วิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ หารือเรื่องการศึกษา โดยเสนอให้เพิ่มการศึกษาปฐมวัยหรืออนุบาล 3 ปี ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ฉบับ 2542
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ สสร. ครับ วันนี้เรากำลังพูดกันถึงเกี่ยวกับเรื่องสำคัญของ ประเทศชาติ คือ เรื่องเกี่ยวกับการศึกษา ซึ่งเปึนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชาชนทั้งประเทศ ตั้งแต่เยาว์วัย จนกระทั่งถึงเปึนผู้ใหญ่ เพราะการศึกษาเรามีตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งถึง การศึกษาตลอดชีวิต ท่านประธานครับ สำหรับการที่เรากำลังพูดขณะนี้ คือมาตรา ๔๘ วรรคหนึ่งเท่านั้นก่อน ซึ่งประเด็นที่ท่านกําลังให้พวกเราอภิปราย ก็คือ วรรคหนึ่ง ซึ่งถ้าจะอ่านดูในวรรคหนึ่งนั้น ก็จะสามารถแยกได้ง่ายได้ว่า บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิได้รับ การเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งในนี้เขาจะบอกว่า กี่ป้ ซึ่งท่านอยากจะ ทราบว่า เอากี่ป้กันแน่ แล้วรัฐต้องจัดอย่างทั่วถึง แล้วก็มีคุณภาพ และก็ไม่เสียค่าใช้จ่าย ประเด็นที่ผมจะกราบเรียนท่านเกี่ยวกับเรื่องถึงจำนวนเวลาของการจัดการศึกษานะครับ ขณะนี้ถ้าเราพูดถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาขั้นพื้นฐานนั้น ผมอยากจะกราบเรียน ท่านถึงหลักฐานจริง ๆ ก็คือว่า ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ฉบับ ๒๕๔๒ ในมือผมนี่ มาตรา ๑๖ จะบอกไว้ว่า การศึกษาขั้นพื้นฐานนั้นจะต้องจัดไม่น้อยกว่า ๑๒ ป้ กำหนดไว้แล้วใน พรบ. ศึกษาแห่งชาติ ๑๒ ป้นี้หมายความว่า เราเริ่มจัดการศึกษาขณะนี้ ตั้งแต่ชั้น ป. ๑ ถึง ชั้น ม. ๖ นะครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ป. ๑ ถึง ป. ๖ ขณะนี้เรา จัดอยู่แล้ว แล้วก็เราได้จัดดำเนินการไป ๑๐ ป้ ตั้งแต่เราเริ่มดำเนินการกันมา ที่ผ่านมานั้น เราดำเนินการให้ โดยที่มีหน่วยงานต่าง ๆ รับผิดชอบกันออกไป แต่ว่าการจัดการศึกษา ขณะนี้นั้น ในกลุ่มของผมเองนี้ เราได้รับฟังมาจากประชาชนที่ในส่วนของภาคกลาง นะครับ และบางท่านที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็ได้ชี้แจงว่า ประชาชนต้องการ อยากจะให้การศึกษาตรงนี้ได้ถึงบุตรหลานของเขาอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือ เด็กที่ก่อนเข้าเรียนประถมศึกษา นั่นคือ อนุบาล หรือชั้นปฐมวัย จริง ๆ แล้วในวันนี้ ขณะนี้ เดี๋ยวนี้ การจัดการศึกษาระดับปฐมวัยหรืออนุบาลนี่จัดกันอยู่แล้ว จัดกันอยู่แล้วครับ ทั้งของรัฐและของเอกชน แต่ว่ามันไม่มีระบบ คําว่า จัดอย่างเปึ้นทางการ ที่เราจะต้องไป บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าเผื่อว่า เราสามารถที่จะตอบรับความต้องการของประชาชนที่เขาข้อมาว่า รัฐลงมา ดูแลถึงระดับชั้นก่อนปฐมวัยนะครับ อนุบาลเลยได้ไหม เพราะว่า ขณะนี้ถ้าพูดถึงเด็ก เล็ก ๆ ลูกเล็ก ๆ เด็กเรียนอนุบาลนี่ จริง ๆ แล้วมักจะเปึนเด็กที่เปึนครอบครัว หรือว่า ครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวใหม่ ๆ ที่มีลูกเล็ก ๆ ก็จะต้องอาศัยการเริ่มวางพื้นฐานใน การศึกษา เพื่อให้เด็กของเขา ลูกหลานของเขานี่นะครับ มีพื้นฐานการศึกษาที่ดี แล้วก็จะ ได้ต่อยอดไปสู่ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษาต่อไป ดังนั้นเอง ทางกลุ่มก็จึงได้ เสนอว่า อยากจะขอให้ดำรงจากสภาพการศึกษาไว้ ๑๒ ป้ ตาม พรบ. การศึกษาแห่งชาติ เหมือนเดิม แต่เพิ่มในส่วนที่เปึนการศึกษาปฐมวัย หรืออนุบาลเข้าไปอีก ๓ ป้ การที่ทำ อย่างนี้ อาจจะหลายท่านนะครับ หลายกลุ่มก็บอกว่า เปึนห่วงเปึนใยเรื่องงบประมาณที่ อาจจะไม่สามารถสนับสนุนเพียงพอ แม้วันนี้ ขณะนี้ ๑๒ ป้ รัฐก็จัดให้ แต่ก็ไม่พอ ไม่เพียงพอ ซึ่งจริง ๆ แล้วประเด็นตรงนี้ เราก็คงจะตอบแทนรัฐ หรือตอบแทนในชุมชน ตอบแทนในสภานี้ได้แล้วครับ ว่า เพราะรัฐจัดไม่พอ แต่ขณะเดียวกัน รัฐก็ลงทุนในเรื่อง อื่น ๆ มากมาย คมนาคมลงเปึนแสน ๆ ล้าน ถ้าเราเพิ่มในส่วนหนึ่งขึ้นไปเพื่อการศึกษาอีก ส่วนหนึ่ง เพราะเราจะต้องคํานึงถึงว่า ถ้าเราจะให้ประเทศชาติของเราก้าวไกล ต้องการให้ ประชาธิปไตยมันก้าวหน้า การศึกษาสำคัญที่สุด ถ้ารัฐจะต้องจัดการศึกษาให้เด็กของเรา เพื่อให้เด็กของเราเปึ้นเยาวชนที่จะต้องเติบโตเปึ้นผู้ใหญ่ในอนาคต มีความฉลาด มี ความสามารถ และมีความรู้ ก็รัฐลงทุนอีกหน่อยได้ไหมครับ หลังจากที่ลงทุนไปแล้วเท่านี้ แต่ไม่พอ เมื่อไม่พอนี่ การจัดวางแผนในการจัดงบประมาณของชาตินั้น ก็จะต้องมาดูกัน ใหม่ว่า อะไรจริง ๆ ที่จะเกิดประโยชน์ต่อสังคม และเปึนความเรียกร้องต้องการของ ประชาชนที่อยากจะให้มีการศึกษาอย่างทั่วถึงและเพียงพอ เดี๋ยวนี้รัฐจัดเงินให้ ทางด้าน การศึกษานั้น จัดให้ครับ จัดให้ในส่วนหนึ่ง เรียกว่า เงินอุดหนุน ซึ่งเรานำไปใช้ในการ จัดการเรียนการสอน แต่ว่า มันจัดมาในส่วนหนึ่งเท่าที่มี ขณะเดียวกัน ทางผู้ปกครอง นักเรียนก็ไม่ต้องไปจ่ายเงินค่าลงทะเบียน หรือค่าหน่วยกิต หรือสมัยก่อนเรียกว่า เงินบำรุงการศึกษา นะครับ แต่เมื่อไม่พอ ก็จะมีกรรมการสถานศึกษา หรือโรงเรียนก็ อาจจะไปขอสนับสนุนในเรื่องต่าง ๆ หรือข้อระดมทรัพยากรขึ้นมา อันนี้เปึนความจริงครับ ถ้าเผื่อว่า รัฐจัดให้พอขึ้นมาอีกหน่อยนี่นะครับ โดยตัดงบประมาณจากที่อื่น ที่คิดว่า จะไป เปึ้นเบี้ยบ้ายรายทางที่ต้องเสียหายนี่ ให้กับการศึกษาเพิ่ม และถ้าเพิ่มแล้วนี่ ได้ประโยชน์ กับคน ๑๒ ป้ เหมือนเดิมที่เคยจัด อย่าไปแตะต้อง เพราะขณะนั้นขณะนั้นก็จัดให้เขา อยู่แล้ว เด็กที่เคย ครอบครัวที่เคยหนังสือมา รับการศึกษา ๑๒ ป้ มาโดยตลอด วันนี้เรา เหลือ ๙ เขาจะคิดอย่างไร แต่ถ้าเราเหลือ ๑๒ ป้เหมือนเดิม แล้วไปเพิ่ม ต่อลงไปถึง อนุบาล ถึงปฐมวัย เท่ากับว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึ้นฉบับที่ให้ประโยชน์ เพิ่มประโยชน์ ให้กับคน ให้กับลูกหลาน ให้กับเยาวชนของชาติอย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อเราจัดอย่างนี้ ผมเสนอไปว่า เปึน ๑๒ ป้ เหมือนเดิม บวกกับอนุบาล หรือชั้นก่อน ปฐมวัยอีก ๓ ป้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ตามที่ประชาชนเรียกร้องต้องการมา ซึ่งหลายกลุ่ม ก็จะคล้ายกับผม ขณะเดียวกันเรื่องรัฐต้องจัดอย่างทั่วถึง ประเด็นที่ ๒ ในมาตรา ๔๘ วรรคหนึ่งนั้น เรื่องการจัดอย่างทั่วถึงนั้น ขณะนี้รัฐก็ได้จัดการศึกษา จะเรียกว่า ทั่วถึง นั้น ก็แน่ใจว่าเปึ้นไปได้ เพราะว่ามีทั่วถึง ถ้าพูดถึงพื้นฐานนะครับ ขณะนี้เรามีโรงเรียน ระดับชั้นประถมศึกษาสามหมื่นกว่าโรงเรียน มีโรงเรียนชั้นมัธยมศึกษาเกือบสามพัน โรงเรียน กระจายอยู่ทั่วทุกตำบล ทุกตำแหน่ง ทุกจังหวัด ทุกอำเภออยู่แล้ว เปึนแต่เพียง ว่า ถ้าเราจัดอย่างนี้ ก็จะไปพูดถึงเรื่องคุณภาพ ซึ่งพวกเราในที่นี้ ผมได้ฟังท่านผู้มีเกียรติ หลายท่าน ท่าน สสร. ทุกท่านได้บอกว่า เรื่องคุณภาพนั้นสำคัญที่สุด กราบเรียนท่าน ประธานที่เคารพครับ ถ้าเราพูดถึงคุณภาพการศึกษานั้น เราต้องพูดถึงคุณภาพเรื่อง เกี่ยวกับการพัฒนานะครับ การพัฒนา การพัฒนาคุณภาพอย่างแท้จริง ซึ่งจะไปเกี่ยวกัน กับมาตรา ๗๙ ต่อไป ผมกราบเรียนอย่างนี้นิดเดียวครับ การพัฒนาคุณภาพนั้น มันต้อง อยู่ที่การพัฒนาหลักสูตรให้มันเหมาะสม ทันสมัย การพัฒนากระบวนการจัดการเรียน การสอน ซึ่งอันนี้ทางโรงเรียนต้องดำเนินการ และครูต้องดำเนินการพัฒนากันใหม่ เราต้องพัฒนา ครูครับ ตัวครู คือ ผู้ให้อย่างเพียงพอ และขณะนี้ตัวครูของโรงเรียนต่าง ๆ สถานศึกษา ต่าง ๆ เองนั้น ก็ไม่เพียงพอ ขณะนี้โรงเรียนขาดแคลน และครูหลายโรงเรียน ท่านเชื่อไหม ครับ ในโรงเรียนในภูมิภาคบางจังหวัด บางตำบล มีเด็กอยู่ ๘ ห้องเรียน คือ ตั้งแต่อนุบาล ๑ ไปถึง ป. ๖ แต่มีครู ๒ ท่าน มันไม่พอ เพราะฉะนั้นต้องพัฒนาปรับปรุง เพิ่มจำนวนครู ให้เพียงพอ และต่อไปครับ พัฒนาเรื่องสื่อการเรียนการสอนเทคโนโลยี ซึ่งตรงนี้ก็เปึนส่วน ในการส่งเสริม ทำให้การจัดการเรียนการสอนนั้น เปึนให้เกิดประโยชน์ เข้าใจง่าย แล้วก็ได้ ประโยชน์อย่างแท้จริง แล้วก็ทําให้การพัฒนาการเรียนการสอนนั้น เด็กเรียนแล้วมีความ ลึกซึ้ง เข้าใจมากขึ้น ครูก็สอนได้อย่างดีขึ้น ถ้าเผื่อเรามีสื่อเพียงพอ ซึ่งขณะนี้เราก็ไม่พอ ต่อไปครับ ระบบการจัดการ นิดเดียวครับ เปึนเรื่องที่เกี่ยวกับการพัฒนา อันนี้คือ ส่วนที่ เราต้องทํา เพราะฉะนั้นไปพูดถึงเรื่องการไม่เก็บค่าใช้จ่าย อันนี้เรื่องสําคัญครับ ที่มันอยู่ ในมาตรา ๔๘ วรรคหนึ่งทั้งหมด คือ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ผมกราบเรียนเมื่อวานนี้แล้วว่า นิดเดียวท่านครับว่า เราให้การศึกษาโดย ๑๒ ป้มา เปึนเวลาเกือบ ๑๐ ป้แล้วครับ ตั้งแต่ ๒๕๔๐ ถึงวันนี้เราก็ยังให้เขาอยู่ ว่า ถึงป้ ๒๕๕๐ นี่ก็ไม่เก็บค่าใช้จ่าย ใน ๑๒ ป้ คือ ถึงชั้น ม. ๖ โดยรัฐจัดเงินอุดหนุนไปให้ เมื่อรัฐจัดให้นี่ครับ ถ้าหากว่า ประชาชนได้รับการศึกษา แล้วก็ได้รับสิทธิ โดยเรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใน ๑๒ ป้ เท่าเดิมนี่ ผมว่า ประชาชนคงไม่ ว่าอะไร แล้วก็รับได้ เปึนสิ่งที่เปึนไปแล้ว เปึนอยู่ตามปกติ แล้วก็เปึนต่อไป แต่ถ้าเผื่อเราไป ตัดออกไป ประชาชนจะเดือดร้อนกันทุกจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ คนที่มีสตางค์น้อย จะต้องไปจ่ายอีกหรือ คนมีสตางค์มากไม่เปึนปัญหาครับ เขาพร้อมที่จะช่วยตัวเองและลูก เขาได้ ทีนี้การไม่เก็บนี่ครับ ถ้าหากว่า รัฐ ผมก็ไปวก็นิดเดียวครับ รัฐต้องจัดครับ ต้องจัดเงินให้กระทรวงศึกษาธิการครับ กระทรวงเองนั้น เปึนผู้บริหารจัดการด้าน การศึกษานะครับ ถ้ารัฐจัดเงินนี้ให้กับกระทรวง หรือกับหน่วยงานอื่นซึ่งมีเงินเพียงพอ มีเงินที่จะสามารถสนับสนุนโรงเรียนในท้องถิ่นได้ เช่น องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนั้น ก็จะ สามารถสนับสนุนได้ ให้เงินบางส่วนที่จะไปช่วยเหลือการศึกษาให้กับลูกหลานของเขาเอง ในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้ผมกราบเรียนว่า มีองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นหลายแห่งที่เข้ามาดูแล ช่วยเหลือบ้างแล้ว ผมก็จึงถือโอกาสนี้ ขอกราบเรียนท่านว่า ในส่วนของ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาตินั้น ยังคงยืนยันอยู่ว่า ต้องจัดการศึกษา ๑๒ ป้ แล้วเรา ก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงนะครับ แล้วก็ขอให้เพิ่มพื้นที่การจัดการศึกษานี้ให้กระจาย โดยย้อนกลับไปถึงระดับชั้นอนุบาลด้วย เปึนรวมว่า ๑๕ ป้โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ผมขอ ความกรุณาท่านนิดเดียวครับ บางโรงเรียนขณะนี้มีปัญหาเรื่องคุณภาพจริง ๆ ท่านครับ ในมาตรา ๔๘ วรรคหนึ่งนี้ ผมกราบเรียนว่า ม.ปลายบางโรงเรียนของเราขณะนี้ ท่านเชื่อ ไหมครับ นักเรียนพอเข้าไปเรียน เรียนเสร็จ ทีนี้เป่ดภาคเรียนมา ลาออกหมดทั้ง ม. ๔ ไม่อยู่เลย ผมสามารถจะบอกท่านได้ว่า โรงเรียนอะไร จังหวัดใด ในมือผม แต่ผม ขออนุญาตไม่พูด