ปกรณ์ ปรียากร พูดถึงผลการดำเนินงานของฝ่ายประชาสัมพันธ์ในการประชาสัมพันธ์รัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการประชาสัมพันธ์ต่อกย้ำผลการดำเนินงานนี้ต่อไป
ท่านประธานที่เคารพ ผม ปกรณ์ ปรียากร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ขอชื่นชมคณะกรรมาธิการประชาสัมพันธ์นะครับ ที่ได้แถลง ผลการดำเนินงานของฝ์ายประชาสัมพันธ์ในวันนี้ ที่มีความละเอียด ครบถ้วน และ อยากจะเรียนว่า เปึนประโยชน์ ไม่เฉพาะต่อคณะกรรมาธิการอื่น ๆ รวมทั้งสมาชิก สภาร่างทั้งหมดนะครับ ถ้าจะว่าไปแล้ว ตัวเอกสารที่แถลงนี่แทบจะใช้เปึนความรู้ หรือว่า เปึ้นหนังสืออ่านประกอบบทเรียนว่าด้วยการประชาสัมพันธ์ที่ดีก็ว่าได้นะครับ ทั้งนี้ เพราะว่าได้ใช้หลัก และวิธีคิดที่ชัดเจน ตลอดจนมีการนำเสนอที่เปึ้นระบบ แล้วสืบโยงกัน เกือบจะทุกกระบวนการ เรื่องที่เราเผชิญในขณะนี้ ก็คงจะทํานองเดียวกับที่เราเผชิญ ในจุดเริ่มต้น จุดเริ่มต้นนั้นเราเผชิญในเรื่องของการที่ทำอย่างไรที่จะให้คนยอมรับว่า การร่างรัฐธรรมนูญคราวนี้เปึนกระบวนการที่ไม่ขัดแย้งกับประชาธิปไตย เอาชนะในจุดนั้น ได้มาจุดหนึ่งแล้วนะครับ คณะกรรมาธิการได้พยายามใช้ภาษาในเชิงยุทธศาสตร์ หลายคำด้วยกัน ไม่ว่าจะเปึนการรบในพื้นดิน อากาศ หรือใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ สมัยใหม่ แต่ในขณะนี้ฝ์ายที่พยายามที่จะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ เขาก็ ไม่โต้ตอบด้วยวิธีการในลักษณะเดียวกัน ทั้งนี้ เพราะเขารู้ว่าสู้ด้วยวิธีการยุทธวิธีเช่นนั้นสู้กันไม่ได้ ดังนั้น ก็จึงไปใช้วิธีการในทาง ตรงกันข้าม นั่นก็คือ ใช้ลักษณะที่เราเรียกกันว่า เปึนยุทธวิธีของการแย่งชิงมวลชน ประหนึ่งการก่อการร้าย ก็คือ ไม่ใช่เปึนการรบในลักษณะของการรบในที่ตั้ง และไม่มีการ เผชิญหน้าในการชี้แจงเรื่องของความมีเหตุมีผล ทั้ง ๆ ที่เราก็พยายามที่จะใช้ด้วยยุทธวิธี เหล่านั้นตลอดมา ผมมีความมั่นใจเสมอว่า ถ้าหากว่า มีการชี้แจงทำความเข้าใจกันซึ่งหน้า กับบรรดาผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขาก็ยากที่จะปฏิเสธความจริงในเรื่องของ ความสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ ดังนั้น จึงมีความพยายามอยู่หลายกระบวนท่า ที่จะพยายามทำให้ความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีอยู่ต่อไป ด้วยการย้อนกลับ ไปที่เดิม ก็คือ จุดเริ่มต้นของ สสร. ซึ่งอันนี้ก็เปึ้นลักษณะของการทำงานที่พยายามจะ ต่อกย้ำตรงจุดนี้ที่เรากำลังเผชิญหน้ากันอยู่ จากการที่ผมได้มีโอกาสไปรับฟังความคิดเห็น ในที่ต่าง ๆ เกือบจะทั่วประเทศ เช่นเดียวกันกับที่ท่านกรรมาธิการประชาสัมพันธ์บางท่าน ได้พูดนี่นะครับ ผมพบว่า สิ่งหนึ่งซึ่งน่าสนใจ ก็คือ การประชาสัมพันธ์ของเราซึ่งทำร่วมกัน ในหลายลักษณะ รวมทั้งการทุ่มเทอย่างมากของบรรดากรรมาธิการวิสามัญการรับฟัง ความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของจังหวัดต่าง ๆ มีผลที่ทำให้ประชาชนกลุ่มใหญ่ทีเดียว ที่ไม่มีโอกาสได้สัมผัสรัฐธรรมนูญมาเลยชั่วชีวิตเขา ได้เข้าใจและได้สนใจ และขณะเดียวกัน ก็เข้ามาสนับสนุนเรา กรณีตัวอย่างที่นราธิวาส ซึ่งผมไปรับฟัง คนหลายคนที่แม้ว่าเขาจะ พูดภาษาไทยได้ไม่ชัดเจน แต่ครั้งนี้เขาสามารถที่จะอ่านรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เข้าใจ และท้ายที่สุด เขาก็ออกมาจากหมู่บ้าน เพื่อที่จะมายืนยันกับกรรมาธิการที่รับฟัง ความคิดเห็นว่า เขาอ่านรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๒๙๙ มาตรา เปึนครั้งแรกในชีวิตเขา แล้วก็บอกว่า ไม่รับคงจะไม่ได้ ในอีกกรณีหนึ่ง เกิดขึ้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านวัชราซึ่งอยู่ในห้องนี้ ก็อาจจะเปึนพยานยืนยันได้ ขออนุญาตเอ่ยชื่อตัวบุคคล ซึ่งไม่ได้อยู่ในสภานี้ แต่เปึน ประชาชนในเวลานี้ คือ คุณสุรชัย แซ่ด่าน ซึ่งหลายคนคงรู้จักชื่อเขานะครับ ก็เริ่มต้น ในลักษณะที่เหมือนกับว่า จะไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ในทางกลับกัน เมื่อเขาได้มี โอกาสรับฟัง และอ่านรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ทุกมาตรา เขากลับกลายมาเปึนหัวหอก แกนนำ ที่จะชี้แจงกับประชาชนที่มารับฟังความคิดเห็น ด้วยการชูประเด็นให้เห็นว่า เมื่ออ่านรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว เมื่อได้พิจารณาเรื่องสิทธิเสรีภาพ และที่สำคัญ ก็คือ การเป่ดเวทีประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางแล้ว ต้องรับรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ เพราะฉะนั้นในขณะนี้ ถ้าเราเห็นแง่มุมเปึนตัวอย่างเช่นนี้ ซึ่งมีอีกหลายเวที ในทำนองเดียวกัน เช่น ที่อุบลราชธานี ไปกับท่านประธานกรรมาธิการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้ง ขอเอ่ยชื่อ ท่านศิวะ แสงมณี ที่อุบลราชธานี วันนั้นก็มีพี่น้องประชาชนมารับฟัง ไม่น้อยกว่า ๒,๐๐๐ คน และมีพระสงฆ์มาด้วยไม่น้อยกว่า ๔๐๐ รูป แม้แต่การอธิบาย ความทางด้านต่าง ๆ ในบรรดาคณะสงฆ์ด้วยกันเอง ก็เห็นว่า เรื่องบางเรื่อง เช่น เรื่องของ การบัญญัติพระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาตินั้น ก็มีความเห็นที่แตกต่างกันในหมู่ พระสงฆ์ออกเปึน ๓ แนวทางด้วยกัน ซึ่งในลักษณะเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า ถ้าเราสามารถ ที่จะดำเนินการในการต่อกย้ำสิ่งที่เราทำต่อไป ในลักษณะที่เปึนการรบในรูปแบบเช่นนี้ อีกระยะหนึ่ง ความสามารถในการที่จะทำให้ฝ์ายที่เห็นในทางตรงกันข้ามลดลง ก็คงจะ ประจักษ์มากขึ้น แต่ประเด็นมันก็มีอยู่ว่า คนเหล่านี้ก็พยายามที่จะใช้วิธีการนอกรูปแบบ อย่างเช่น ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการพูดถึงบรรดาการรณรงค์ของกลุ่มไม่รับรัฐธรรมนูญกลุ่มหนึ่ง ก็คือ ๗๖ นักวิชาการ สังกัดมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ซึ่งประเด็นที่เขานำเสนอก็น่าสนใจ แต่ว่าไปจบลงด้วยว่า ไม่รับรัฐธรรมนูญ แต่ว่าเมื่อข่าวมันออกไป กลายเปึนว่า นักวิชาการ ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๆ ที่โดยเนื้อแท้แล้วเปึ้นนักวิชาการเพียงกลุ่มเล็กกลุ่มหนึ่ง เท่านั้นเอง สิ่งเหล่านี้ มันก็เกิดขึ้นจากการตีพิมพ์พาดหัวข่าวของสื่อมวลชน ซึ่งอันนี้เปึน เรื่องปกติธรรมดา เพราะจุดที่เห็นแตกต่างย่อมจะเปึนจุดที่ขาย ที่ให้ประชาชนได้มองเห็น ภาพในการดำเนินการ เมื่อสักครู่นี้อาจารย์ที่คณะผมนะครับ ผมเปึนอาจารย์อยู่ที่คณะ รัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ก็ได้โทรศัพท์มาให้ความเห็นใน เรื่องทำนองนี้ว่า ถ้าเรามีทางที่จะเชิญนักวิชาการจำนวนมากทีเดียว ที่เห็นด้วยกับการร่าง รัฐธรรมนูญครั้งนี้ แม้จะไม่เห็นด้วยในขั้นของการดําเนินการเริ่มต้น แต่เมื่อได้เห็น กระบวนการของการทำงานที่เราทำงานด้วยความมุ่งมั่น และที่ผ่านมาก็ไม่เคยไปโต้แย้ง โต้ตอบกับการแสดงความคิดเห็นในเชิงขัดแย้งแต่ประการใดทั้งสิ้น แต่เมื่อมาถึงจุดที่เรา ตกล่องปล่องชิ้นของการร่างรัฐธรรมนูญร่างสุดท้าย ที่จะออกไปสู่การลงประชามติ เขา คิดว่า เราน่าจะต้องทำสิ่งเหล่านี้ และมีนักวิชาการจำนวนมากทีเดียวนะครับ ที่ยืนอยู่ใน ฝัืงทํานองนี้ เพราะเห็นว่า การดําเนินการให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปสู่การลงประชามติ จะเปึนการตัดสินที่สำคัญมากกว่าการที่จะรอแค่เพียงการรี ๆ รอ ๆ ว่า เราจะทำท่าที่ เช่นใด เพราะฉะนั้นในลักษณะเช่นนี้ ผมคิดว่า การดำเนินการของการใช้นักวิชาการ ที่สำคัญที่จะสู้ในแนวรบอีกด้านหนึ่ง ก็น่าที่จะเปึนจุดที่เปึนตัวช่วยทำให้การเคลื่อนตัวของ การรบนอกรูปแบบของบรรด้านักวิชาการบางคนที่เขาเห็นว่า กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญนั้น นะครับ เขาเห็นตรงกันข้าม เพราะฉะนั้นในจุดนี้นะครับ ผมเชื่อว่า การร่วมพลังครั้งสำคัญของ สสร. ทั้งหมด ที่เราจะต้องพูดกันให้ชัดเจนในบรรดา สสร. ๑๐๐ คน ก็คือ เรามีความ แข็งขันที่จะทําให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการลงประชามติอย่างท่วมท้น และที่สําคัญ ก็คือ เราน่าที่จะทำให้การไปทำโพลของมหาวิทยาลัยบางแห่งเท่าที่ผมทราบ อย่างเช่น มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต ขอเอ่ยชื่อนะครับ ที่เข้าไปทำโพลเกี่ยวกับเรื่องของการที่ว่า ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ลงประชามติแล้วจะผ่านหรือไม่ ซึ่งปรากฏว่า เสียงส่วนใหญ่ ผ่านนะครับ เท่าที่มีการทำโพลไปแล้ว สิ่งเหล่านี้เราน่าที่จะหยิบยกมาสู่การขึ้นมาพูด ในเชิงของการประชาสัมพันธ์ด้วย ทั้งนี้ เพื่อจะทำให้เปึนการต่อกย้ำให้เห็นถึงความมั่นใจ ที่เกิดขึ้น ในฐานะที่ทำงานในอีกด้านหนึ่ง ก็คือ เปึนโฆษกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนี่ นะครับ ผมคิดว่า ในระยะหลังจากนี้เปึนต้นไปนี่ การทำงานร่วมกันระหว่างกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญกับกรรมาธิการประชาสัมพันธ์จะต้องทำอย่างเข้มข้นและแข็งขัน มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่สำคัญมากที่สุด เหมือนอย่างที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ขอเอ่ยนาม ที่ท่านได้พูดมาเมื่อสักครู่นี้ นั่นก็คือ การขายหัวใจสําคัญของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ที่จะทำให้ประชาชนนี่เข้าใจแก่นแท้ของความเปึ้นรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นจาก การทำงานหนักของพวกเรา และการแสดงความเห็นอย่างชัดเจนของประชาชนตลอดมา เราต้องยอมรับนะครับว่า เมื่อครั้งที่มีการประชุมครั้งแรก ผมกำลังเอ่ยชื่อ ท่านเกียรติชัย อีกครั้งหนึ่ง ที่พูดตั้งแต่การประชุมครั้งแรก ที่เราจะต้องทำให้เกิดความมั่นใจว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึ้นรัฐธรรมนูญที่เราเข้ามาร่วมกันร่าง เพื่อสร้างชาติไทยให้แข็งแก้ร่ง เพื่อร่วมทําลายการขจัดการผูกขาดอํานาจรัฐด้วยวิธีการอันแยบยล เพราะฉะนั้นจุดขายที่ อาจารย์เจิมศักดิ์เสนอนี่นะครับ อาจจะไปพิจารณา แล้วก็เพิ่มเติมบางส่วนที่อาจจะเปึน ประโยชน์ และก็คิดว่า เราคงจะระดมความคิดกันในเรื่องนี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จะทําให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ ถึงแม้ว่าจะดี แต่ก็จําเปึ้นต้อง แก้ไขด้วยเรื่องต่าง ๆ หลายประการด้วยกัน และจุดขายของเราก็อยู่ที่จุดของการแก้ไข ในลักษณะเช่นนี้หรือครับที่ทำให้ ในประการต่อไป ก็คือ การต่อกย้ำ และชี้แจงทำความ เข้าใจในประเด็นร้อนหลายประเด็น ที่ได้ผ่านการบรรเทา เยียวยา และลดเงื่อนไขให้มัน เย็นลง จากการที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเองได้เอาเรื่องนี้มาพิจารณาอย่างเข้มข้น และปรับแก้ในส่วนที่เห็นชัดเจนว่า พี่น้องประชาชนมีเสียงสนับสนุนให้แก้ไขในลักษณะ เช่นใด และขณะเดียวกันนั้น ก็จะทำให้การชิงพื้นที่ ผมใช้คำนี้อีกครั้งหนึ่ง เพราะว่า เนื่องจากกรรมาธิการประชาสัมพันธ์ได้ใช้ศัพท์ในเชิงยุทธศาสตร์ เราก็ต้องพิจารณากัน กลับไปในเชิงยุทธศาสตร์เช่นเดียวกัน การชิงพื้นที่ของหนังสือพิมพ์ และผมคิดว่า เปึนการ ชิงพื้นที่ที่สำคัญ ทั้งนี้เพราะอะไรครับ เพราะเวลานี้สื่อมวลชนทุกแขนงเอาหนังสือพิมพ์ ไปอ่านครับ วิทยุก็เอาหนังสือพิมพ์ไปอ่านนะครับ แล้วที่สําคัญ โทรทัศน์เกือบจะทุก รายการก็เอาหนังสือพิมพ์ไปอ่าน การที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ทํางานตั้งแต่ เริ่มต้นนี่ เราก็ได้พันธมิตรกับสื่อมวลชน น้อง ๆ ทั้งหลายที่ทำงานอยู่ที่สภาเรานี่ล่ะครับ น้อง ๆ เหล่านี้ แปดสิบ เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ อยู่ในฝัืงเราทั้งสิ้นเลย อยู่ในฝัืงของการที่ อยากจะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านออกมา และพร้อมที่จะช่วยเราในการที่จะชี้แจง ทําความเข้าใจ เพราะเขาก็มีความรู้สึกว่า มันเปึนความจําเปึ้นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่า เมื่อข่าวส่งไปแล้วนี่นะครับ มันเปึนเรื่องของเราที่จะต้องเข้าไป ดำเนินการเพื่อการชิงพื้นที่อยู่เช่นเดียวกัน ความจริงในสมาชิก สสร. เอง ก็มี นักสื่อสารมวลชนอาวุโส นักหนังสือพิมพ์อาวุโส คอลัมนิสต์ (Columnist) อาวุโส อยู่ในห้องนี้หลายคน ผมคิดว่า ท่านสามารถที่จะให้ข้อมูลในเชิงของการปรึกษา ประหนึ่ง เสนาธิการ ที่จะทำการรบอีกรูปแบบหนึ่ง ที่เราเรียกกันว่า รบนอกรูปแบบ แต่ว่าเปึนการรบ ในเชิงที่จะหาพันธมิตร ด้วยการสร้าง เรียกกันว่า ปฏิบัติการจิตวิทยาขนานใหญ่ ที่จะทำให้ การดำเนินการของการประชาสัมพันธ์เข้าถึงความรู้สึกของประชาชนมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญ ก็คือ ถ้าเราไปสามารถดึงตัวคนสำคัญที่เปึนประชาชน ที่เปึนแกนน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ ให้สัมภาษณ์บ่อยครั้งขึ้น นอกจากบรรดาดาราที่เราใช้อยู่ในขณะนี้ ซึ่งก็ได้ผลค่อนข้างมาก หรือ เกมต่าง ๆ รายการต่าง ๆ ซึ่งมันก็เปึนความคิดสร้างสรรค์ค่อนข้างสูง แต่ว่าถ้าเรา สามารถดึงเอาบรรดาแกนนำประชาชน ที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อบรรดาประชาชน ทั้งหลาย ก็ให้เกียรติเขา แล้วก็ร่วมกันในการที่จะทำงานครั้งนี้เช่นเดียวกัน ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง นั้น ผมเห็นว่า น่าจะเปึนงานของกรรมาธิการกิจการสภา มากกว่างานของประชาสัมพันธ์ นั่นก็คือ ผมมองเห็นว่า บรรดากรรมาธิการวิสามัญการรับฟังความคิดเห็นและมีส่วนร่วม ๗๖ จังหวัดนี่นะครับ เขาเปึ้นเหมือนกับฝ์ายปฏิบัติการส่วนหน้าที่เขารบราฆ่าฟันอยู่กับ ฝ์ายตรงข้าม แต่ดูเหมือนว่า เขาได้รับการช่วยเหลือจากฝ์ายหลังนี่น้อยเหลือเกิน ทำอย่างไรที่เราจะมีการประชุมร่วม ทั้ง ๗๖ จังหวัด ซึ่งอันนี้คงเปึนภาระหน้าที่ของ ท่านประธานแล้วครับ ในการที่จะเชิญเข้ามาร่วมประชุม อาจจะเปึ้นในกรุงเทพนี่ก็ได้ ทั้ง ๗๖ จังหวัด คูณด้วย ๒๑ คน มันก็เปึ้นจำนวนประมาณไม่เกิน ๒,๐๐๐ คน ผมคิดว่า น่าที่จะทำให้เหมือนกับการเรียกขวัญ และเรียกกำลังใจครั้งใหญ่ ก่อนที่เราจะออกไปต่อสู้ ในสงครามช่วงสุดท้าย นั่นก็คือ การรณรงค์ให้ประชาชนรับ แล้วก็ลงประชามติรับใน รัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างกว้างขวาง ด้วยความเชื่อมั่นในการทํางานที่พวกเราทําร่วมกันมา โดยตลอดนะครับ ผมเชื่อว่า สงครามครั้งนี้ไม่หนักนักครับ เพราะเรายืนอยู่ในฝ์ายของ ความตั้งใจที่จะทำให้ประเทศเข้าสู่ความสงบโดยเร็ว แต่แน่นอนล่ะครับ เรื่องที่เราทำนั้น มันไปตีผลประโยชน์ของคนที่เคยแสวงผลประโยชน์ใน ประเทศนี้อย่างมากมาย ผมไม่ค่อยเห็นด้วยนักกับบรรดานักวิชาการบางท่าน ที่บอกว่า ความจริงแล้วทรัพยากรบุคคลทางด้านการเมืองเรามีแค่เพียง ๒,๐๐๐ คน แต่ที่จริงแล้ว ทรัพยากรทางด้านการเมืองที่เราสร้างขึ้นมาใหม่ในขณะนี้ ก็คือ บรรดาพี่น้องประชาชน จำนวนมากที่กำลังตื่นตัว แล้วเขาพูดด้วยซ้ำไปว่า เขาต้องมีการมีสภาคู่ขนาน ก็คือ สภา ของประชาชนที่พร้อมที่จะตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองทุกระดับ ร่วมกำกับการ ตรวจสอบอํานาจรัฐ ที่เราพยายามที่จะสร้างกลไกใหม่ที่จะช่วยทําให้การดําเนินการของ การพัฒนาประชาธิปไตยในอนาคตนะครับ มีภาวะที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าเรา จะมีความเห็นต่างกันเช่นใดในสภาแห่งนี้ แต่เมื่อเราออกไปรณรงค์ เพื่อที่จะทำให้พี่น้อง ประชาชนเห็นร่วมกันกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมเชื่อว่า พลังของ สสร. ๑๐๐ คน จะต้อง เปึ้นพลังเดียวกัน และจะต้องเปึนพลังที่แข็งขันค่อนข้างมาก ที่จะทำงานท้าทาย ประวัติศาสตร์ครั้งนี้อีกครั้งหนึ่ง จึงขอเสนอความเห็นเช่นนี้ เพื่อที่จะเปึนประโยชน์สำหรับ การไปพิจารณาของคณะกรรมาธิการฝ์ายประชาสัมพันธ์ต่อไปครับ