สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๒๓ · ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๐

ศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาในการปราบปรามอาชญากรรม โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาการใช้อำนาจหน้าที่เกินขอบเขตของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และการปฏิบัติตามหลักการของสิทธิและเสรีภาพของบุคคล โดยเฉพาะในกรณีการประหารชีวิต ซึ่งเขาตั้งคำถามถึงความถูกต้องและความเหมาะสมของการลงโทษประหารชีวิต และเสนอแนะให้มีการแก้ไขปัญหานี้โดยอาศัยหลักการของสิทธิมนุษยชน

นายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อสักครู่ผมมี โอกาสได้ฟังท่านเพื่อนสมาชิกได้มีการอภิปราย อีกทั้งท่านกรรมาธิการยกร่างได้มีการอภิปราย ในเรื่องนี้ ในความเข้าใจของผม ซึ่งไม่ใช่นักกฎหมาย ผมนั่งฟังอยู่นานนี่นะครับ แล้วผมก็เชื่อว่า ผู้ที่อยู่ทางบ้านนั้นก็ยังมีความสับสน ในสิ่งที่ผู้อภิปรายกับกรรมาธิการยกร่างได้อภิปรายนั้น ผม เรียนอย่างนี้ครับ จากประสบการณ์ที่ผ่านมานี่นะครับ เราจะพบว่า ในอดีตที่ผ่านมาการทำ หน้าที่ในการที่จะตรวจค้น จับกุม หรือกระทำการใด ๆ นั้น เจ้าพนักงานตำรวจ หรือเจ้าพนักงาน ปกครองสามารถที่จะดำเนินการได้ ในอดีตที่ผ่านมา แล้วต่อมาก็มีรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ที่ระบุ ว่าจะต้องมีการออกหมายศาล ในการออกเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ซึ่งแน่นอนครับ เราจะพบว่าจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือได้มีการพบปะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในระดับจังหวัดหลาย จังหวัด ผมรู้จักกับตำรวจ ตำรวจก็จะบอกผมอยู่เสมอว่า ช่วยแก้ให้หน่อย ทำอย่างไรที่จะให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นสามารถที่จะดำเนินการได้ มีการยกตัวอย่างให้ผมฟังครับว่า ตอนที่ผมไปที่ อําเภอ อําเภอหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี เขาบอกว่า คุณศักดิ์ชัยเชื่อไหมครับว่า วันนี้ถ้าผมจะจับ นาย ก นี่ ซึ่งผมเห็นอยู่ตรงนี้นี่ ผมจับ ไม่ได้ แล้วผมจะต้องไปออกหมายศาล ก็คือ ผมก็ต้องไปที่จังหวัด จังหวัดกับอำเภอที่ผมไปนั้น ห่างกัน ๗๐ กิโล วิ่งไปขอหมายศาล กลับมาคนผู้ต้องสงสัยนั้นก็หายไปแล้ว อันนี้เปึนประเด็น คำถามที่เขาถามผมว่า แล้วถ้าอย่างนี้นี่ การที่จะปราบปรามอาชญากรรม การที่จะจับกุมผู้ทำ ผิดกฎหมายนั้น จะทำได้อย่างรวดเร็วอย่างไรหรือไม่ ผมเองต้องยอมรับสารภาพด้วยความ สัจจริงนะครับว่า ภาษากฎหมายที่ใช้กันเมื่อสักครู่นี้ ผมเองอาจจะเข้าใจได้ไม่ถ่องแท้ จึงได้มี คำถามที่จะกราบเรียนถามว่า เมื่อสักครู่ท่านอาจารย์จรัญ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านได้บอกว่า ในวรรคสามของมาตรา ๓๒ นั้น ได้เป่ด ๒ ช่องทางเอาไว้ชัดเจน ความหมายก็คือว่า ช่องทาง หนึ่ง ก็คือ เป่ดให้ในการที่จะออกหมายศาลได้ และอีกช่องทางหนึ่งนั้น ก็หมายถึงว่า ถ้ามีเหตุ อย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ก็คือ ประมวลกฎหมายวิอาญานะครับ ซึ่งผมเข้าใจอย่างนั้น ผมไม่แน่ใจว่า ผมเข้าใจถูกหรือยัง คำถามก็คือว่า กรณีที่ผมยกตัวอย่างเมื่อสักครู่ว่า ตำรวจจะ จับกุม นาย ก นี่ ซึ่งเห็นว่าทำผิด หรือมีคนชี้ว่า เขาทำผิด แล้วเขายังต้องวิ่งไปขอหมายศาลที่ จังหวัดหรือไม่ ประเด็นถัดมาที่ผมอยากจะนำกราบเรียนก็คือว่า ณ วันนี้ถ้าทุกอย่างยังต้องไป อยู่ที่ศาล ถามว่า ความพร้อมของศาลที่จะทำการออกหมายวันหนึ่งนี่จำนวนมากมายมหาศาล กับจังหวัดใหญ่ ๆ นี่ ศาลจะทําได้อย่างไร เพราะฉะนั้นผมกำลังบอกว่า ถ้าทุกอย่างมันมีการ สอดรับหรือมีมาตรการรองรับที่ถูกต้อง ความพร้อมของศาลก็มี ความสะดวกสบายของ เจ้าหน้าที่ตํารวจก็มี ท้ายที่สุดมันก็กลับมาอยู่ที่รัฐธรรมนูญที่เรากําลังร่างนี่ล่ะครับว่า ถ้าเรา กำลังจะแก้ปัญหาในอดีตที่ผ่านมา ที่เราบอกว่า ตำรวจใช้อำนาจหน้าที่เกินขอบเขต บางครั้งจน มีการใช้อำนาจหน้าที่ในการที่จะรังแก้คนบางคนซึ่งไม่ชอบหน้ากัน นั่นในอดีตครับ นั่นในอดีตที่ ผ่านมา เพราะฉะนั้นผมก็กำลังอยากจะให้มีการชี้แจงให้เกิดความชัดเจนก่อน แต่ผมเชื่อว่า ทั้งกรรมาธิการเสียงข้างน้อยกับกรรมาธิการยกร่าง เข้าใจว่า จะมองประเด็นใกล้ ๆ กัน เพียงแต่ ว่าจะมีการเอาคําบางคําขึ้นก่อนหรือหลังเท่านั้นเอง ใจของผมก็คือว่า ผมอยากให้เจ้าหน้าที่ ตำรวจสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตรงไปตรงมา และสามารถที่จะปราบปราม ควบคุม ปัองกันไม่ให้เกิดอาชญากรรม ในขณะเดียวกัน ก็จะต้องไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของ บุคคล นั่นคือประเด็นที่ผมอยากจะนํากราบเรียนในมาตรา ๓๒ วรรคสาม มีอีกประเด็นหนึ่งที่ ผมอยากจะนำกราบเรียน ในกรณีเรื่องของการประหารชีวิต เมื่อสักครู่ครับ มีท่านอาจารย์ กิตติศักดิ์ ปรกติ ท่านเปึนประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอาจารย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านได้ฝากข้อความผ่านมาทางท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านได้ฝากไว้อย่างนี้ครับว่า หลักใหญ่ ๆ ๔ ประการของประเทศ ส่วนใหญ่ในโลก เขายกเลิกประหารชีวิตไปเกือบหมดแล้ว ท่านบอกว่าอย่างนี้ครับ ข้อที่ ๑ ทางประวัติศาสตร์ถือว่า การลงโทษประหารชีวิตอาจผิดตัวได้ ความหมายก็คือว่า ถ้าการ ลงโทษประหารชีวิตแล้วเปึนการลงโทษที่ไม่ถูกคนที่กระทำความผิดจริง อย่างคดีของ เชอร์รี่ แอน ถามว่า ผู้ถูกลงโทษแล้วตายไปแล้วนั้น ใครเปึนคนเอาชีวิตเขากลับคืนมา ในสิ่งที่มี การทําผิดไป ข้อที่ ๒ ผู้ที่ถูกกล่าวหา อาจถูกลงโทษผิดตัว ในอดีตนะครับ ความเชื่อในอดีต ในทาง ประวัติศาสตร์ ในอดีตของประเทศนี่ ในประเทศหลายประเทศบอกว่า ผู้ถูกกล่าวหาอาจถูก ลงโทษผิดตัว ก็คือ ถูกตัดสินประหารชีวิตที่ผิดตัว บาปีนั้นจะตกอยู่กับผู้ครองแผ่นดิน หมายความว่า ผู้ครองแผ่นดินนั้นจะต้องมีบาปติดตัวไปด้วย เพราะฉะนั้นในอดีตจึงมีธรรมเนียม ที่บอกว่า พระมหากษัตริย์ต้องรับรู้ ถ้ามีการประหารชีวิตใคร ข้อที่ ๒ เขาบอกว่า ถ้ามีโทษ ประหารชีวิต จึงให้สามารถที่จะฎีกาต่อพระมหากษัตริย์ได้ นี่คือประเด็นที่ผมกำลังจะพูดบอกว่า คำว่า ประหารชีวิต ควรจะตัดออกไป ๓. การลงโทษประหารชีวิตจะทำให้สังคมเข้าใจผิดว่า แก้ปัญหาได้ หมายความว่า เรากำลังมองไปที่ตัวบุคคลว่า บุคคลคนนั้นกระทำความผิด เราต้อง ประหารชีวิต แต่คือเราไม่ได้กลับไปมองว่าสังคม สิ่งแวดล้อม ที่ทำให้บุคคลคนนั้นกระทำผิดนั้น เกิดขึ้นจากอะไร เราก็จะลงโทษแต่ผู้ที่กระทำความผิด แล้วก็โทษว่า คน คนนั้นไม่ดี แต่เรา ไม่เคยไปมองสังคม ซึ่งเปึนสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เขาเกิดเปึนคนไม่ดีอย่างไร ตรงนั้นผมคิดว่า นั่นเปึนต้นเหตุของการนั้น จึงมักไม่มีการแก้ไข แล้วก็ปล่อยให้เรื้อรัง แล้วก็โทษว่า คนที่ถูก ประหารชีวิตนี่เปึนคนไม่ดีไปหมดครับ ท่านประธานครับ มันดับไป ผมตกใจ สุดท้ายนะครับ การจัดระบบลงโทษเสียใหม่ เพื่อเยียวยาคนที่กระทำความผิด ไม่ได้กระทำความผิดซ้ำอีก ความหมายก็คือว่า โทษประหารชีวิตทุกกรณี เมื่อลงโทษไปแล้ว ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า ไม่เคยมีการกระทำความผิดลดลง ความหมายก็คือว่า แม้จะมีโทษประหารชีวิต ก็ไม่ได้ทำให้คน ที่กระทำความผิดนั้นตระหนักว่า เมื่อเขากระทำความผิดแล้วถูกประหารชีวิต คนอื่นก็ยังกระทำ ความผิด เพราะว่ามันมีสิ่งล่อใจให้เขากระทําความผิด สังคมทําให้เขาจะต้อง อย่างที่เมื่อคืนผม อภิปรายในเรื่องของความหลากหลายทางเพศที่บอกว่า เมื่อไรก็ตามที่เราถูกกันคนเหล่านี้ไปอยู่ ในมุมอับ แล้วไม่ยอมรับในสังคม ก็จะทําให้คนเหล่านี้หันไปกระทําความผิด ท่านประธานครับ ที่ผมกราบเรียนมาทั้งหมดนั้น ผมอยากให้ได้โปรดชี้แจง ได้ทำความอธิบายในประเด็นแรกที่ผม ได้เรียนชี้แจงว่า ผมจะเข้าใจได้อย่างไรว่า ตำรวจจะทำหน้าที่จับกุมได้ อันที่ ๒ ผมจะมั่นใจได้ อย่างไรว่า การออกไปทำหน้าที่นั้นจะไม่ละเมิดสิทธิของประชาชน กราบขอบพระคุณครับ