สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย แสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อเสนอการค้นตัวบุคคลโดยไม่ต้องมีหมายหรือคำสั่งของศาลที่ถูกเสนอในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยระบุว่าข้อเสนอนี้อาจทำให้เกิดปัญหาด้านการปฏิบัติและอาจส่งผลเสียต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานและที่ประชุมอย่างนี้ครับว่า หลังจากที่ได้รับฟังคำชี้แจงของท่านกรรมาธิการยกร่างทั้ง ๒ ท่านนะครับ ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม ท่านอาจารย์จรัญกับท่านอาจารย์อัครวิทย์ ผมกราบเรียนครับว่า คำชี้แจงของท่านนั้น ถ้าผม เข้าใจไม่ผิด ท่านชี้แจงคนละประเด็นกับที่ผู้ขอแปรญัตติเขาได้แปรญัตติไว้นะครับ ประเด็นที่ ผู้ขอแปรญัตติได้แปรญัตติไว้ก็ดี หรือประเด็นที่กรรมาธิการได้ขอสงวนความเห็นไว้ก็ดี คงมีแต่ ประเด็นเรื่องการตรวจค้นบุคคล ไม่ได้มีประเด็นเรื่องการจับ การขัง หรือการค้นในที่รโหฐานเลย สิ่งที่ท่านมาชี้แจงเรา ไม่ว่าจะเปึ้นรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็ดี ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญาก็ดีนี่ ผมเองในฐานะที่เปึ้นทนายความ ผมทราบดีครับว่า มีข้อยกเว้น มีหลักในเรื่อง การจับ การขัง การค้นในที่รโหฐานอยู่อย่างไร ประเด็นที่ผู้ขอแปรญัตติได้แปรไว้ นั่นก็คือ ประเด็นเฉพาะเรื่องการค้นตัวบุคคล ซึ่งในเรื่องการค้นตัวบุคคล ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ไม่ได้มีหลักเกณฑ์ ไม่ได้มีข้อยกเว้น อย่างที่ท่านทั้งสองได้พยายามชี้แจงไว้ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ไม่ได้มีบทบัญญัติว่า การค้นตัวบุคคลจะต้องมีหมายหรือคําสั่งของศาล คงมีแต่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเท่านั้นเอง ที่เขียนไว้เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ใน การค้นตัวบุคคล เพราะฉะนั้นปัญหามันจึงเกิดขึ้นมาว่า เมื่อท่านกำหนดให้การค้นตัวบุคคล จะต้องกระทำเช่นเดียวกับการจับ การขัง นั่นหมายความว่า จะต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาล ท่านจะต้องชี้แจงครับว่า เปึนประโยชน์มากกว่ากฎหมายเดิมอย่างไร คำถามที่ผมจะเรียนถาม ท่านก็คือ ที่ท่านยกร่างไว้ว่า การค้นตัวบุคคลให้ใช้หลักเกณฑ์เดียวกับการจับ การขัง คือหลัก ต้องมีหมายหรือคำสั่งของศาลนั้นนี่ ศาลจะมีหลักเกณฑ์ในการออกหมายหรือคำสั่งให้ค้นตัว บุคคลได้อย่างไร จะอาศัยหลักเกณฑ์เดียวกับการออกหมายจับ หลักเกณฑ์เดียวกับการออก หมายค้นในที่รโหฐานหรือไม่ อย่างไร ท่านยังไม่ได้ชี้แจงให้พวกเราได้มีความเข้าใจ ยังไม่ได้ ชี้แจงให้พวกเรามีความกระจ่างชัดในเรื่องพวกนี้ และผมขอเรียนต่อไปนะครับว่า ประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็ไม่ได้วางหลักเกณฑ์ในเรื่องการที่ศาลจะใช้เปึ้นดุลพินิจใน การออกหมายหรือออกคำสั่งให้ค้นตัวบุคคลไว้ เหตุที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่ได้บัญญัติไว้ ก็เนื่องจากเราไม่มีหลักเกณฑ์ทางกฎหมายเกี่ยวกับการค้นตัวบุคคลที่จะ ต้องมีหมายหรือคำสั่งของศาลมาก่อน เราคงบัญญัติแต่เพียงเหตุตามกฎหมายที่ให้เจ้าพนักงาน สามารถค้นตัวบุคคลได้เท่านั้น เพราะฉะนั้นที่ท่านชี้แจงว่า ตามร่างของท่านจะเปึนการ เอื้อประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ฝ์ายปกครองก็ดี เจ้าหน้าที่ฝ์ายตำรวจก็ดี ในการที่จะปฏิบัติการ เพื่อยังความสงบเรียบร้อยให้กับสังคมได้มากขึ้นนั้นนี่ ผมจึงยังไม่อาจ เห็นด้วยกับท่านได้ เพราะท่านไม่ได้ชี้แจงเลยว่า หลักเกณฑ์ที่ศาลจะสามารถนำไปปฏิบัติ เพื่อเอื้อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับสังคม ในการออกหมายหรือคำสั่งให้ค้น ตัวบุคคลได้มีหลักเกณฑ์เช่นไร ผมขอกราบเรียนกับที่ประชุมอย่างนี้นะครับว่า ถ้าวางแต่หลัก แต่ไม่มีรายละเอียดในการปฏิบัติ สิ่งที่เราจะต้องเจอแน่ ๆ ก็เหมือนกับตอนที่เราใช้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ที่เราวางหลักเกณฑ์ทางกฎหมายใหม่ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ด้วยการบัญญัติให้การออกหมายจับจะต้องกระทำโดยหมายศาลหรือคำสั่งของศาลเท่านั้น ผมว่าพวกเราคงจำได้ดีครับ หลังจาก วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ ซึ่งเปึนวันที่รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ มีผลบังคับใช้ เราเกิดสุญญากาศในการรักษาการให้เปึ้นไปตามกฎหมาย เจ้าพนักงานฝ์าย ปกครองก็ดี เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ดี หยุดการจับกุมทั้งหมดเลยครับ เพราะทุกคนบอกว่า ต้องปฏิบัติตามหลักก่อน ไม่มีใครกล้าเอาข้อยกเว้นมาปฏิบัติเหมือนหลักการทางกฎหมาย ยิ่งไปกว่านั้น ผมเชื่อว่าทุกท่านยังจำได้ หมายจับเก่าของเจ้าพนักงานฝ์ายปกครองก็ดี หมายจับ เก่าซึ่งออกโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ดี ไม่มีใครกล้าไปติดตามจับกุมคนร้ายตามหมายจับเก่า ๆ เหล่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น มีการวินิจฉัย ปัญหานี้ว่า หมายจับเดิมซึ่งออกโดยเจ้าพนักงานฝ์ายปกครอง หมายจับเดิมซึ่งออกโดย เจ้าหน้าที่ตํารวจ ไม่สามารถใช้บังคับได้อีกต่อไป ผลเปึนอย่างไรครับ คนร้ายที่ถูกออกหมายจับ ไว้ตามกฎหมายเดิมูลอยนวลทั้งหมด ผมเรียนท่านนะครับว่า หลักการที่ท่านนำเสนอเปึน หลักการที่ดี ถ้ามองในแง่ของการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามทฤษฎี แต่ท่านต้องมองใน ภาคปฏิบัติด้วยนะครับว่า สามารถปฏิบัติได้จริงหรือไม่ ผมมีประเด็นที่จะตั้งเปึนข้อสังเกตต่อที่ ประชุมว่า เมื่อเจ้าพนักงานฝ์ายปกครอง หรือเจ้าพนักงานตำรวจมีเหตุสงสัยที่จะค้นตัวบุคคลได้ ตามมาตรา ๙๐ ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็ดี ตามมาตรา ๑๐๐ ของ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็ดี แต่เหตุนั้นไม่ชัดเจน ใครเปึ้นผู้ตัดสินใจครับ สำหรับเจ้าพนักงานตำรวจ ซึ่งมีตั้งแต่ระดับประทวนขึ้นไป เขาจะกล้าตัดสินใจในการที่จะใช้เหตุ ซึ่งเปึนข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่ท่านเขียนห้อยท้ายไว้ ในการ ที่จะเข้าไปตรวจค้นตัวบุคคลขณะนั้นหรือไม่ ถ้าก้ำกึ่งกัน ๕๐ ๕๐ ผมเชื่อว่า เจ้าพนักงาน ผู้ปฏิบัติหน้าที่ไม่มีใครกล้าตัดสินใจที่จะไปเสี่ยงกับการถูกฟัองกลับ ทุกคนจะต้องปฏิบัติหน้าที่ ในลักษณะของการเอาตัวรอด คือ บอกกับผู้เสียหายว่า ต้องไปขอหมายหรือคำสั่งของศาล เสียก่อน ผมเรียนท่านนะครับว่า การตรวจค้นตัวบุคคลต่างกับการออกหมายจับ ต่างกับการ ออกหมายค้นในที่รโหฐานโดยสิ้นเชิง พฤติกรรมในการปฏิบัติหน้าที่ต่างกัน เนื่องจากการออก หมายจับตัวบุคคลก็ดี การออกหมายค้นที่รโหฐานก็ดี มีเวลาสำหรับการปฏิบัติการเพียงพอที่จะ ไปขอออกหมายจับหรือหมายค้นกับศาลได้ แต่ทันทีที่เจ้าพนักงานพบบุคคลซึ่งมีเหตุสงสัย ซึ่งควรจะเข้าไปตรวจค้นตัวบุคคลในขณะนั้น แต่เหตุนั้นไม่ชัดเจน ท่านบอก ต้องไปขอหมายค้น ต้องไปขอคำสั่งศาล ไม่มีบุคคลไหนยืนค่อยให้เจ้าพนักงานไปเอาหมายศาลมา แล้วให้ตรวจค้น หรอกครับ เพราะฉะนั้นท่านจะต้องตอบโจทย์ตรงนี้ให้ได้ เหตุในการออกหมายค้นตัวบุคคล มีเหตุเช่นไร เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เมื่อได้วางหลักการใหม่เพิ่มเติม ในสมัยนั้น รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เขียนเรื่องของเหตุในการออกหมายจับ เหตุในการออกหมายค้นที่ รโหฐานไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน ไปทิ้งค้างอย่างนี้ไว้ไม่ได้หรอกครับ เพราะฉะนั้น ผมจึงต้อง กราบเรียนที่ประชุมว่า เท่าที่ฟังคำชี้แจงของท่านกรรมาธิการทั้ง ๒ ท่านแล้วนี่ ผมยังไม่เห็น คล้อยตามว่า มีความกระจ่างชัดเจนเพียงพอในการที่เจ้าพนักงานจะสามารถปฏิบัติได้ ในการที่ เรากำลังจะออกกฎหมายมาเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน มิใช่คุ้มครองสิทธิและ เสรีภาพของผู้ต้องหา กราบเรียนที่ประชุมครับ