ลูกหลานเราได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น หรือเข้ามาทำธุรกิจศึกษา ในโรงเรียน ด้วยเหตุผลทั้ง ๔ ข้อ ผมไม่อาจเห็นด้วยกับข้อความในวรรคสองตามที่ กรรมาธิการยกร่างยกร่างขึ้นมาครับ