สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๑๓ · ๒ เมษายน ๒๕๕๐

วรพล โสคติยานุรักษ์ รายงานผลการรับฟังความเห็นประชาชนที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการ โดยมีกรอบการวิจัย 3 กรอบ คือ สิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วมของประชาชน และสถาบันการเมือง นำความเห็นประชาชนทั้งรายบุคคลและรายเวทีมารวมกัน ประมวลผล 3 ครั้ง และนำเสนอคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่าประชาชนเห็นชอบในหลายประเด็น โดยมีจำนวนเห็นด้วยสูงสุด 81.6 เปอร์เซ็นต์ และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบการเมือง โดยมี 16 ข้อที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมือง

นายวรพล โสคติยานุรักษ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ กระผม วรพล โสคติยานุรักษ์ รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญประสานการมีส่วนร่วมและ การประชามติ อยากจะกราบเรียนรายงานสิ่งที่คณะกรรมาธิการได้ดำเนินการไปในส่วน ของการรับฟังความเห็นนะครับ ข้อแรกนะครับ เราได้นำกรอบที่กรรมาธิการยกร่างได้วาง แนวไว้ว่า คำถามหรือประเด็นที่ควรไปรับฟังความเห็นของประชาชนนั้นมีอะไรบ้าง ได้รับกรอบความเห็นมาแล้ว คณะกรรมาธิการได้นำมาประมวลเปึนประเด็นที่ จะยกเปึนแบบเพื่อจะรับฟังความคิดเห็นประชาชน โดยมี ๓ กรอบ กรอบแรก ก็คือ กรอบว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วมของประชาชน กรอบที่ ๒ ก็คือ กรอบว่าด้วย สถาบันการเมือง กรอบที่ ๓ คือ กรอบว่าด้วยองค์กรอิสระและศาล ในประเด็นเหล่านั้น ได้วางกรอบต่าง ๆ ในเรื่องดังต่อไปนี้ ก็คือ ประมวลประเด็นเปึนรายละเอียด รวมทั้ง ในประเด็นสาระที่จะดำเนินการให้กรรมาธิการประจำจังหวัด และคณะกรรมาธิการ ประจำภาคได้ดำเนินการไปรับฟังความคิดเห็นประชาชนในแต่ละจังหวัดที่จัดขึ้น ประเด็น เหล่านั้นก็จะมีวิทยากร กระบวนการวิทยากร รายละเอียดที่จะบันทึกความเห็น ประมวล ความเห็นขึ้นมา แล้วก็ส่งมาทางอีเมล์ ซึ่งมาส่วนกลางเราก็จะประมวลต่อไป ในเรื่องการ ประมวลความเห็นนั้นมี ๒ รูปแบบ รูปแบบเปึนรายเวที ก็คือ รับฟังความเห็นในเชิง อภิปราย เพื่อให้เกิดความเข้าใจ เกิดความกระจ่าง และขณะเดียวกันก็เปึนการกระตุ้น เตือนให้เข้าใจและมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ และมีส่วนร่วมในการที่จะไปลง ประชามติต่อไปในอนาคต ประโยชน์ในแง่นี้ก็คือทำให้เกิดความเข้าใจกว้างขวาง มีประชาชนเข้ามาร่วมการระดมความเห็นในระดับเวทีนั้นเปึนจำนวนมากมาย ในแต่ละ เวทีก็หลายร้อยจนถึงหลายพัน รวมกันทั้งหมดหลายร้อยเวทีด้วยกัน ซึ่งผมจะรายงานไว้ ต่อไป ในขณะเดียวกันก็มีการออกแบบสอบถามเปึ้นรายบุคคล ซึ่งก็เปึนคำถามในเชิง คำถามปรนัย และมีคำถามเป่ดไว้บ้างในบางจุด ซึ่งคำถามนั้นก็มีคำถามในเชิงบุคคลว่า ท่านอาชีพอะไร การศึกษาระดับไหน ทำเล ภูมิลำเนาอยู่ในเมืองหรืออยู่ในเทศบาล อยู่ใน ตำบล หรืออยู่ในเมืองใหญ่ มีอาชีพ มีรายได้ระดับใด เปึ้นต้น ประกอบกับความเห็นที่ท่าน ได้ประมวล ได้รับฟังมา แต่ละท่าน รายบุคคล ก็จะกรอก เติมคำ เช็ก (Check) ก ข ค ง เปึ้นต้น ซึ่งเราก็นำมารวบรวมกันเข้า ในขั้นตอนที่ ๓ เราก็นำความเห็นทั้งหมดของ ประชาชนทั้งรายบุคคลและรายเวทีนั้นมาประมวลเข้า ได้รับความร่วมมือจากหลาย หน่วยงาน เช่น สำนักงานสถิติแห่งชาติ ช่วยกันประมวลผลด้วย ในการประมวลผลนั้น เราทําเปึน ๓ ครั้ง เพื่อเสนอต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญซึ่งได้มีการประชุมกัน ในวันที่ ๑ มีนาคม ก็เปึนการเสนอครั้งแรก ก็คือประมวลผลในช่วงแรกเพื่อเสนอต่อ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ ๑ มีนาคม ครั้งที่ ๒ ในวันที่ ๑๕ มีนาคม และ ครั้งที่ ๓ วันที่ ๒๘ มีนาคม ก็จะทราบว่าเปึนช่วง ๆ ช่วงละประมาณส่องสัปดาห์ ประมาณ ๑๓ ถึง ๑๔ วัน เปึนต้น เพื่อที่จะรายงานให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น น้ำไปปรับ น้ำไปคิด น้ำไปที่จะยกร่างต่อไปให้สอดคล้อง ให้ใกล้เคียง หรือนำความเห็นของประชาชนที่ได้รวบรวมมานั้นไปศึกษา เพื่อที่จะดำเนินการยกร่าง รัฐธรรมนูญ ตามความเห็นของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในการประมวล ทั้ง ๓ ครั้งนั้น ผมอยากขอเรียนเสนอเปึนครั้งที่ ๑ ก่อน ในรายละเอียดนั้นเอกสารมี หมดแล้ว ก็คงอยากจะเรียนว่า ในครั้งแรกที่การประมวลผลในรายเวทีนั้น เปึนการ ประมวลผลระดับ ๓๐ เวที มีบางพื้นที่ไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ ก็เหมือนกับว่าเราก็นำ ความเห็นเหมือนกับการไปลงคะแนนเลือกตั้ง ตอนช่วงเย็น ทุ่มสองทุ่ม ก็รวบรวมมาได้สัก ประมาณสามสิบเวที เปึนต้น ในวันที่ ๑๕ มีนาคม เราก็รวบรวมมาทั้งหมด ๘๗ เวที ทั่วประเทศ กระจายไปเกือบทุกภาค ในวันที่ ๒๘ มีนาคม ได้รวบรวมประมวลผลมา ทั้งหมด ๕๓๗ เวที ก็กระจายทั้งประเทศทั่วทุกภาค จะเห็นว่าการประมวลแต่ละครั้งนั้น ความเห็นหลายส่วนไปในทางเดียวกัน แต่ก็ขอเรียนว่า ความเห็นแต่ละช่วงนั้นก็เหมือนกับ ประมวลในช่วง เหมือนกับหย่อนบัตรเลือกตั้ง และนำคะแนนมานับกันประมาณสัก หนึ่งทุ่ม สามทุ่ม เที่ยงคืน เปึนต้น จะเห็นว่าเปึนรายละเอียดของความกว้างขวางของ ผู้ที่มารวบรวมลงความเห็นนะครับ ในเรื่องของการประมวลความเห็นเวทีระดับจังหวัด ผมขออนุญาตอ้างถึงการประมวล ครั้งที่ ๓ เปึ้นหลัก เพราะครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ นั้นก็คงอยู่ ในเอกสารที่ได้มอบให้กรรมาธิการยกร่างไปแล้วนะครับ ถ้าจะขึ้นสไลด์ (Slide) จะเห็น ภาพชัดเจน

ในกรอบที่ ๑ กรอบว่าด้วยสิทธิเสรีภาพการมีส่วนร่วมของประชาชน และ การกระจายอำนาจ ซึ่งมีการประมวลผลตามรายเวทีต่าง ๆ ทั่วประเทศแล้ว ในข้อแรกเปึน คำถามเรื่องเกี่ยวกับควรตรากฎหมายให้ประชาชนมีหลักประกันในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ประการใด ซึ่งความเห็นส่วนใหญ่ออกมาว่า เห็นด้วยถึง ๙๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งรายละเอียด ท่านก็ได้รับเอกสารแล้ว แต่ถ้าเปึนสไลด์ก็จะเห็นชัดเจนขึ้นนะครับ ข้อเสนอเพิ่มเติมใน ส่วนนี้ก็มีอยู่ว่า ควรพูดถึงเรื่องการศึกษาภาคบังคับให้มากขึ้น จาก ๑๒ ป้ เปึน ๑๖ ป้ ก็มี ความเห็นจากเวทีการอภิปรายในแต่ละเวที จำนวนประมาณ ๖.๓ เปอร์เซ็นต์ ก็พูดถึง เรื่องนี้ว่า อยากให้มีการเสนอการให้ประชาชนมีเสรีภาพ มีสิทธิ ในการเรียนหนังสือ ภาคบังคับเพิ่มขึ้น โดยรัฐบาลเปึนผู้ดูแลให้ หรืออีกข้อหนึ่งที่พูดถึง ก็คือ ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ก็ควรได้รับความช่วยเหลือสวัสดิการการสนับสนุนมากขึ้น อันนี้ก็เปึนข้อสังเกต บางประการที่ประชาชนพูดถึงในส่วนนี้ว่า การที่มีเสรีภาพนั้นสิทธิต่าง ๆ ก็อยากให้ ครอบคลุมไปถึงเรื่องการศึกษา และครอบคลุมไปถึงเรื่องคนพิการ และผู้สูงอายุ เปึนต้น อันนี้คำถามในประเด็นที่ ๑ ซึ่งได้รับฟังความเห็นมาในส่วนของประชาชนรายเวที ในข้อที่ ๒ ก็เปึ้นเรื่องของการเพิ่มอำนาจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนก็เห็นด้วย ส่วนใหญ่ถึงประมาณ ๖๗ เปอร์เซ็นต์ ก็มีความเห็นว่าควรเพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนเพิ่มขึ้น และในการอภิปรายในรายเวทีก็มีความเห็นกันส่วนหนึ่งบอกว่า ควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนระดับจังหวัด เพื่อที่จะเปึ้นทางเลือกของ ประชาชนในการเข้าถึงได้มากขึ้น ในประเด็นที่ ๓ ที่มีการพูดถึงในการอภิปราย ควรมีการ บัญญัติเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนด้านต่าง ๆ ไว้ในรัฐธรรมนูญไว้ชัดเจนเลย ก็มี ความเห็นกัน ๗๙ เปอร์เซ็นต์ ว่าควรเปึนเช่นนั้น อันนี้ก็เปึนความเห็นในข้อที่ ๓ ความเห็น ในข้อที่ ๔ ก็คือ ควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยการ เสนอร่างกฎหมาย แล้วก็รวมถึงการถอดถอนและดำเนินคดีต่าง ๆ ของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ทั้งโดยตรง โดยอ้อม ก็มีความเห็น เห็นด้วยประมาณ ๗๘ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ ก็ชัดเจน อภิปรายกันกว้างขวาง แล้วก็มีความเห็นในรายละเอียดข้อเสนอเพิ่มเติมอีก พอสมควร ในประเด็นที่ ๕ การวางระบบปัองกันและการละเมิดสิทธิเสรีภาพของ สื่อมวลชน ก็มีความเห็นด้วย เปึนจำนวน ๗๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีความเห็นเพิ่มเติม เช่นเดียวกันจากรายเวทีบอกว่า ควรมีกระบวนการปัองกันไม่ให้สื่อละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ด้วยเช่นเดียวกัน ก็คิดว่าควรจะมีทั้ง ๒ ด้าน ความเห็นในข้อที่ ๖ การจัดให้มีกองทุน สนับสนุนการมีการเมืองภาคพลเมือง ความเห็นส่วนใหญ่ ๘๑ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ เห็นว่า ควรเปึ้นเช่นนั้น แล้วก็ควรให้มีการสนับสนุนในเรื่องนี้ แล้วก็ความเห็นเพิ่มเติมก็คือ อยากให้ประชาชนในส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในเรื่องนี้มากขึ้น ในข้อที่ ๗ ในกรอบที่ ๑ นี้ การกระจายอำนาจต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มขึ้น และให้มีกระบวนการตรวจสอบ ที่มีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานเดียวกัน อันนี้ประชาชนเห็นเปึ้นประเด็นใหญ่มากว่าควร กระจายอำนาจ แต่ขณะเดียวกันควรมีการตรวจสอบ และการตรวจสอบนั้นต้องมี ประสิทธิภาพเพียงพอ เห็นด้วย ๗๙.๕ เปอร์เซ็นต์ ในความเห็นข้อที่ ๘ ควรเพิ่มบทบาท ให้แก่ชุมชนในการพัฒนาชุมชน และการมีส่วนร่วมในการปกปัองคุ้มครองและพัฒนา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประชาชนในเวทีต่าง ๆ พิจารณาแล้วเห็นด้วยเปึน ส่วนใหญ่ กระจายไปทั้งหมดทั้งประเทศ ๘๑.๖ เปอร์เซ็นต์ ในเรื่องที่ ๙ ควรลดอำนาจรัฐ และเพิ่มอำนาจให้ประชาชนมากขึ้น ประชาชนเห็นด้วย ๗๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ควรจะให้ ประชาชนมีส่วนร่วมในทำนองออกเสียงประชามติในเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น อันนี้ก็เปึนความเห็นประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ที่รับฟังมา ถัดไปในข้อที่ ๑๐ ควรกระจาย อำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามความพร้อมของพื้นที่ ประชาชนเห็นด้วยว่า น่าจะเปึนหลักการที่ถูกต้องในการกระจายอำนาจไปสู่การปกครองส่วนท้องถิ่นโดยตาม ความพร้อมของพื้นที่ เพราะถ้ามีความไม่พร้อมก็จะมีปัญหาได้เช่นเดียวกัน

ในกรอบที่ ๒ กรอบว่าด้วยสถาบันการเมือง ในข้อแรก เห็นด้วยหรือไม่กับ การลดจำนวน สส. สว. คำตอบส่วนใหญ่เห็นด้วย ๖๓ เปอร์เซ็นต์ มีความเห็นเพิ่มเติม อื่น ๆ เช่น ควรลด สส. ลงเหลือ ๔๐๐ คน เปึนต้นนะครับ ในเรื่องควรมีระบบ สส. ระบบ บัญชีรายชื่อหรือไม่ ก็มีคะแนนก้ำกึ่ง มีเห็นด้วยเพียง ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ที่ไม่เห็นด้วยก็มาก ถึง ๔๖.๒ เปอร์เซ็นต์ และที่ไม่แสดงความเห็นอีกจำนวนหนึ่ง ก็เปึ้นเรื่องที่น่าสนใจ พอสมควร ท่านประธานครับ ในส่วนคำถามที่ ๓ สส. ต้องจบปริญญาตรี ซึ่งเห็นด้วย เปึ้นส่วนใหญ่ แล้วก็ในกรณีที่มี สส. บัญชีรายชื่อก็ต้องจบปริญญาตรี ส่วน สว. ก็ต้องจบ ปริญญาตรี อันนี้ก็เห็นด้วยเปึ้นส่วนใหญ่ ๖๖ เปอร์เซ็นต์นะครับ ในข้อที่ ๔ สส. ควรสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ และหากต้องสังกัดควรกำหนดระยะเวลาเท่าไร ก็เห็นด้วย เปึ้นส่วนใหญ่ ระยะเวลาที่ออกมาก็คือประมาณ ๙๐ วันนะครับ ข้อที่ ๕ สส. ควรมีอิสระ ในการปฏิบัติหน้าที่และการลงมติในเรื่องต่าง ๆ มากกว่าที่เปึนอยู่ ไม่ควรจะถูกครอบโดย พรรคการเมืองจนเกินไป ก็เห็นด้วย ๖๘ เปอร์เซ็นต์นะครับ ในข้อที่ ๖ ควรกำหนด เขตเลือกตั้งเปึนเขตเลือกตั้งละคนเช่นเดิม ก็เห็นด้วยนะครับ จะเขตใหญ่ขึ้นหรืออย่างไร ก็แล้วแต่ แต่ก็เห็นด้วยนะครับ ในข้อที่ ๗ ควรให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้คะแนนในลำดับ ถัดไปเปึน สส. แทนผู้สมัครที่ถูกตัดสิทธิ เพราะได้รับใบเหลืองหรือใบแดงโดยไม่ต้อง เลือกตั้งใหม่นะครับ อันนี้ก็มีเห็นด้วยอยู่เพียง ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นด้วยอยู่จำนวน ๒๗ เปอร์เซ็นต์ ก็เพราะว่ามีข้อสังเกตหลายเรื่องว่าอาจจะเปึนปัญหาในเรื่องการหาย หรือ อุ้มหาย หรืออะไรต่าง ๆ นานาก็เปึ้นได้นะครับ ในข้อที่ ๘ สว. ควรมาจากการสรรหาจาก ตัวแทนของกลุ่มอาชีพทุกภาคส่วนในสังคม ก็เปึนวิธีการการได้มาของ สส. สว. นะครับ ว่าจะมีการสรรหา เห็นด้วยอย่างไรหรือไม่ ประชาชนจากการสัมมนาบนหลายเวที ก็เห็นด้วยประมาณ ๔๑.๕ เปอร์เซ็นต์ ว่าจากกระบวนการสรรหาก็เปึ้นอีกทางเลือกหนึ่ง นะครับ ในข้อที่ ๙ ถ้า สว. มาจากการสรรหา ก็อยากถามว่า มีอํานาจถอดถอนผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมืองเหมือนเช่นปกติทั่วไปหรือไม่ ก็เห็นด้วยครับ ความหมายคือว่า ถ้าเปึน สว. แล้วก็ควรมีอํานาจ ไม่ว่า สว. นั้นจะมาจาก กระบวนการสรรหาก็ถือว่ามีอำนาจเหมือนกัน ก็คืออำนาจในการถอดถอนได้ ๔๗ เปอร์เซ็นต์นะครับ ในข้อที่ ๑๐ นายกรัฐมนตรีมาจาก สส. แล้วก็เปึน สส. ขณะเดียวกันได้ ก็เห็นด้วย ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ถัดไปในข้อที่ ๑๑ ควรกำหนดให้ นายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งไม่เกิน ๒ วาระติดต่อกัน หรือไม่เกิน ๘ ป้ ประชาชนเห็นด้วย เปึ้นส่วนใหญ่ ๗๒.๖ เปอร์เซ็นต์ ก็จะเปึนกรอบในเรื่องนี้ว่านายกรัฐมนตรีวาระไม่ควรจะ เกิน ๒ วาระ และไม่เกิน ๘ ป้นะครับ ในข้อที่ ๑๒ การห้ามนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี มีผลประโยชน์ทับซ้อนในระหว่างดำรงตำแหน่ง หรือเมื่อพ้นตำแหน่งไประยะหนึ่งแล้ว ก็เห็นด้วยเปึ้นส่วนใหญ่ถึง ๗๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ในข้อที่ ๑๓ นายกรัฐมนตรีควรถูกอภิปราย ไม่ไว้วางใจ และถูกตรวจสอบได้ง่ายขึ้น ก็เห็นด้วย ๗๗ เปอร์เซ็นต์ ในข้อที่ ๑๔ การกำหนดให้ชัดเจนว่าในกรณีที่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีต้องคำพิพากษาให้ ลงโทษจำคุก แม้นว่าเปึนการรอลงอาญาก็ให้พ้นตำแหน่ง ก็เห็นด้วยเปึนส่วนใหญ่ ๗๘ เปอร์เซ็นต์นะครับ ในข้อที่ ๑๕ นายกรัฐมนตรีต้องมาตอบกระทู้ถามในสภา ก็เห็นด้วย ๗๒.๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเกิดพิจารณาลงไปในรายภาคแล้วก็จะพบว่าแต่ละภาค มีความเห็นแตกต่างกันไปบ้างว่า ในภาคกรุงเทพ ประชาชนบอกว่าจะมาตอบทุกครั้งก็ไม่ จำเปึนนักหรอกครับ ก็มีจำนวนเปอร์เซ็นต์น้อยลงมาได้ ถ้าท่านลงไปดูรายละเอียดต่อไป ในรายการนะครับ ในข้อที่ ๑๖ ควรกำหนดคุณสมบัติ คุณธรรม จริยธรรมในการปฏิบัติ หน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และมีบทลงโทษที่กรณีฝ์าฝ๋นด้วย อันนี้ เห็นด้วย ชัดเจน ๖๑.๖ เปอร์เซ็นต์นะครับ

ในกรอบที่ ๓ เปึนกรอบว่าด้วยองค์กรตรวจสอบอิสระและศาล ก็มี ความเห็นว่าควรให้มีศาลหรือองค์กรตรวจสอบปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระ และตรวจสอบ องค์กรอิสระด้วยกันเองด้วย ก็เห็นด้วย เพื่อเปึนการสร้างสมดุลและคานกัน ในข้อที่ ๒ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองในระดับประเทศหรือระดับท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ใดกระทำผิด ทุจริต หรือมีพฤติกรรมว่าร่ำรวยผิดปกติ ในกรณีดังกล่าวนั้นไม่ควรมี อายุความในการฟัองร้องนะครับ ก็เห็นด้วย ๗๒.๖ เปอร์เซ็นต์นะครับ ในข้อที่ ๓ ควร มีการกำหนดกลไกและมาตรการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ์ายการเมืองที่กระทำต่อ ข้าราชการประจำ และการควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณ ก็เห็นด้วยครับว่าต้องมีการ ตรวจสอบในเรื่องนี้นะครับ ในข้อที่ ๔ ควรลดจำนวนประชากรในการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมือง และการตรากฎหมาย ก็เห็นด้วย ๖๗ เปอร์เซ็นต์นะครับ ในข้อที่ ๕ องค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญควรปลอดจากการเมือง ก็เห็นด้วย ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ในเรื่องควรมีการวาง ระบบการค้านและดุลอํานาจระหว่างองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญต่าง ๆ นั้น เห็นด้วย ๗๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่มีอยู่แล้ว เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดิน กกต. สตง.์ หรือ ปปช. ควรคงไว้ทั้งหมด ก็เห็นด้วย ๗๓ เปอร์เซ็นต์ ควรมีองค์กรอิสระ ระดับจังหวัดในการติดตาม ตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้บริหารปกครองท้องถิ่น เห็นด้วย ๗๑ เปอร์เซ็นต์นะครับ ในข้อที่ ๙ ควรมีการกำหนดงบประมาณให้แก่องค์กร อิสระตามรัฐธรรมนูญจำนวนที่ชัดเจนตามสัดส่วนของงบประมาณแผ่นดิน ก็เห็นด้วย ๖๓ เปอร์เซ็นต์ ได้รวบรวมในภาครายเวทีนะครับ ก็เปึนความเห็นประชาชนในเชิง อภิปรายและประมวลเข้าด้วยกันนะครับ ก็เปึนรายละเอียดดังที่ผมกล่าวแล้วนะครับ

ในขั้นต่อไปอยากจะขออนุญาตนำเสนอท่านประธานในเรื่องเกี่ยวกับ ความเห็นประชาชนที่สอบถามเปึนรายบุคคลนะครับ ซึ่งมีการรวบรวมความเห็นมา ในครั้งแรกที่นำเสนอต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ วันที่ ๑ มีนาคมนั้น จากประชาชน ๗๗๓ ท่านจากทั่วประเทศ แต่ไม่ครบทุกส่วนทุกภาค แต่พอวันที่ ๑๕ มีนาคม เราได้รวบรวมความเห็นมาทั้งหมด ๑๖,๐๓๕ ท่าน จากประชาชนค่อนไปเกือบทั้ง ประเทศ และในครั้งที่ ๓ คือวันที่ ๒๘ มีนาคม ได้เสนอกรรมาธิการยกร่าง ประชาชนได้ ตอบแบบสอบถามเปึนรายบุคคลมาทั้งสิ้น ๓๖,๓๒๔ ท่าน ก็ทำให้ประมวลผลได้ชัดเจน ขึ้น คล้าย ๆ เหมือนกับว่าพอระยะเวลาหนึ่งทุ่มได้ผลอย่างหนึ่ง พอสามทุ่มประชาชนเอา คะแนนมาร่วมมากขึ้น เวลาเที่ยงคืน ก็จะมีรายละเอียดดังที่ปรากฏอยู่ในเอกสาร นะครับ ก็จะเห็นว่าความเห็นประชาชนในเรื่องกรอบต่าง ๆ ก็มีรายละเอียดมากเพียงพอ ดังต่อไปนี้นะครับ

ในเรื่องกรอบที่ ๑ ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วมของประชาชน และ การกระจายอํานาจ ในเรื่องแรกนะครับ คําถามแรก ควรบัญญัติเรื่องสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนในรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีผลบังคับใช้อย่างเปึ้นรูปธรรม ประชาชนเห็นควรว่า ต้องระบุเวลาให้ชัดเจนไว้ ๕๕ เปอร์เซ็นต์ จะเห็นว่าการประมวลมาตั้งแต่ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ นี่ก็สอดคล้องกัน ประมาณห้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ ประชาชนเห็นว่าควรมีกฎหมาย มารองรับและต้องระบุระยะเวลา แต่มีส่วนหนึ่งที่ระบุว่าต้องบังคับใช้ในรัฐธรรมนูญทันทีเลยนี่มีอยู่ ๓๖ เปอร์เซ็นต์นะครับ จำนวนนี้ก็มีความแตกต่างอยู่เล็กน้อยนะครับในครั้งแรก ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ แต่ก็ไปใน ทิศทางเดียวกัน ในข้อที่ ๒ นะครับ อำนาจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้น เห็นว่าอํานาจที่มีอยู่เดิมนั้นเหมาะสมแล้ว มีเพียง ๒๖ เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าควรเพิ่มขึ้น เช่น ควรให้สามารถนำเรื่องเข้าสู่ศาลได้ด้วย มีความเห็นเพิ่มขึ้นเปึน ๖๒.๖ เปอร์เซ็นต์ ว่าควรให้อำนาจอันนี้แก่คณะกรรมการสิทธิ มนุษยชนแห่งชาติด้วยนะครับ ในเรื่องความชัดเจนของบทบัญญัติเรื่องการมีส่วนร่วม ของประชาชนในรัฐธรรมนูญนั้นชัดเจนดีอยู่แล้ว บอกว่ามีอยู่เพียง ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ความชัดเจนของบทบัญญัติการมีส่วนร่วมของประชาชนในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มีความ ชัดเจนอยู่เพียง ๑๘ เปอร์เซ็นต์ แต่บอกยังขาดอยู่ ก็คือว่า เห็นว่าควรจะให้ชัดเจนมากขึ้น แต่ต้องมีแนวปฏิบัติมากขึ้นด้วย มีความเห็น ๕๗ เปอร์เซ็นต์นะครับ ในเรื่องการมีส่วนร่วม ของประชาชนที่ควรบัญญัติในรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมมีอะไรบ้างอีก ก็มีความเห็นแตกต่าง กันไปดังนี้ครับ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ มีความเห็น ๖๗ เปอร์เซ็นต์ ควรกำหนด นโยบายสาธารณะได้ เพิ่มขึ้นนะครับ เปึน ๒๙.๘ เปอร์เซ็นต์ และการตัดสินใจทาง การเมือง ๒๖.๐ เปอร์เซ็นต์ การตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และ การเมือง ประชาชนเห็นว่าควรมีส่วนร่วมของประชาชนถึง ๕๐.๙ เปอร์เซ็นต์ ความหมาย คือว่าประชาชนให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนโยบายแห่งรัฐมากขึ้นในครั้งนี้ว่ามีส่วน กระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม ประชาชนให้ความสำคัญเรื่องนโยบายสาธารณะมาก ได้มี ความเห็นว่าประชาชนควรมีส่วนร่วมในเรื่องเหล่านี้มากขึ้น ก็แสดงให้เห็นว่าประชาชน เห็นว่ารัฐธรรมนูญนั้นมีผลกระทบต่อเขาทั้งหลายอย่างมาก แล้วก็รัฐธรรมนูญควรจะเปึน เรื่องที่ใกล้ตัวเขาด้วยเช่นเดียวกัน รัฐธรรมนูญก็ไม่ใช่ใช้เฉพาะนักการเมือง ประชาชน ควรมีส่วนใช้รัฐธรรมนูญมากขึ้น รัฐธรรมนูญนั้นก็จะต้องเกี่ยวข้องกับประชาชนมากขึ้น เช่น ในเรื่องของการกำหนดนโยบายสาธารณะ การกำหนด การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ เปึนต้น อันนี้ก็เปึนความสังเกตที่ชัดเจนขึ้นจากแบบสอบถามครั้งนี้ ของประชาชน คำถามต่อไป ควรมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประชาชนควรมีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น มีความเห็น ๘๔ เปอร์เซ็นต์ เปึนความเห็นที่ชัดเจนมากว่าประชาชนควรมีส่วนร่วมในการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ในเรื่องการเสนอร่างรัฐธรรมนูญก็เห็นว่าประชาชนควรมีส่วนร่วม ๗๖.๕ เปอร์เซ็นต์ การมี ส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเรื่องการถอดถอน ก็เห็นว่าควรมีโดยตรง ๗๕ เปอร์เซ็นต์ โดยอ้อม ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ในกรณีการมีส่วนร่วมทางการเมือง ของประชาชนในเรื่องการถอดถอน สส. สว. จากผู้ดำรงตำแหน่งก็เห็นด้วย ๗๗.๙ เปอร์เซ็นต์ ในเรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์การคุ้มครอง ปัองกันการละเมิดสิทธิ เสรีภาพและการครอบงำสื่อมวลชน ก็เห็นว่าควรจะมีไว้ ๗๖.๗ เปอร์เซ็นต์ การจัดตั้ง กองทุนเพื่อการพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองก็เห็นด้วย ๗๑ เปอร์เซ็นต์ ในเรื่องของการ กระจายอำนาจ ควรกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มากขึ้นกว่าปัจจุบัน เห็นด้วย ๕๖.๓ เปอร์เซ็นต์ ความเห็นนั้นก็คงเส้นคงวาตลอด ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ แล้วก็ไม่ควรเพิ่ม ปัจจุบันก็ดีอยู่แล้ว ความเห็น ๓๗.๗ เปอร์เซ็นต์ ก็คงเส้นคงวาตลอด ตั้งแต่ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ เปึนต้นมา ในการกระจายอำนาจก็มีการพูดถึง เรื่องการมีมาตรการในการตรวจสอบ การกำหนดมาตรฐานการทำงานขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีการกระจายอำนาจและกำกับดูแล ที่ถูกต้องมากขึ้น ก็มีความเห็นว่าควรกำหนดไว้ถึง ๘๒ เปอร์เซ็นต์ ควรเพิ่ม บทบาทและอำนาจหน้าที่ให้กับท้องถิ่น ชุมชน เพื่อให้การปกปัองคุ้มครองและพัฒนา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชนมีประสิทธิภาพขึ้น เห็นด้วยถึง ๘๙ เปอร์เซ็นต์ ในเรื่องกรณีการบริหารประเทศของรัฐในเรื่องต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อ ประชาชน ควรมีการสอบถามประชาชนเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสิน หรือเข้า ทำนองว่า ให้ประชาชนมีอำนาจมากขึ้นนั้น เช่น ในการจะทำข้อตกลงต่าง ๆ เปึนต้น เห็นว่าควรจะมี ๘๔ เปอร์เซ็นต์ การกระจายอำนาจ ในกรณีพื้นที่ใดที่มีความเหมาะสมใน การบริหารจัดการท้องถิ่นของตนเองก็ต้องดำเนินการ ก็เห็นว่ารูปแบบที่เปึ้นอยู่ในปัจจุบัน นั้นก็เหมาะสมดีแล้ว ๓๘ เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าควรมีระบบที่สอดคล้องกับการพัฒนา แต่ละท้องที่ ท้องถิ่นมากขึ้น เห็นว่าควรจะปรับปรุงใหม่ ๕๔.๐ เปอร์เซ็นต์ ในเรื่อง กรอบการเมือง ความเห็นของประชาชนในเรื่องกรอบการเมือง ข้อแรก จำนวนสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรควรมีเท่าไร ความเห็นส่วนใหญ่ตกไปที่ ๔๐๐ ท่าน ๔๐.๙ เปอร์เซ็นต์ ๓๐๐ คน ประมาณ ๒๖ เปอร์เซ็นต์ ๕๐๐ คน ๒๔ เปอร์เซ็นต์ ความเห็นก็ไปตกอยู่ระดับ ๔๐๐ คน ถึง ๔๐.๙ เปอร์เซ็นต์ ในเรื่องของรูปแบบการเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็เห็นไปทางว่า เลือกตั้ง เขตละ ๑ คนอย่างเดียว ๓๔.๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็แบบอื่น ๆ ก็มีกระจาย ๆ กันไป ควรมี สมาชิกวุฒิสภาหรือไม่ ก็เห็นว่าควรมี ๘๑.๓ เปอร์เซ็นต์ ก็คงเส้นคงว่าตั้งแต่ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ ก็อยู่ในระดับประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เหมือนกันทั้ง ๓ ครั้ง ในกรณี จํานวนของสมาชิกวุฒิสภาควรมีเท่าไร ความเห็นส่วนใหญ่บอกว่า อยากให้เปึ้นสัดส่วน ของจำนวนต่อ สส. เช่น ถ้า สส. มี ๔๐๐ คน ก็มีครึ่งหนึ่งดังกล่าว พูดง่าย ๆ ว่าความเห็น ประชาชนเห็นว่า ควรเปึ้นครึ่งหนึ่งของจำนวน สส. คำตอบมา ๓๖.๔ เปอร์เซ็นต์ ส่วนกำหนดชัดเจนเลยว่า ๑๐๐ ท่าน ก็มี ๒๔.๒ เปอร์เซ็นต์ ถ้า ๒๐๐ ท่าน ตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็ ๒๖ เปอร์เซ็นต์ ความเห็นโน้มเอียงไปทางครึ่งหนึ่งของ จํานวน สส. ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ก็ค่อนไปทางเลือกตั้งทั้งหมด ๖๗ เปอร์เซ็นต์ ในกรณีวิธีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกนั้นก็มีหลายรูปแบบ ความเห็นประชาชนก็ยังเห็นว่า รูปแบบการเลือกตั้งโดยตรง ตามแบบป้ ๒๕๔๐ นั้นก็ยังมีความน่าสนใจอยู่ ๖๔ เปอร์เซ็นต์ ในกรณี สว. มาจากการแต่งตั้งนะครับ ควรให้อำนาจของ สว. มีส่วนใน การพิจารณาถอดถอนนักการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ ความเห็น ก็เห็นว่า ควรยังมีอยู่ ๖๕ เปอร์เซ็นต์ คือความหมายว่าถ้าเปึน สว. แล้วจะมาจากวิธีใด ก็คิดว่าควรจะมีอํานาจดังกล่าวอยู่นะครับ วุฒิการศึกษาของ สส. ก็ยังคงเห็นว่าต้อง ปริญญาตรี ๖๗ เปอร์เซ็นต์ กรณีผู้สมัคร สส. ที่ได้รับคะแนนอยู่ในเกณฑ์ที่ได้รับการ ประกาศนะครับ แล้วก็พิจารณาว่าถ้ามีการกระทำอันทุจริตแล้วจะเลื่อนระดับขึ้นมา หรือไม่ ก็เห็นว่าไม่ควร ๕๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ การสังกัดพรรคการเมืองของ สส. ก็เห็นว่า ต้องสังกัดพรรคการเมือง ๕๖ เปอร์เซ็นต์นะครับ ในกรณีของจำนวนวันก็ตกไป ไม่น้อย กว่า ๙๐ วัน เปึนหลักนะครับ ส่วนในกรณีอื่น ๆ ก็มีแตกต่างกันไป แต่ว่าความเห็นว่า ไม่น้อยกว่า ๙๐ วันนี่ ประมาณ ๕๓ เปอร์เซ็นต์นะครับ ในเรื่องฝ์ายบริหาร นายกรัฐมนตรี ควรเปึน สส. ด้วยพร้อมกันหรือไม่ ก็เห็นว่ารัฐมนตรีควรเปึนผู้ได้รับการเลือกตั้งเปึน สส. ๖๘ เปอร์เซ็นต์นะครับ ใครก็ได้ ไม่จำเปึนต้องเปึน สส. นี่ก็ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ในกรณี ฝ์ายบริหาร ในเรื่องอื่น ๆ ก็มี เช่น สส. ไปเปึนนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีแล้วควรให้พ้นจาก การเปึน สส. ด้วยหรือไม่ ก็เห็นว่าไม่จําเปึนนะครับ ควรเปึนพร้อมกันได้ ๕๕ เปอร์เซ็นต์ นะครับ ผู้ดำรงตำแหน่งเปึ้นนายกรัฐมนตรีควรเปึ้นรัฐมนตรีได้เพียง ๒ สมัย และไม่เกิน ๘ ป้ ก็เห็นด้วย ๖๙ เปอร์เซ็นต์ ในกรณีระหว่างที่ดำรงตำแหน่งเปึ้นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี นะครับ ก็จะเปึนคู่สัญญากับส่วนราชการ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือส่วนราชการท้องถิ่นโดยตรง โดยอ้อมได้หรือไม่ คำตอบคือ ไม่ได้ ๕๓ เปอร์เซ็นต์ นะครับ และที่เห็นว่าก็เปึนได้แต่พ้นตำแหน่งไปแล้ว ๓๖ เปอร์เซ็นต์นะครับ กรณีเมื่อพ้น จากตำแหน่งการเปึ้นรัฐมนตรีและรัฐมนตรีสามารถเปึ้นผู้บังคับบัญชาได้ไหม ก็เห็นว่า ถ้าพื้นแล้วให้ทำได้ทันที ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ให้พ้นไปแล้ว ๑ ป้ คำตอบ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ นะครับ ในเรื่องการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลโดยการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีสามารถดำเนินการให้ง่ายขึ้นกว่าป้ ๒๕๔๐ นะครับ ก็มีความเห็น ๗๙ เปอร์เซ็นต์นะครับ ในความเห็นข้อถัดไปนะครับ ประชาชนรายบุคคลได้บอกมา ดังนี้ครับ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องคำพิพากษาให้ลงโทษนะครับ แม้นว่าเปึ้นเพียง การรอลงอาญาก็ให้พ้นตำแหน่ง เห็นด้วย ๕๙.๔ เปอร์เซ็นต์ ในการตอบกระทู้ถามของ นายกรัฐมนตรีต่อรัฐสภานะครับ ควรมาทุกครั้ง ๖๒.๒ เปอร์เซ็นต์ มาเปึนบางครั้ง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเกิดลงไปดูในรายภาคแล้วนะครับ ในส่วนบริเวณแบ่งตามภูมิลำเนา แล้ว ในกรุงเทพและปริมณฑล ข้อหนึ่งเห็นว่าไม่จำเปึนต้องมาทุกครั้งนะครับ หรือว่า ควรมาทุกครั้งนั้น มีเปอร์เซ็นต์น้อยกว่า ๖๒ เปอร์เซ็นต์นะครับ ถ้าท่านกรุณาลงไปดู รายละเอียดต่อไป ในเรื่องจริยธรรมนะครับ ก็เห็นว่าควรกำหนดคุณธรรมและจริยธรรม ในการปฏิบัติหน้าที่ของนักการเมืองและมีบทลงโทษในกรณีฝ์าฝ๋น ๘๕ เปอร์เซ็นต์ครับ ในกรณีกรอบที่ ๓ นะครับ กรอบว่าด้วยองค์กรตรวจสอบอิสระและศาลนะครับ ก็ควรมี การให้องค์กรอิสระหรือฝ์ายตุลาการมีสิทธิ สามารถตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กร ตามรัฐธรรมนูญต่าง ๆ นะครับ เปึนการเช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and balance) หรือ สมดุลกันนะครับ ก็เห็นว่าควรเปึนเช่นนั้น ๖๙ เปอร์เซ็นต์นะครับ ควรกําหนดอายุความในการฟัองร้องคดีทุจริตคอร์รัปชั่น (Corruption) ของนักการเมือง ทุกระดับหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เห็นว่าไม่ควรมีอายุความ ๖๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ การกำหนดกลไกหรือตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ์ายการเมืองที่กระทำต่อข้าราชการ ประจำนั้นเห็นว่าควรมี ที่ผ่านมาอาจจะไม่ชัดเจน ควรมีนะครับ ๗๒.๗ เปอร์เซ็นต์ การกำหนดมาตรการในการควบคุมและตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณเพื่อไม่ให้ ตกอยู่กับการครอบงำของฝ์ายการเมือง เห็นว่าควรจะมีกลไกในการดูแลเรื่องนี้ ๗๘ เปอร์เซ็นต์นะครับ ในเรื่องต่อไปนะครับ การกำหนดจำนวนประชาชนในการเข้าชื่อ เพื่อถอดถอนนักการเมืองและการเสนอกฎหมายทั้งระดับประเทศ ระดับท้องถิ่นนั้นเห็นว่า ควรมี ๕๓ เปอร์เซ็นต์นะครับ องค์กรตามรัฐธรรมนูญควรปลอดจากการครอบงำทาง การเมืองอย่างแท้จริง ก็เห็นด้วยนะครับ และขอให้มีองค์กรภาคประชาชนมีส่วนร่วม มากขึ้น ว่าควรมีส่วนนี้อีก ๔๘.๘ เปอร์เซ็นต์นะครับ ในเรื่องการวางระบบค้าน และดุลอํานาจขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญนั้น เห็นว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้น กำหนดไว้เหมาะสมดีแล้วประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ คำถามต่อไปเกี่ยวกับการคงอยู่ของ องค์กรในรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เห็นว่าคงไว้ ๖๙ เปอร์เซ็นต์ การคงอยู่ของ ปปช. เห็นว่า ๗๗.๑ เปอร์เซ็นต์ ของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) คงไว้ ๗๘.๒ เปอร์เซ็นต์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนคงไว้ ๗๔ เปอร์เซ็นต์ ผู้ตรวจการ แผ่นดินคงไว้ ๗๓.๖ เปอร์เซ็นต์ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือ กทช. ให้ คงไว้ ๖๖.๔ เปอร์เซ็นต์ ส่วนคณะกรรมการด้านกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ (กสช.) ให้คงไว้ ๕๔.๕ เปอร์เซ็นต์ ก็มีเปอร์เซ็นต์ที่ลดลงไป เมื่อคำถามลงไป ละเอียดว่า ถ้าหากมีการร่วมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกับผู้ตรวจการแผ่นดิน เข้าด้วยกันนั้นเห็นเปึ้นประการใด ก็เห็นว่าให้คงไว้ตามเดิม เพื่อประชาชนมีทางเลือกใน การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ เห็นไว้ ๔๑.๕ เปอร์เซ็นต์ ควรมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้น อีกหรือไม่ ก็เห็นว่าไม่ควรเพิ่มแล้ว มีเท่าเดิมก็พอเพียงแล้ว ๔๘.๒ เปอร์เซ็นต์ ควรเพิ่ม ๒๑.๗ เปอร์เซ็นต์ การมีองค์กรอิสระระดับจังหวัดทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบ อำนาจผู้บริหารระดับท้องถิ่นแทนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มีความเห็นควรมี ๖๖.๓ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็เปึนความเห็นที่ชัดเจนประการหนึ่งที่อยากให้มีการตรวจสอบการ บริหารปกครองท้องถิ่นเปึนพิเศษ ในเรื่องของการดำเนินงานที่เปึ้นอิสระขององค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้น ควรกำหนดสัดส่วน ของงบประมาณ ก็กำหนดว่าควรจะมี ๖๙.๘ เปอร์เซ็นต์ ควรมีระยะเวลาในการตรา กฎหมาย ก็เห็นไว้ว่าควรมี ๗๔.๓ เปอร์เซ็นต์ ทั้งหมดนี้ก็เปึ้นประมวลความเห็น ของประชาชนรายบุคคลที่รวบรวมประมวลมาทั้งหมด ๓๖,๓๒๔ ชุด กระจายทั้งประเทศ แล้วก็เปึนความเห็นซึ่งจะเห็นว่าหลายส่วนนั้นสอดคล้องกับความเห็นรายเวทีที่ ประมวลมา จะเห็นว่าเปึนการรวบรวมใน ๒ แนวทาง ซึ่งได้มอบไปให้กับคณะกรรมาธิการ ยกร่างเรียบร้อยแล้ว เพื่อนำไปประกอบในการพิจารณาในการดำเนินการต่อไป ซึ่งกระบวนการต่อไปหลังจากรัฐธรรมนูญได้ยกร่างเสร็จแล้ว ซึ่งหลังวันที่ ๑๙ เมษายนนั้น ก็คงจะมีการประมวลรับฟังความเห็นต่อไปในลักษณะเปึนประเด็นเชิงมาตรามากขึ้น ก็จะ รวบรวมประมวลผลและนำมาเสนอรายงานต่อไปนะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ