สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๒๓ · ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๐

เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ เสนอความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของรัฐธรรมนูญที่อาจนำไปสู่รัฐนิยม เช่นเดียวกับในพม่า ซึ่งจะส่งผลเสียต่อประชาชน และเรียกร้องให้มีการประนีประนอมและความชัดเจนในการดำเนินกิจการของรัฐ

นายเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์

ขอบพระคุณครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผม เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ นะครับ วันนี้ได้พูดแล้ว เมื่อวานจะพูด ท่านก็ให้ผมหยุดพูด เมื่อกี้แย้บ ๆ ฮุก (Hook) หน่อยเดียว บอกให้หยุดอีกแล้ว ปกติผมเปึนคนพูดเสียงดัง แต่ตอนนี้ เจอท่านประธานต้องนอบน้อมให้ดีหน่อย เพราะเหตุว่า เมื่อกี้พอพูดเสร็จ นั่งลงก็มีเสียงโทรศัพท์ เข้ามาว่า จะพูดหรือว่าจะกัดใคร ผมก็บอก แหม ใจเย็น ๆ เมื่อกี้มีโทรศัพท์เข้ามาอีกแล้ว บอกว่า อย่าเครียดนัก ผมบอกเครียดอะไร ผมเขียนกลอนคุยกับคุณการุณ หัวเราะกันทั้งวัน ไม่มีอะไร ส่วนซึ่งผมจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่าน สสร. ทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๔๒ ซึ่งได้มีการแปรญัตติไว้ ที่จริงแล้วผมอยู่ในผู้สนับสนุนญัตติที่ขอแปรโดยท่านสุรชัยไว้ แต่ช่วงแรกที่ได้พูดถึงนั้น ผมได้พูดออกไปในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคำแปรญัตติที่ทางอาจารย์ เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ได้แปรไว้ ที่จริงแล้วผมอยากจะพูดว่า ที่พูดแต่แรกว่า ออกตะขิดตะขวงใจ ก็เพราะเหตุว่า ตั้งแต่เริ่มต้นมาแล้วนั้น ผมรู้สึกชื่นชม ยินดี แล้วก็ปลาบปลื้มกับความพยายาม อย่างยากเหนื่อยของท่านคณะกรรมาธิการยกร่างต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมา เพราะโดยภาพรวมจริง ๆ แล้ว ผมก็อยากจะบอกไปถึงประชาชนชาวไทยทั้งหลายที่รับฟังเราอยู่ ในขณะนี้ด้วยว่า เราได้ปรับปรุง ได้ใช้ความพยายามปรับปรุงรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างดี และ อยากจะบอกว่า ดีกว่ามาก ๆ กับรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๔๐ ด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมีผล ถ้าหากว่า ท่านได้ทําความรู้ ทําความเข้าใจให้ชัดเจนแล้วนี่ ผมเชื่อว่า ในการลงประชามติจะยอมรับรัฐธรรมนูญที่เราใช้ความพยายามอันยากแค้นแสนเข็ญเหล่านี้ ทำออกมาให้ปรากฏ ก็จะเห็นว่า ส่วนดีที่ผมพูดถึงนั้น คงจะเปึ้นที่ทราบกันบ้างแล้วในขณะนี้ ถึงความพยายามที่จะให้สิทธิ ความเปึนสิทธิของประชาชนมากขึ้น ความเข้มแข็งของประชาชน ในการมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น รวมถึงความพยายามที่พูดถึงสป่ริต (Spirit) ของความเปึนประชาธิปไตยที่เราพยายามสร้างสรรค์กันขึ้นมา ทั้งหมดมีร่วมอยู่ในรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้อย่างพร้อมสมบูรณ์ ที่เราน่าจะต้องขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการยกร่าง ซึ่งได้ทำให้เรา แม้ว่าจะมีบางส่วนที่เราไม่เห็นด้วย และขอแปรญัตติในขณะนี้ก็ตาม เพราะฉะนั้นผมจึงรู้สึก ตะขิดตะขวงใจต่อมาตรา ๔๒ ที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ได้ขอแปรไว้ เพราะมาถึงตรงนี้ แล้ว ความรู้สึกที่ผมคิดว่า เราได้ใส่วิญญาณความเปึนประชาธิปไตยลงไปในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันจะมาสะดุดอยู่ตรงนี้หรือเปล่า ความรู้สึกง่าย ๆ ของคนซึ่งไม่ได้เรียนรู้ลึกซึ้งอะไรมากมาย ในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ผมมองเหมือนกับว่า เอ๊ะ นี่เรากลับมาใช้แนวทางอย่างไรหรือเปล่า ที่แทรกแฝงเข้ามาในสิ่งที่เราเรียกว่า ประชาธิปไตย เพราะถ้าหากว่า ทุกอย่างสามารถยึดกลับ ไปเปึนของรัฐได้แล้ว มันเปึนแนวคิดของสังคมนิยม เปึนแนวคิดของสังคมคอมมิวนิสต์เท่านั้น เราไม่ต้องการอย่างนั้น สิ่งเหล่านี้เปึนประสบการณ์อันเจ็บปวดที่เกิดขึ้นมาแล้ว แล้วหลายประเทศเราก็ได้ใช้สิ่งที่เหมือนให้ความรู้สึกกับมาตรานี้ที่ผมกําลังพูดถึง เอาใกล้ ๆ บ้านเราก็ได้ เมื่อ นายพลเนวิน ขึ้นครองอำนาจ เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ป้ ๑๙๖๒ ก็ได้ใช้ แนวความคิดอย่างนี้ ในการที่จะยึดเอาทรัพย์สินของใครต่อใครเข้ามาเปึนของรัฐ การปรับเปลี่ยนไปสู่รัฐธรรมนูญ ป้ ๑๙๗๔ ของพม่าในช่วงที่เนวินครองอำนาจ ก็ยังใช้แนวคิดนี้ อยู่ แล้วผลที่ปรากฏขึ้น ก็คือ ความหายนะของคน คนหนึ่ง ปัจเจกชนคนหนึ่ง ซึ่งก่อให้เกิดกับ ประเทศนั้น แล้วมันก็เกิดเปึ้นบทเรียนที่เกิดขึ้นกับประเทศนี้ แล้วเราก็กำลังจะนำเอาแนวคิด เหล่านี้มาใช้อย่างนี้ นี่เปึนความรู้สึกของผมที่เกิดขึ้นว่า นี่เรา ผมไม่อยากจะพูดว่า เราเดินตาม ทิศทางสังคมนิยมที่พม่าเคยใช้มา แล้วมากําหนดไว้อย่างนี้ ให้ความรู้สึกเหมือนว่า อะไรก็ตาม ก็จะสามารถจะยึดกลับไปเปึนของรัฐได้ทั้งหมด มันควรจะเปึนอย่างนั้นหรือ ในเมื่อสิ่งหนึ่ง ซึ่งเปึนสป่ริตของความเปึนประชาธิปไตยที่เราเขียนไว้ เราพูดถึงสิทธิของชุมชนในการที่จะดูแล ปรับปรุง บำรุง รักษา คุ้มครอง ปัองกัน ทรัพยากรธรรมชาติ และกิจการส่วนตัวของชุมชน โอ๊ย วิเศษเหลือเกิน แต่ตรงนี้คุ้มครอง ดูแล ปัองกัน เพื่อให้ท่านยึดรัฐ เอากลับไปเปึนของรัฐ อย่างนั้นอีกอย่างนั้นหรือ ถ้าพูดถึงสิทธิของแผ่นดิน ที่แผ่นดินจะเรียกสิทธิคืนมาได้ เราก็ต้องพูด ถึงสิทธิโดยธรรมชาติของความเปึนมนุษย์ที่จะดำรงชีวิตอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ นี่ไม่ ต้องย้อนกลับไปถึงปราชญ์ทางรัฐศาสตร์ ไม่ว่าจะเปึ้นฮอบส์ (Hobbes) หรือเพลโต (Plato) ที่ พูดถึงสิทธิทางการปฏิวัติทั้งหลาย ตรงนี้ต้องคิดให้ดี เราไม่ได้ทํา เราไม่ทํา และไม่เคยทํา และไม่คิดว่าจะทําตามแบบของอย่างพม่า ที่ผมพูดถึง แล้วรัฐธรรมนูญพม่าที่กําลังร่างกันอย่าง ขณะนี้ ก็ยังมีเรื่องอย่างนี้อยู่ แต่เราก็ยังเอาเรื่องอย่างนี้เข้ามาพูด ความรู้สึกที่รู้สึกว่า ในที่สุด แล้วรัฐมีอํานาจทุกอย่างที่จะยึดคืนกลับไปได้ทั้งหมดนั้น ผมคิดว่า เปึนอันตราย แล้วมันจะมีผล ต่อความรู้สึกของคนข้างนอก ซึ่งมองรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า มีอะไรแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ในนี้บ้าง หรือเปล่า เราจะอธิบายอย่างไร เพราะฉะนั้น ถ้าพูดถึงการที่จะยึดอะไรไว้ได้ทั้งหมด แม้แต่เรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติ เราก็โต้เถียงได้ว่า ไอ้ทรัพยากรธรรมชาตินั้น มันควรจะเปึนสิทธิของมนุษย์ โดยธรรมชาติ ที่จะมี ที่จะครอง ที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้กับทรัพยากรธรรมชาติเหล่านั้น โอ.เค. เรา อาจจะเห็นว่า มีความจำเปึนในเรื่องบางอย่าง ซึ่งหากจะพูดถึงแล้ว มันก็จะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ ท่านสุรชัยได้พูดถึง หากทำความชัดเจนในเรื่องว่า นี่นะมันจะต้องเปึนกิจการของรัฐเท่านั้น ไม่ใช่แปรเปลี่ยนมือไปอย่างประสบการณ์ที่เราเห็น เราเจ็บปวดกันอยู่ในขณะนี้ ผมว่า สิ่งเหล่านี้ จะต้องทำความชัดเจนให้เห็น ไม่อย่างนั้นแล้ว ผมคิดว่าอันตรายที่สุด ก็คือ ความรู้สึกที่เกิดขึ้น ว่า นี่เราเดินในทิศทางอะไรกันแน่ เราพูดถึงความเปึนประชาธิปไตยในขณะที่มีความรู้สึกว่ามันมาแอบแฝงเรื่องสังคมนิยมกับ คอมมิวนิสต์เข้ามาอย่างนั้นหรือ อํานาจของรัฐที่จะครอบงํา สั่งการ ยึดทุกอย่างเข้ามาเปึนของ รัฐได้อย่างนั้นหรือ แล้วสิทธิความเปึนประชาธิปไตยในระบอบ ในลัทธิที่เรากําลังพยายามสร้าง พยายามเสริม พยายามที่จะปรับปรุงให้มันดีขึ้นอยู่ตรงไหน ผมว่าตรงนี้คือสิ่งที่เปึนห่วง และผม คิดว่า ถ้าหากจะยังคงตราไว้ถึงเรื่องการที่จะสามารถยึดทรัพยากรธรรมชาติไปอย่างนี้แล้วนี่ หนี้ ไม่พื้นที่ความรู้สึกของคนที่เรียนน้อย รู้น้อย ข้างนอกจะมองเห็นว่า นี่มันสังคมนิยมหรือ คอมมิวนิสต์กันไม่ใช่หรือ มากกว่ากระนั้นหรือเปล่า ตรงนี้ผมคิดว่า เปึนเรื่องซึ่งจะต้องตระหนัก ไว้ และอยากจะเตือนว่า อย่าเขียนอย่างนี้ อย่าเขียนอย่างที่พม่าทำอยู่ รับไม่ได้

ในประการต่อมา ก็คือ เอาล่ะ ผมจะพูดถึงประเด็นนี้ไว้ก่อน แล้วเห็นว่า ถ้าหากประนีประนอมกันได้ พูดถึงความชัดเจนให้ชัดเจนลงไปถึงในเรื่องกิจการของรัฐแล้ว ค่อยมาตกลงกันอีกทีหนึ่ง ขอบพระคุณครับ