พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือเรื่องการชี้แจงประเด็นที่สภาสมุนทำการประชุม โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของรัฐและเอกชนในการดำเนินกิจการของรัฐ และการเว้นคืนอสังหาริมทรัพย์ โดยตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยมีการดำเนินการแบบประเทศเพื่อนบ้านที่มีระบอบปกครองแบบเสรีนิยม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ครับ ผมขออนุญาตที่จะชี้แจงนะครับ ในประเด็นที่ท่าน สสร. ได้ยกขึ้นมา ก็เปึนประโยชน์ต่อการคิดอ่านของพวกเรานะครับ ก็มีหลายประเด็นที่เราคิดว่า น่าจะรับได้ แต่ก็มีหลายประเด็นที่คิดว่าน่าจะต้องมีการชี้แจง เพื่อจะให้ท่าน สสร. ได้รับทราบ แล้วก็ได้ใช้ ดุลยพินิจนะครับ
ประการที่ ๑ เลยนะครับ ที่ท่านเกียรติชัยเปึนห่วงว่า กรรมาธิการชุดนี้นี่ จะเขียนกฎหมาย หรือเขียนรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะให้ประเทศไทยมีการดำเนินการแบบประเทศ เพื่อนบ้าน หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ทำงานเปึนระบอบคอมมิวนิสต์หรือเปล่า ก็คือรัฐเปึนเจ้าของ ทั้งหมด ไปเว้นคืนเข้ามาเสียทั้งหมดนะครับ อันนี้ผมก็ขอกราบเรียนยืนยันนะครับว่า ในการทํางานของเราที่ผ่านมานี่ เราไม่ได้คิดอ่านในเรื่องนี้เลยนะครับว่า จะให้รัฐมีบทบาท มากขึ้น หรือรัฐมาเปึนเจ้าข้าวเจ้าของมากขึ้น ตรงข้ามกับความคิดอ่านของเราก็คือ จะให้รัฐนี่ลดบทบาทลง รัฐนี่ให้มีการดําเนินการที่จะให้เอกชนมีบทบาทมากขึ้นนะครับ แน่นอนเราคงจะต้องไม่ให้เอกชนมีการผูกขาด แต่ต้องให้เอกชนมีบทบาทมากขึ้น โดยรัฐลด บทบาทลงในเรื่องของการทำงาน ซึ่งแม้กระทั่งประเทศเพื่อนบ้านของเราที่ในระบอบปกครอง ปัจจุบันที่เปึนระบอบคอมมิวนิสต์นี่นะครับ ไม่ว่าจะเปึนจีน หรือเวียดนาม ทุกวันนี้นะครับ เขาก็ ก้าวเข้ามาสู่วิธีการทำงานแบบบ้านเรา ก็คือ ส่งเสริมการทำงานของเศรษฐกิจแบบเสรีนะครับ ให้เกิดมีตลาดหลักทรัพย์ ให้เกิดมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนะครับ มีการพยายามที่จะให้เอกชนมี บทบาท มีส่วนร่วมในการถือหุ้นในกิจการของรัฐนี่มากขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นประการแรกที่ ท่านเกียรติชัยเปึนห่วงนี่ ผมขอเรียนเปึนเบื้องต้นก่อนนะครับว่า เจตนาของเราประสงค์อยากที่ จะให้กิจการต่าง ๆ นี่ ดำเนินการโดยรัฐน้อยลงเสียด้วยซ้ำ นั่นก็เปึนเรื่องที่จะต้องมีการคุยกัน ในมาตราอื่น ๆ ในอนาคต แต่ว่า ประเด็นนี้นะครับ ก็นําไปสู่เรื่องของรายละเอียดบางประการ นะครับ ประการที่ท่านสุรพลยกขึ้นมานะครับว่า ในการที่เราจะมีการไปเวนคืนที่ดิน เพื่อการ ต่าง ๆ นั้น ซึ่งท่านสุรพลเห็นว่า ยังมีงานเกี่ยวกับเรื่องของโบราณสถานที่คุณจะต้องดูแลด้วย นะครับ ซึ่งประเด็นนี้ผมก็ได้หารือกับกรรมาธิการบางท่านแล้ว ก็เห็นชอบด้วยนะครับว่า เราอาจจะบรรจุเรื่องโบราณสถานนั้นได้นะครับ เพื่อที่จะให้มีความชัดเจนมากขึ้น ถึงแม้ว่า ในวรรคสี่ ประทานโทษในบรรทัดที่ ๔ ของมาตรานี้นะครับ จะได้มีการเขียนอยู่แล้วว่า เราอาจจะต้องมีการให้รัฐเว้นคืน เพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่นก็ตามนะครับ ถึงแม้ว่า คำว่า ประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น ได้กินความรวมไปถึงเรื่องของโบราณสถานด้วยแล้ว แต่ว่า หากจะ ให้มีการเขียนให้ชัดเจนขึ้น ผมก็คิดว่า ก็เปึนประโยชน์ ก็คงจะเปึนสิ่งที่กรรมาธิการก็น่าจะยินดี ที่จะรับไว้นะครับ
ส่วนประเด็นที่ท่าน สสร. ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านเจิมศักดิ์ ได้สอบถามว่า มีอะไรไหมที่เราจะเว้นคืนไม่ได้นะครับ มีเยอะแยะเลยครับ เพราะว่า เจตนาของเรา เรายั่งยึด หลักว่า การเว้นคืนอสังหาริมทรัพย์กระทำมิได้ เว้นแต่เรื่องต่าง ๆ ก็คือ เรื่องประโยชน์สาธารณะ ต่าง ๆ นะครับ ตัวอย่างเช่น เรื่องที่จะเว้นคืน เพื่อจะมาสร้างศูนย์การค้า หรือเพื่อการพาณิชย์ ไม่มีเขียนไว้ในนี้ ทำไม่ได้ ทั้งที่ในอดีตเคยมีตัวอย่างมาแล้ว ที่การรถไฟเว้นคืนที่ดินมาแล้ว และก็ไม่ได้ทําอะไร และสุดท้ายก็ให้เอกชนมาประมูล แล้วก็มาสร้างเปึนศูนย์การค้านะครับ สิ่งนี้เราก็ได้มีการเขียนล็อกไว้ในวรรคที่ ๓ นะครับ ของมาตรา ๔๒ ว่า กฎหมายเว้นคืน อสังหาริมทรัพย์จะต้องระบุวัตถุประสงค์แห่งการเวนคืน และกำหนดระยะเวลาการเข้าใช้ อสังหาริมทรัพย์ให้ชัดเจน ให้ชัดแจ้ง ถ้ามิได้ใช้เพื่อการนั้นภายในระยะเวลาที่กำหนดดังกล่าว ต้องคืนให้เจ้าของเดิม หรือท้ายาท เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ เราได้รับรองสิทธิของ ประชาชนว่า การที่รัฐจะไปเว้นคืน เพื่อประโยชน์สาธารณะใด ๆ จะต้องมีการกำหนด วัตถุประสงค์ให้ชัดแจ้งนะครับ แล้วก็ถ้าหากไม่ได้ทําตามนั้นก็ต้องคืน ซึ่งต่างจากสมัยก่อน นะครับ เพราะฉะนั้นในที่นี้เราไม่ได้บัญญัติบางเรื่อง เช่น การเวนคืนเพื่อจะมาสร้างศูนย์การค้า หรือการพาณิชย์นะครับ สิ่งนั้นก็กระทำไม่ได้ แต่ถ้าเปึนการเว้นคืนเพื่อสาธารณะประโยชน์อื่น ๆ เช่น เรื่องของการสาธารณูปโภคนะครับ การสร้างถนน การสร้างเขื่อน หรือว่า การได้มาซึ่ง ทรัพยากรธรรมชาตินะครับ การผังเมือง การพาณิชย์ ประทานโทษ การเกษตร หรือการอุตสาหกรรมนะครับ สิ่งที่เราบัญญัติไว้ว่าทำได้นะครับ ผมจะขอกลับมาสู่ประเด็นที่ ท่าน สสร. นะครับ สุรชัยได้ยกขึ้นมา เพื่อจะมาขอแปรญัตตินะครับ ในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของ การให้เติมคำว่า กิจการของรัฐ ลงไปนะครับ ผมจะขออนุญาตชี้ให้ท่านเห็นนะครับ ว่า การที่ข้อเสนอนี้เข้ามาว่า ให้เติมคำว่า กิจการของรัฐ นี่นะครับ ลงในวรรคที่ ๒ นะครับ ท่านอ่านดูนะครับ จากเดิมที่เราเขียนว่า การเว้นคืนจะทําไม่ได้ เว้นแต่การมีกฎหมายเฉพาะ เพื่อการสาธารณูปโภคนะครับ เพื่อการปัองกันประเทศ เพื่อการได้มาซึ่งทรัพยากรนะครับ เราเขียนไว้ว่า ถ้ามีกฎหมายมารองรับสิ่งเหล่านี้ทำ ให้ทำได้ แต่หากดำเนินการตามที่ท่านสุรชัย เขียนนะครับ เสนอมานี้ ความหมายก็คือว่าสิ่งนี้จะทําได้แต่กิจการของรัฐของเท่านั้น เช่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งโดยกฎหมายเท่านั้นนะครับ กิจการของรัฐขณะนี้นะครับ ก็ขอเรียนว่า มีการตั้งในรูปแบบใหญ่ ๆ ๒ รูปแบบ รูปแบบที่ ๑ คือ ตั้งโดยกฎหมายเฉพาะนะครับ เช่น การไฟฟัา การประปา เหล่านี้เปึนต้นนะครับ อีกรูปแบบหนึ่งซึ่งมีการตั้งขึ้นมามากขึ้น มากขึ้น ในระยะหลัง ๆ ก็คือ ตั้งในรูปแบบของการตั้งเปึ้นบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชน เช่น บริษัทการบินไทย หรือล่าสุด การท่าอากาศยาน หรือบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) (บริษัท ทศท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน))หรือว่า การสื่อสาร หรือ อสมท. เหล่านี้เปึ้นต้นนะครับ ความ แตกต่างระหว่างของ ๒ รูปแบบนี้นะครับ ไม่ว่าจะเปึ้นรูปแบบที่ตั้งโดยกฎหมาย เพื่อกิจการของ รัฐเปึนการเฉพาะ หรือตั้งโดยในรูปแบบของบริษัท จริง ๆ แล้วเปึนเรื่องของการบริหารจัดการ แล้วเราก็ทราบกันดีว่า การบริหารจัดการในรูปแบบของกฎหมายเฉพาะนี้มีจุดอ่อนมากมาย แล้วก็นําไปสู่ปัญหาต่าง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นแนวโน้มของโลก แนวโน้มของเราที่ผ่านมานะ ครับ ก็คือ จะมีความพยายามที่จะให้กิจการเหล่านี้มีการบริหารจัดการที่มีความโปร่งใส มีการ ตรวจสอบได้ โดยเฉพาะในรูปแบบของการเปึ้นบริษัทนะครับ เช่น บริษัทจำกัด หรือบริษัท มหาชน เปึนต้น เพราะฉะนั้นการที่ท่านเสนอให้มีการเขียนล็อกถ้อยคํานี้ลงไปนะครับว่า การเว้นคืนทำได้แต่ให้ออกกฎหมายเฉพาะกิจการของรัฐ ก็คือ เปึนการจำกัดว่า สิ่งเหล่านี้ที่เปึน สาธารณะประโยชน์นี่ จะทำได้ก็แต่ในรูปแบบของรัฐวิสาหกิจที่เปึนลิสต์ (List) ที่เปึนกฎหมาย เฉพาะ แต่รัฐวิสาหกิจที่เปึ้นบริษัท เช่น การท่าอากาศยาน หรือทีโอที หรือสื่อสารมวลชน ไม่ได้เปึนกฎหมายเฉพาะกิจการของรัฐ สิ่งเหล่านี้ บริษัทเหล่านี้ จะไม่สามารถได้ประโยชน์จาก มาตรานี้นะครับ ซึ่งก็จะส่วนทางกับที่ท่านเกียรติชัยเปึนห่วงว่า เท่ากับเรามีการส่งเสริมให้รัฐมี ความเปึนเจ้าข้าวเจ้าของเต็มที่ โดยที่ไม่เป่ดทางให้เอกชนหรือรูปแบบอื่นที่มีการบริหารจัดการที่ มีความคล่องตัวกว่าเข้ามาดําเนินการได้นะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมคิดว่า เราต้อง ระมัดระวังนะครับ ถ้าเราเติมคํานี้ลงไป เท่ากับเปึนการจํากัดทางออกของเรา แล้วก็เปึนการ ส่งเสริมให้รัฐเข้าไปมีบทบาทอย่างเต็มที่ โดยเอกชน หรือประชาชนจะเข้ามาเปึ้นหุ้นส่วน หรือ เปึ้นเจ้าข้าวเจ้าของไม่ได้ ซึ่งทุกวันนี้เราก็จะเห็นได้ว่า มีกิจการหลาย ๆ อย่างที่ประชาชนและ เอกชนได้เข้ามามีบทบาท มีความเปึนเจ้าของ เช่น กิจการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ นะครับ การท่าอากาศยาน หรือบริษัทการบินไทย ก็มีประชาชนถือหุ้นจำนวนไม่น้อย ซึ่งถ้าเรา เขียนตามนี้ ก็เท่ากับว่า เราไม่ได้ส่งเสริมกิจการในลักษณะที่เปึ้นบริษัทนะครับ แต่เราจะ ให้แต่เฉพาะที่เปึนกิจการที่เปึนของกฎหมายจัดตั้งเฉพาะเท่านั้น ซึ่งทั้ง ๒ ส่วนนี่ ไม่ว่าจะเปึน การบินไทย หรือการท่าอากาศยาน ทุกวันนี้ก็ยังเปึ้นรัฐวิสาหกิจอยู่ เพราะว่ารัฐยังถือหุ้นเกินกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ความแตกต่างในความเปึ้นเจ้าข้าวเจ้าของรัฐนี่ จริง ๆ ก็ไม่ได้ผิดแผก ไปจากเดิมนัก เพราะว่า รัฐเปึนถึงผู้ถือหุ้นใหญ่หรือเปึ้นเจ้าของมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ ผมอยากจะให้ท่านได้เห็นนะครับว่า ในวรรคหนึ่งนี่ เราได้เป่ดให้การ เวนคืนนี่นะครับ ให้สามารถทำได้ เพื่อการพัฒนาเกษตรหรืออุตสาหกรรม อุตสาหกรรมนี่คงจะ เปึนกิจการของรัฐไม่ได้ ถ้าให้เปึนกิจการของรัฐ มันก็จะเข้าประเด็นที่ท่านเกียรติชัยเปึนห่วงว่า เรากําลังจะทําให้ตรงนี้เปึนคอมมิวนิสต์ (Communist) หรือเปล่า ตรงกันข้าม เราถือว่า สิ่งนี้ ก็จะต้องเป่ดนะครับ เพราะฉะนั้นถ้อยคําที่ท่านเติมลงไปก็จะมีปัญหานะครับ อันนี้ก็คือ ประการหนึ่งที่ผมอยากจะขอชี้แจงในส่วนของวรรคที่ ๑ นะครับ ในส่วนของวรรคที่ ๒ นี้นะครับ ในเรื่องของมูลค่าที่แท้จริงที่ท่านเกียรติชัยยกขึ้นมานี่ ผมเห็นด้วยกับท่านเจิมศักดิ์นะครับว่า ในทางเศรษฐศาสตร์ ในทางการบัญชี ในทางของผู้สอบบัญชีนี่ คำว่า มูลค่าที่แท้จริง เปึ้นเรื่องที่ ยากแก่การตัดสินมากนะครับ แล้วจริง ๆ แล้วที่เราเขียนในรัฐธรรมนูญมาตรา ๔๒ ข้อนี้นะครับ เราไม่ได้บอกว่า ให้คำนึงถึงราคาซื้อขายตามปกติเท่านั้นนะครับ เราได้มีการเติมลงไปด้วยว่า ให้คำนึงถึงการได้มาสภาพ และที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ และความเสียหายของผู้ถูกเว้นคืน ก็คือ หมายถึงว่า ถ้าผู้ถูกเว้นคืนนี่มีรายได้จากการที่เขาให้เช่าที่ตรงนั้นเท่าไร หรือหากเขาใช้เปึน ที่อยู่อาศัย หรือมีที่ประกอบกิจการ มีกิจการ มีรายได้เกิดขึ้นอยู่แล้ว ตรงนี้รัฐก็ต้องชดเชยคืนให้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านเติมลงไปในวรรคท้ายที่ว่า ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการ ใช้สอยอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเว้นคืนด้วยนี่ ก็เปึนการเติมที่อาจจะซ้ำซ้อนกับคำว่า ความเสียหาย แล้วตรงนี้อาจจะกินความรวมไปถึงประโยชน์ในอนาคต ถ้าหากเปึนการตีความ แบบนี้แล้วนี่นะครับ ก็ทำให้การประเมินราคาที่ดิน การที่จะชดเชยก็จะเกิดความยุ่งยาก เกิดปัญหาอย่างมาก แล้วก็ไม่มีที่จะลงเอ่ยกันได้ เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่า ที่กรรมาธิการ ได้นำเสนอมา ในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของมูลค่าที่แท้จริง แล้วก็เขียนในลักษณะที่ว่า ให้เปึนไป ตามสภาพที่ตั้ง แล้วก็ความเสียหายนี่ก็น่าจะเพียงพอต่อการพิจารณานะครับ ส่วนประการสุดท้ายที่ท่านสุรชัยได้ขอแปรญัตติ เติมคำว่า ทั้งนี้ ในวรรคสุดท้ายนี่ ประเด็นนี้ ก็คิดว่า คงจะเปึ้นเรื่องที่ไม่มีข้อขัดข้อง ก็ขออนุญาตชี้แจงแต่เพียงเท่านี้ก่อนครับ