สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๐

เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง หารือเรื่องรัฐธรรมนูญและความต้องการของประชาชน และเรียกร้องการชี้แจงให้ประชาชนทราบถึงเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง อีกครั้งหนึ่ง ท่านประธานครับ โดยสรุปท่านจะเห็นว่า มีสิ่งที่เราไม่ได้ถามไป คือ กรรมาธิการยกร่างเขาไม่ได้บอกว่า เขาอยากฟัง แต่ประชาชนได้ย้อนกลับเข้ามาบอกอยู่ ๒ เรื่อง คือ เรื่องที่ ๑ คือ เรื่องบำเหน็จบำนาญ ของ สส. และ สว. ปรากฏว่าประชาชนบอกไม่เอา อันนี้ไม่ได้ถาม นะครับ แต่ประชาชนบอกขึ้นมาเอง ท่านก็ลองพิจารณากันเองก็แล้วกันนะครับ ผมพูด เพราะว่าผมมีส่วนได้เสีย เพราะว่าผมเปึน สว. เก่า เพราะฉะนั้นท่านพิจารณากันเอาเอง ก็แล้วกัน ผมไม่พูดอะไรทั้งสิ้น เราไม่ได้ถามไป แต่ประชาชนก็บอกเข้ามาว่า ให้ตัดทิ้ง ประการที่ ๒ คือ มาตรา ๒๙๙ ประชาชนบอกขึ้นมาเอง แต่ประชาชนไปเรียกว่า เปึนกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งกรรมาธิการยกร่าง ผมได้ประชุมกับกรรมาธิการยกร่าง กรรมาธิการยกร่างบอกว่า เข้าใจผิดอย่างสิ้นเชิง มาตรา ๒๙๙ ไม่ใช่กฎหมายนิรโทษกรรม แต่เพราะมีคนไปสร้างให้คิดว่าเปึนกฎหมาย นิรโทษกรรม ซึ่งผมคิดว่า ท่านกรรมาธิการยกร่างน่าจะอธิบายเอง ผมอธิบายแทน ท่านไม่ได้ แล้วจริง ๆ แล้วประเด็นนี้ ผมคิดว่า ต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่า เนื้อแท้คือ อะไรแน่ ๆ เพราะว่าประชาชนอ่านตามตัวหนังสือแล้ว แล้วผมก็ไม่ได้ซักถามไปให้ แล้วสิ่ง นั้นประชาชนบอกขึ้นมาเอง แล้วบอกมาอย่างนี้ อันนี้ก็เปึ้นข้อสังเกตที่น่าสนใจนะครับ ซึ่งต่างกันกับมาตรา ๖๘ วรรคสอง ที่บอกว่า ในภาวะวิกฤติ ให้มีคณะบุคคล ๑๑ คน เข้า มาปรึกษาหารือกัน ผมได้ซักไซ้ไล่เลี้ยงกรรมาธิการยกร่าง แล้วก็ปรากฏในซีดีที่แจก ออกไปให้ประชาชนที่รับฟังความเห็น ได้พอจะเข้าใจเงื่อนไขและบริบท หรือทำไมต้อง บัญญัติมาตรา ๖๘ วรรคสอง ปรากฏว่า ประชาชนหกสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ มีความเห็นด้วย ที่จะให้มี ๖๘ วรรคสอง ท่านประธานครับ ตรงนี้สะท้อนให้เห็นถึงการมีโอกาสได้ชี้แจง การมีโอกาสได้ให้ข้อมูล ๒ ด้าน ไม่ใช่ได้ข้อมูลด้านเดียวที่ประชาชนจะได้ ๖๘ วรรคสอง ที่บอกว่า ให้มีคณะบุคคล พอประชาชนถามว่า วิกฤติคืออะไร ผมได้ซักถามกรรมาธิการ แล้วปรากฏอยู่ในสื่อที่เป่ดให้ดู กรรมาธิการชี้แจงว่า คำว่า วิกฤติ คืออะไร ก็หมายความว่า ท่านหนึ่งท่านใดใน ๑๑ คน สามารถที่จะเชิญ หรือเรียกประชุม หรือเชิญที่เหลื่อมาประชุม แล้วถ้าท่านที่เหลื่อมองเห็นว่ามีวิกฤติ อย่างน้อย ๖ คนก็เปึ้นองค์ประชุม ก็ถือว่า อยู่ใน สภาวะที่ควรปรึกษาหารือแล้ว แต่ถ้าหากว่า เชิญประชุมแล้ว มีผู้มาน้อยกว่าหก ก็ไม่เปึ้น องค์ประชุม ก็ต้องถือว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยังไม่ถึงภาวะที่ควรจะปรึกษาหารือ ก็ยังไม่มี วิกฤติ คนก็เริ่มเข้าใจว่า อยู่ในดุลพินิจของบุคคลระดับประมุขของฝ์ายต่าง ๆ เช่น ประมุข ของนิติบัญญัติ ประมุขของฝ์ายบริหาร และประมุขของฝ์ายตุลาการ บวกกับประธานของ องค์กรอิสระที่สำคัญ ๑๑ ท่าน ที่จะพิจารณาบ้านเมืองว่า อยู่ในภาวะวิกฤติหรือไม่ และ ท่านประธานครับ ขณะนี้บุคคลภายนอกที่มีชื่อเสียงก็เริ่มที่จะคิดว่า ถ้าบ้านเมืองถึงวิกฤติ ควรจะมีบุคคลเข้ามาคุยกันไหม โมเดล (Model) หนึ่ง ที่ท่านอาจารย์ประเวศ วะสี ขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนาม เพราะท่านบอกว่า น่าที่จะให้ผู้อาวุโสทางการเมือง เช่น อดีตนายก็ได้มาพูดจากัน มาคุยกัน ไม่มีผลทางกฎหมาย แต่ว่าให้มีเวทีในการมา พูดจากัน เช่นเดียวกันกับหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่บางพรรคก็บอกว่า น่าที่จะมี บุคคลสำคัญมาพูดจากัน ถ้าไม่อย่างนั้นก็จะรบกวนเบื้องพระยุคลบาท หรือถ้าวิกฤติ หนักเข้าก็ไปสู่การยึดอำนาจ แต่การที่มีคณะบุคคลเข้ามาร่วมปรึกษาหารือกันเฉย ๆ โดย ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย มั่นให้ความหมายกับสังคมมาก มันเปึ้นแบบไทย ๆ ที่มีผู้คน ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองได้มาพูดจากัน แล้วผู้หลักผู้ใหญ่ที่มาพูดจากัน เมื่อมาพูดกันแล้ว ไม่มีผลในทางกฎหมายบังคับใคร แต่ประชาชนจะรู้ว่าใครมา ใครไม่มา เข้ามากันแล้ว เขามีสุ้มเสียงว่าอย่างไร เปึนเรื่องที่เรากําลังคิดถึงอนาคตว่า ถ้าเมืองไทยมีวิกฤติ เราจะ แก้กันอย่างไรโดยที่ไม่รบกวนเบื้องพระยุคลบาทตลอดไป ผมคิดว่า เรื่องนี้ก็ปรากฏอยู่ใน ๖๘ วรรคสอง ซึ่งหลังจากที่กรรมาธิการยกร่างได้มีโอกาสชี้แจง ปรากฏว่า ผลออกมา ส่วนมากเห็นด้วยกับ ๖๘ วรรคสอง นี่ผมอยากจะกราบเรียน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็ สัมพันธ์กัน ที่ท่านประธานจะต้องพิจารณานะครับ เรามีเวลาที่จะต้องทำความชี้แจง หรือ ให้ความจริงกับประชาชนให้ได้ข้อมูลให้ครบถ้วน ท่านจะทำอย่างไร พวกผมทำนี่ได้หลัก เปึ้นแสน ไม่มีทางเปึ้นล้านคน ด้วยข้อจำกัด ไม่มีทางครับ ๗๖ จังหวัด ขนาดแตกทีม ๗๖ ทีม แล้วในแต่ละจังหวัดก็แตกทีมอีก ก็เปึนแสน เปึ้นเรือนแสน เราไม่สามารถจะให้ คนได้เข้าใจทั้งหมดเปึ้นเรือนล้านได้ การรับฟังความเห็น ท่านประธานครับ ผมมุ่งหวังว่ามีประโยชน์อยู่ ๓ อย่าง อย่างที่ ๑ ไปรับฟังมาเพื่อที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญให้ตรงความต้องการของประชาชน อย่างที่ ๒ เปึ้นโรงเรียน เปึ้นเวทีที่ประชาชนได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันในทางการเมือง สังคม และปัญหา ของประเทศชาติ ผมคิดว่า เขาได้อย่างมหาศาลเลยจากอันที่ ๒ ในการเป่ดเวที และ อย่างที่ ๓ เปึนการให้ประชาชนได้มีความรู้ เมื่อจะลงประชามติ ก็ขอให้เขามีความรู้ แต่ท่านประธานครับ เราทําอย่างไรก็ตามได้เปึนเรือนแสน ไม่มีทางถึงล้าน ถ้าเทียบกับ ป้ ๒๕๔๐ ผมเปึนคนมาช่วยงานป้ ๒๕๔๐ ผมไม่ได้เปึน สสร. ผมเดินสายรับฟัง ๗๖ จังหวัดเหมือนกัน ผมตอบได้เลยว่า เมื่อป้ ๒๕๔๐ นั้น ทำน้อยกว่านี้เยอะ ผมไม่ได้คุย ว่าป้นี้เราใช้ประสบการณ์จากป้ ๒๕๔๐ ป้ ๒๕๔๐ ทำเพียงแค่บางจุดในบางภาค แต่เที่ยวนี้เราวางแผนกัน ๗๖ จังหวัด แล้ววางแผนกันที่จะให้แต่ละจังหวัดลงไปทำเปึน หลายสิบเวที แต่เราก็ไม่สามารถจะทำได้ทั่ว เพราะฉะนั้นในช่วงสุดท้าย ช่วงที่ ๓ ผม กราบเรียนท่านประธานครับ มีทางเดียวเท่านั้นที่เราจะต้องทำได้ คือ ต้องใช้สื่อ แต่การใช้ สื่อที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ผมกราบเรียนว่า เราสัมฤทธิผลแต่ชนชั้นกลาง และชนชั้น ปัญญาชน ซึ่งปัญญาชนผมก็ไม่ค่อยมั่นใจนักว่า เราได้ผลเท่าไรในการทำความเข้าใจ แต่ชนชั้นกลาง และชนชั้นล่างระดับบนนี่ เราพอจะถึง แต่ท่านประธานครับ ไม่ว่าเปึน รายการรัฐธรรมนูญของประชาชนในรูปแบบมองต่างมุมที่ผมเดินสายทุกวันอาทิตย์ หรือวันพุธ พฤหัส ที่ช่อง ๑๑ หรือรายการอื่น ๆ ที่เขามีใจที่จะทำ แต่ท่านประธานครับ ประชาชนนี่ได้เห็นครับ แต่เขาไม่ดู ประชาชนฐานรากของสังคมได้เห็น แต่เขาไม่ดู เราต้อง วินิจฉัยนะครับว่า ทําไมเขาเห็นแล้วเขาไม่ดู ผมเปึนคนทําสื่อมาเกือบยี่สิบป้ ผมทราบครับ เพราะว่าเขาเห็น แต่เขาเห็นหน้าตาพวกเราไปนั่งพูดให้เขาฟัง เขาเห็นหน้าตาชนชั้นกลาง ที่มาร่วมอยู่ในทุกวันอาทิตย์ ก็ดีขึ้นนิดหนึ่ง ทำให้เขาเห็นความหลากหลายขึ้น ดูมากขึ้น แต่ถ้าเขาเห็นแต่พวกเรา เขาเห็น แต่เขาไม่ดู แต่ก็ยังไม่ถึงรากฐานของสังคม เพราะคน รากฐานของสังคมนั้น เขาก็อยากเห็นปัญหาของรากฐานของสังคม และตัวเขาเองได้ แสดงความเห็นในทีวี (TV-Television) เพราะฉะนั้นรูปแบบต้องพลิกหมดเลยครับ ท่านประธาน จะเริ่มจากรัฐธรรมนูญไปหาชาวบ้านเปึนไปไม่ได้ แต่ต้องเริ่มจากปัญหาของ ชาวบ้าน ปัญหาของชุมชนฐานราก ให้เขามีโอกาสหยิบปัญหาของเขาขึ้นมา แล้วย้อนกลับ มาถามว่า รัฐธรรมนูญนี่มันช่วยอะไรเขาได้ไหม แล้วตัวชาวบ้านฐานราก็ได้ออกโทรทัศน์ หมู่บ้านของเขา สังคมของเขาได้มีโอกาสแสดงความเห็นให้เพื่อนในหมู่บ้านอื่น ๆ ใน ภาคอื่น ๆ ได้เห็นภาพหมู่บ้านของเขา ท่านประธานครับ ผมเคยทำเวทีชาวบ้าน ล้านบ้าน ล้านเมือง ผมรู้ว่า เมื่อเขาได้ออกโทรทัศน์ ได้แสดงความเห็น และบันทึกเทป เขาจะบอก ต่อกันไปทั้งอำเภอ ทั้งจังหวัด และข้ามจังหวัด คอยดูนะว่า เขานี่กำลังจะออกโทรทัศน์ คอยฟังความเห็นของเขานะ ได้รับการถ่ายทอด สสร. มานั่งรับฟัง ก็จะทําให้คนฐานราก นั้นไม่ใช่เห็นเฉย ๆ แต่หยุดดู ท่านประธานครับ ผมพูดกับสถานีโทรทัศน์ปากจะแตก พูดอยู่นั่นน่ะ ไม่มีใครทำ ท่านประธานจะทำอย่างไร ช่อง ๙ มารับปากนั่งอยู่ที่ตรงนี้ว่า จะกลับไปทําแน่นอน บัดนี้ก็ยังไม่ทํา แล้วจะทําอย่างไร ท่านประธานเปึนประธานสภา ร่างรัฐธรรมนูญใช่ไหมครับ ท่านประธานพอจะมีบารมี มีอํานาจของสภาพอสมควร จะพูดจากันได้บ้างไหม หรือจะเปึนช่องอื่น ถ้าช่อง ๙ อยากจะเอาไปเพื่อหาเงินกันอย่างเดียว ช่อง ๙ ได้ช่วยเราบางส่วน ไม่ใช่ไม่ช่วย ช่วยบันทึกเทป (Tape) ซีดี ที่ผมพูด ช่วยออก รายการวันศุกร์ตอนกลางวันบ่ายโมง แล้วก็เอาพวกเราไปพูด อย่างที่ผมบอก ชาวบ้านเห็น แต่ไม่ดู คำถามคือ เราต้องการในช่วงที่ ๓ ซึ่งบัดนี้ท่านประธาน และสภาแห่งนี้ได้ตั้ง กรรมาธิการขึ้นมาเฉพาะเรื่องนี้โดยเฉพาะ แล้วก็มีท่านอาจารย์สมชัย ฤชุพันธุ์ เปึ้นประธาน ผมก็คิดว่าจะต้องนําเรื่องนี้เข้าไป เพื่อที่จะปรึกษาหารือว่า จะทำกันอย่างไร ในเรื่องนี้ด้วย เรื่องนี้ก็พันกับเรื่องสื่อที่ผมอยากจะกราบเรียนว่า ถ้าผมจะเสียใจมาก ถ้าประชาชนไปลงประชามติโดยไม่มีความรู้ ไม่ว่าจะรับ หรือไม่รับก็ตาม ท่านประธานครับ ในช่วงที่ ๓ จึงเปึ้นช่วงสำคัญที่อยากจะกราบเรียน และสุดท้าย อยากจะกราบเรียน ท่านประธานนิดเดียว เปึนเรื่องของการบริหารจัดการภายในของเรา ท่านประธานครับ ผมมีประสบการณ์ในสมัยที่เปึนสมาชิกวุฒิสภา ผมเคยมีข้อคิด ความเห็นหลายอย่าง ต่อเพื่อนสมาชิก แล้วก็ไม่อยากจะรบกวนเวลาในที่ประชุมใหญ่ เพราะ สส. และ สว. ก็มี จำนวนมาก ถ้าใครขึ้นพูดก็กระทบเวลาคนอื่น หลายต่อหลายครั้ง ผมจึงมีข้อคิด ความเห็นของผมเองเขียนเปึนลายลักษณ์อักษร ลงชื่อ นายเจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ทุกประการ เหมือนกับส่งจดหมายให้เพื่อนสมาชิก แต่ไปฝากที่เคาน์เตอร์ (Counter) เวลาเซ็นชื่อว่า ขอให้ฝากให้เพื่อนสมาชิกได้ไหม เปึนความเห็นของผม ซึ่งผมมีสิทธิที่จะแสดงความเห็น ต่อเพื่อนสมาชิก แล้วผมก็ทํามา ๒ ป้แรก ตอนเปึนสมาชิกวุฒิสภา ไม่มีปัญหาเลย แต่พอมาถึงรัฐบาล พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เมื่อผมสื่อความหมายกับเพื่อนสมาชิก ที่ไม่อยากจะรบกวนเวลา แล้วก็ใส่ชื่อจริงทุกอย่าง เพื่อที่จะอภิปราย หรือบอกปัญหา บ้านเมือง แต่ผมถูกบล็อก (Block) โดยที่เจ้าหน้าที่ได้รับคําสั่งว่า ต้องให้ท่านประธาน เท่านั้นที่อนุญาตจึงจะแจกได้ ท่านประธานครับ ผมถูกเซ็นเซอร์ (Censor) ทันที ผมก็นึกว่า มาในสภาร่างรัฐธรรมนูญจะเลิกบรรยากาศเช่นนั้น ผมก็ทำเหมือนเดิม ครั้งแรกเจ้าหน้าที่บอก ต้องส่งให้เลขาอนุมัติ พอเลขาอ่านข้อคิด ความเห็นผม ไม่กล้าอนุมัติ ต้องไปให้คุณเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานอนุมัติ ท่านประธานครับ วันนี้ก็เกิดเหตุอีก ผมก็มีข้อคิด ความเห็นของผม แล้วก็ใส่ชื่อ เจิมศักดิ์ แล้วก็ขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยแจก เจ้าหน้าที่ก็บอก แจกไม่ได้ เจ้าหน้าที่บอกขอไปอ่านก่อน ท่านประธาน หลังจากเจ้าหน้าที่อ่านแล้ว บอกว่า อันนี้อาจจะมีปัญหา แจกไม่ได้ ถามว่า รัฐธรรมนูญที่เราร่างคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการ แสดงความเห็น ถ้าผมเปึน สสร. ผมแสดงความเห็นกับเพื่อน โดยที่ผมใส่ชื่อเองไม่ได้ อย่าไปโทษเจ้าหน้าที่เลยครับ มันเปึนประเพณีตั้งแต่สมัยคุณทักษิณครองอำนาจ และผม ถูกเซ็นเซอร์มาโดยตลอด บัดนี้ผมคิดว่า ท่านประธานกรุณาแก้ไขประเด็นความเข้าใจ ตรงนี้ ที่ผมต้องพูดตรงนี้ เพราะเจ้าหน้าที่เขาบอกผมว่า ผมต้องไปขออนุญาตในที่ประชุม ผมขออนุญาตท่านประธานครับในที่ประชุมว่า จะขอให้เจ้าหน้าที่แจกข้อคิดความเห็นของ ผม ซึ่งใส่ชื่อเปึนลายลักษณ์อักษร ถ้าหากว่ามีไม่ชอบใจ หรือหมิ่นประมาทผู้ใด หรือขัดข้องด้านความมั่นคงของรัฐ จับตัวผมไปเข้าคุก เข้าตะร่างได้เลย ผมรับผิดชอบ ในตัวของผมเอง ซึ่งไม่น่าจะมีการป่ดกั้นสิทธิเสรีภาพ เรากําลังร่างรัฐธรรมนูญกันอยู่ ผม คิดว่าผมขออนุญาตท่านประธานนะครับ ในเรื่องสุดท้ายตรงนี้ ก็เพื่อประโยชน์ที่พวกเรา จะได้สื่อถึงกันในภาษาทางเอกสาร ไม่จำเปึนว่าจะต้องพูดกันเท่านั้นในที่นี้นะครับ บทความผมชื่อ แปดเดือนแห่งความล้มเหลวของการปฏิรูปการปกครอง ซึ่งพอเห็นชื่อ คนก็ตกใจ แต่กรุณาอ่านเสียก่อนนะครับว่า ผมกําลังชี้อะไร แล้วผมรับผิดชอบในสิ่งที่ผมเขียน ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ