สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๑๓ · ๒ เมษายน ๒๕๕๐

เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง หารือเรื่องการประสานการมีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้ประชาชนรู้จักปัญหาและเดินหน้าไปร่วมกัน โดยมีการใช้สื่อเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของประชาชน และเตรียมพร้อมประชาชนสำหรับการลงประชามติ

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ในนามของประธาน คณะกรรมาธิการประสานการมีส่วนร่วมและการประชามติ สภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่ที่ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญได้มอบหมายภารกิจให้ผม แล้วก็คณะทั้งหมด สามสิบกว่าท่าน ไปเปึนกรรมาธิการวิสามัญประสานการมีส่วนร่วมและการประชามติ ซึ่งมีรายชื่อบุคคลตามในเอกสารที่ท่านได้รับในเช้าวันนี้ ผมจะไม่เอ่ยชื่อ แต่อยากจะ กราบเรียนว่า ถ้าท่านดูนี่จะประกอบไปด้วยบุคคลที่เปึนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวนหนึ่ง แล้วก็เปึ้นบุคคลผู้ทรงเกียรติจากองค์กรภายนอกอีกจำนวนหนึ่ง องค์กร ภายนอกที่เราได้เรียนเชิญมาเปึนกรรมาธิการร่วมกับเรานี่ก็เปึ้นองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการ ที่ไปจัดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็น แล้วก็ไปรับฟังความเห็นเพื่อที่จะ มายกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งบุคคลต่าง ๆ นี่บัดนี้ก็พร้อมแล้วอยู่ที่ข้างบนนี้นะครับ ผมคิดว่า ท่านทั้งหลายกรุณาพิจารณาจากเอกสารก็จะเห็นรายชื่อบุคคลดังกล่าว ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่า การที่จะรายงานในวันนี้มีอยู่ ๓ ส่วนโต ๆ ด้วยกัน ส่วนที่ ๑ เปึนส่วนที่จะรายงานที่ประชุมเปึนครั้งแรกว่า ตั้งแต่พวกเราได้รับ มอบหมายภารกิจให้ไปทำงาน พวกเราได้ไปวางแผนในการดำเนินการอย่างไร และได้ไป ดำเนินการรับฟังความเห็นของประชาชนทั่วประเทศอย่างไร และในช่วงที่ ๒ จะขออนุญาตให้ท่านรองประธาน อาจารย์วรพลได้นำเสนอว่า หลังจากที่เราได้รับฟัง จนถึงบัดนี้ประชาชนได้ให้ข้อคิด ความเห็นกับเราว่าอย่างไรบ้าง และในช่วงที่ ๓ ผมจะ กลับมารายงานกับท่านอีกครั้งหนึ่งว่า กรรมาธิการของเราได้ร่วมกันกับกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญวางแผนที่จะเดินหน้าต่อไปอย่างไรในอนาคต ในเฟส (Phase) ที่ ๒ เพราะฉะนั้นผมจะขออนุญาตลำดับอย่างนี้นะครับท่านประธาน ผมจะขอในเรื่องแรกก่อน เรื่องแรกนั้นผมจะเปึนผู้รายงานเอง ที่จะกราบเรียนที่ประชุมว่า ในการวางแผนประสาน การมีส่วนร่วม เราได้ประสานการมีส่วนร่วม ถ้าในลักษณะงานโดยตรงของ สสร. ก็คือได้ ประสานการมีส่วนร่วมกับ ๔ ภาค เพราะว่าเรามีกรรมาธิการที่เราแยกย้ายกันทำงาน ๔ ภาคด้วยกัน ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ และ แต่ละภาคก็มีกรรมาธิการประจำจังหวัดรวมทั้งสิ้นอีก ๗๖ จังหวัด อีก ๗๖ กรรมาธิการ เพราะฉะนั้นพวกเราที่นั่งอยู่ตรงนี้นะครับก็ช่วยกันวางแผนว่าเราจะทำงานประสาน อย่างไรกับ ๔ ภาค และอีก ๗๖ จังหวัด ๗๖ กรรมาธิการ ซึ่งก็นับว่าเปึนเรื่องหนักหน้า สาหัสพอสมควร ยิ่งกว่านั้นเราก็ได้วางแผนประสานกับองค์กรอื่น ๆ องค์กรอื่น ๆ ในที่นี้ ถ้าแยกง่าย ๆ ก็มีภาครัฐ ภาคเอกชน แล้วก็สื่อ ผมแยกสื่อออกมาเปึนอิสระจากรัฐและ เอกชน ในภาครัฐ หรือรัฐบาล หรือราชการ นอกจากเราจะประสานกับสํานัก นายกรัฐมนตรีที่เตรียมที่จะไปรับฟังความเห็น และท่านก็เห็นว่าท่านนายกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ไปเป่ด ภาษาสมัยนี้เขาชอบเรียกว่า คิกออฟ (Kick off) คือเปึนการเริ่มต้น เปึนการปฐมฤกษ์เป่ดตัว แล้วก็ไปทำที่ส่วนลุ่มเมื่อเร็ว ๆ นี้ นั่นก็เปึนส่วนหนึ่งที่ทางสำนัก นายกเขาเริ่มที่จะรับฟังความเห็นของประชาชน ในขณะเดียวกันหน่วยงานอื่นอีกหลาย หน่วยงาน เช่น สำนักงานสถิติแห่งชาติ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กกต. สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานอื่น ๆ อีก นะครับ เราก็ได้วางแผนร่วมกันว่าท่านจะไปรับฟังที่ไหน เมื่อไร อย่างไร และขณะเดียวกัน องค์กรเอกชน ไม่ว่าจะเปึนคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนก็ดี หรือว่า ตัวย่อเขาเรียกว่า สปป. เปึนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการรณรงค์เพื่อการ ประชาธิปไตย เราก็ได้มาประสานงานร่วมกันกับเอกชน และในกลุ่มสุดท้ายที่เราประสานร่วมกันก็คือสื่อ สื่อหลักที่เราได้ร่วมแล้วก็ประสาน อย่างใกล้ชิดก็คือกรมประชาสัมพันธ์ และองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย คือ อสมท. ซึ่งอาจจะเปึนเอกชนที่เรียกว่าบริษัท อสมท์ จํากัด (ที่ถูก : บริษัท อสมท์ จํากัด (มหาชน)) แต่ว่าก็ยังเปึนรัฐวิสาหกิจแล้วก็มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดทั้งกรม ประชาสัมพันธ์และ อสมท. ท่านประธานครับ เราได้กำหนดหลักการไว้เบื้องต้นก่อนว่า รัฐธรรมนูญเปึ้นเรื่องของแนวคิดและเปึนเรื่องของผลประโยชน์ที่กลุ่มบุคคลต่าง ๆ ย่อมมี แนวคิดและมีผลประโยชน์แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเปึนราชการ ไม่ว่าจะเปึนพ่อค้า นักธุรกิจ ไม่ว่าจะเปึนเกษตรกร ไม่ว่าจะเปึนผู้ใช้แรงงาน และบุคคลอื่น ๆ ย่อมมีแนวคิดและ ผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน แต่ขณะเดียวกันผู้สูงอายุ ผู้มีอายุวัยทำงาน และเยาวชนก็มี แนวคิดและมีผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน เพศก็มีผลประโยชน์ที่แตกต่างกันระหว่าง เพศชาย เพศหญิง หรือจะมีเพศอื่น ๆ อีกก็แล้วแต่ ต่างคนต่างมีแนวคิดและผลประโยชน์ ต่างกันทั้งสิ้น รวมทั้งชนกลุ่มน้อยที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเปึนชาวเขา ชาวด้อย ชาวเล ชาวส่วย หรืออื่น ๆ ก็มีแนวคิดและมีผลประโยชน์ต่างกันทั้งสิ้น เราจึงจำเปึ้นที่ จะต้องผสมผสานในการรับฟังความเห็นของประชาชนให้ครบทุกหมู่เหล่า เพราะฉะนั้น ด้วยเหตุผลนี้แหละครับ ท่านประธานครับ เราจึงกำหนดหลักการว่า เวลารับฟังความเห็น เราต้องแยกระหว่างเชิงปริมาณกับเชิงคุณภาพ เชิงปริมาณมีความสำคัญในลักษณะที่ จับต้องได้ว่ากลุ่มนี้ หรือคนไทยกี่เปอร์เซ็นต์ (Percent) มีความต้องการในเรื่องใด อย่างไร เปึ้นตัวเลขที่จับต้องได้ที่นํามาอ้างอิงในการร่างรัฐธรรมนูญได้ แต่ขณะเดียวกัน เชิงคุณภาพมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อน เพราะเชิงคุณภาพเปึนการรับฟังความเห็นเพื่อ ฟังเหตุฟังผล ฟังแนวคิด ในรายละเอียดว่า ในแต่ละชน ในแต่ละกลุ่ม ในแต่ละอาชีพ เขามีความคิดในเรื่องต่าง ๆ อย่างไร และความคิดต่าง ๆ ดังกล่าวนั้น สภาร่างรัฐธรรมนูญ จะประสานความคิดและประสานผลประโยชน์อย่างไร ในกลุ่มคนต่าง ๆ ซึ่งเปึนศิลปะที่ กรรมาธิการยกร่างจะต้องไปประดิษฐ์ ไปรังสรรค์ตกแต่ง แล้วก็นำเสนอต่อสภาร่าง รัฐธรรมนูญ แล้วเราก็หวังกันว่า ๑๙ เมษายนท่านก็คงจะตกแต่ง แล้วก็ประสานประโยชน์ ประสานแนวความคิด เพื่อให้คนไทยอยู่ร่วมกันได้ในอาณาจักรแห่งประเทศไทยนี้ ท่านประธานครับ เราเลยดำเนินการโดยการเริ่มปฐมนิเทศ ออกเดินสายเพื่อที่จะไป สัมมนาและปฐมนิเทศกับกรรมาธิการภาคและกรรมาธิการจังหวัดต่าง ๆ ในแต่ละภาค เพราะว่าถ้าเราจะขอให้ทุกท่านเดินทางเข้ามาในกรุงเทพมหานครค่าใช้จ่ายคงมโหฬาร พวกผมก็เลยเดินสายไปทีละภาค เพื่อที่จะทำความเข้าใจในเรื่องของรัฐธรรมนูญว่า รัฐธรรมนูญเปึ้นเรื่องของแนวคิดและผลประโยชน์ที่แตกต่างกันอย่างไร ทําไมจึงจําเปึ้นที่จะต้องฟังจากกลุ่มคนต่าง ๆ ให้ครบทั้งอาชีพ ทั้งวัย ทั้งเพศ และเราไป ร่วมกับเขาครับ ในการที่จะมาหาแนวทางในการรับฟัง เพราะฉะนั้นถ้าท่านประธานและ สมาชิกผู้ทรงเกียรติลองไปสังเกตการณ์ดูเถอะครับ จะพบว่า ในแต่ละภาคจะมีวิธีการที่ แตกต่างกัน ตามสภาพความเปึนจริงของแต่ละภาคและแต่ละจังหวัด ท่านจะเห็นได้ว่า พวกผมกรรมาธิการที่นั่งกันอยู่ในที่นี้ ไม่เคยกำหนดรูปแบบตายตัวว่าแต่ละภาคจะต้อง ทําอย่างไร เราไม่ได้กําหนดว่าแต่ละเวทีที่ไปรับฟังจะต้องมีคนมากหรือน้อยแค่ไหน ทุกอย่างนั้นตามที่ภาคและตามที่จังหวัดจะเห็นสมควร แต่แน่นอนครับ พวกผมก็นำ ประสบการณ์ที่ได้จากภาคที่เริ่มก่อนไปเล่าให้ภาคถัด ๆ ไปฟังเปึ้นลำดับ ในที่สุด แต่ละภาคก็ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการทำงานของแต่ละภาค แล้วก็แต่ละภาคก็ตัดสินใจ แต่ละจังหวัดก็ตัดสินใจที่จะดำเนินการอย่างเปึนอิสระด้วยตัวของเขาเอง เพราะฉะนั้น ผมกราบเรียนนะครับ พวกผมประสานการมีส่วนร่วม ผมไม่ได้กำหนดให้เข้าไปร่วมกัน อย่างไร ไม่ได้กำหนดให้ไปบังคับประชาชนอย่างไร และไม่ได้กำหนดรูปแบบที่ชัดเจน เรายึดการมีส่วนร่วมของผู้ที่ทำงานตั้งแต่ต้น ท่านประธานครับ หลังจากนั้น คณะกรรมาธิการก็ได้จด ได้ออกแบบเพื่อที่จะจดบันทึก ท่านอาจารย์จรัส สุวรรณมาลา ที่นั่งซ้ายมือของผมนั้น ที่เปึนรองประธาน ก็เปึ้นหัวเรือใหญ่ในการที่จะไปออกแบบร่วมกับ ท่านอาจารย์วรพล รองประธานอีกท่านหนึ่ง เพราะการจดบันทึกกับการประมวลผล ย่อมจะต้องสัมพันธ์กัน การจดบันทึกอย่างที่ผมกราบเรียน เราแยกเปึน ๒ ประเภท ประเภทเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ในแต่ละจังหวัดที่ทำขอให้เน้นเรื่องเชิงคุณภาพ เพราะเราอยากจะฟังเหตุฟังผลจากประชาชนในรายละเอียด ไม่ใช่ต้องการเพียงตัวเลข เพราะฉะนั้นแบบในการจดบันทึกก็จะเปึนตัวช่วยน้ำทางว่าท่านควรจะบันทึกในเรื่องอะไร อย่างไร ที่จะนําเข้ามาสู่การประมวลผล และหลังจากที่จดบันทึกก็ให้ใช้อีเมล์ (e – mail / Electronic mail) ก็ดี ใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) ก็ดี แล้วก็ใช้ส่งทางไปรษณีย์ ด้วย ที่จะเข้ามาสู่ส่วนกลาง แล้วท่านอาจารย์วรพลก็นำเข้าประมวลผล จากการ ประมวลผลทั้งหมด แล้วจากการที่ได้ฟัง แล้วก็ได้บันทึก และขณะนี้ก็กำลังจะดำเนินการ ในเชิงปริมาณ อย่างที่ผมกราบเรียน เชิงปริมาณก็คงจะต้องใช้วิธีสุ่มตัวอย่างให้ได้ตัวแทน ของประชากรที่แท้จริง แล้วก็ออกแบบสอบถามเพื่อที่จะสอบถามให้ได้สถิติที่จับต้องได้ ท่านประธานครับ นั่นก็เปึนส่วนที่เราได้ดำเนินการ

ทีนี้ส่วนถัดไปที่ดำเนินการ ก็คือ เรื่องของการใช้สื่อเพื่อแลกเปลี่ยน ท่านประธานจะเห็นได้ว่า แต่ละภาคย่อมมีความคิดของตัวเอง แต่ละจังหวัดก็มีความคิด ของตัวเอง ถ้าไม่มีการแลกเปลี่ยนระหว่างจังหวัด ได้เรียนรู้ว่าภาคอื่น จังหวัดอื่นเขา อาจจะคิดต่างกันในเรื่องที่เราคิด เรื่องเดียวกันมีคนเห็นแตกต่างกันได้ เขาจะได้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และไม่ยึดติดเพียงแค่ว่าจะต้องเปึนไปอย่างเราเท่านั้น เพราะฉะนั้นสื่อ จะเปึนตัวช่วยที่สำคัญ ที่ทำให้ประชาชนในจังหวัดต่าง ๆ ได้เห็นว่าจังหวัดอื่นเขาคิด อย่างไร เราไม่สามารถจะนําคนทั้งประเทศมาร่วมกันเพื่อที่จะมาเสนอพร้อม ๆ กันได้ หรือ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ เพราะฉะนั้นเราเน้นว่าสื่อนั้นมีความสําคัญอย่างยิ่ง แต่ว่าการใช้สื่อเพื่อการแลกเปลี่ยนนี่ก็เพิ่งเริ่มที่จะเปึ้นจริงเปึ้นจังมากขึ้นในช่วงหลัง ในช่วงหลังนั้นทางกรมประชาสัมพันธ์นอกจากว่ามีรายการวิทยุ รายการทีวี (TV-Television) ตามปกติ ก็ได้มีรายการพิเศษ อย่างที่ท่านประธานและสมาชิกได้เห็นว่า ในช่วง ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมาเรามีรายการชื่อว่า รัฐธรรมนูญของประชาชน ซึ่งเป่ดโอกาสให้ ประชาชนได้เข้ามายังรัฐสภา แล้วก็เพื่อที่จะให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแสดง ความเห็นให้กรรมาธิการยกร่างและท่านประธาน และรวมทั้งท่านประธาน คณะกรรมาธิการยกร่างได้มีโอกาสในการที่รับฟังความเห็นโดยตรงกับประชาชน แล้วก็ให้ ประชาชนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งใน ๒ ครั้งแรกนั้นเรากระทําที่กรุงเทพมหานคร ที่รัฐสภา และถัดไปก็จะเวียนไปทำที่จังหวัดต่าง ๆ โดยในวันอาทิตย์หน้าเราจะไปที่สงขลา ที่ห้องส่ง ของกรมประชาสัมพันธ์ ที่ช่อง ๑๑ ที่หาดใหญ่ ก็เพื่อที่จะให้ภาคอื่น ๆ จังหวัด อื่น ๆ ได้ เรียนรู้ด้วยว่าคนภาคใต้เขามีความคิดความเห็นในเรื่องรัฐธรรมนูญกันอย่างไร และ หลังจากนั้นเราก็จะเดินทางไปทางภาคตะวันออก และหลังจากนั้นก็จะไปภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน ตามลำดับไปตลอด ซึ่งเราจะเดินสายไปทุกวันอาทิตย์ แล้วก็ ถ่ายทอดกันทุกวันอาทิตย์ ทางช่อง ๑๑ เวลา ๑๕.๐๐ นาฬิกา ส่วนบางจังหวัดก็อาจจะ เปึ้นเทป แล้วก็นํามาตัดต่อเพื่อที่จะมาออกอากาศในวันอาทิตย์ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ได้รับความ กรุณาจากกรมประชาสัมพันธ์ แล้วเราก็ร่วมกันทํางานโดยที่ไม่ได้คิดมูลค่าใด ๆ ทั้งสิ้น ผมก็ต้องกราบเรียนที่ประชุมว่าเราก็ได้รับความกรุณาทั้งค่าเวลา และทั้งเครื่องมือ เจ้าหน้าที่ทั้งหลายของกรมประชาสัมพันธ์ที่ทำงาน โดยที่เราไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายเลยแม้แต่ บาทเดียว เพราะฉะนั้นผมคิดว่าก็เปึนการประหยัดงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งกรม ประชาสัมพันธ์ก็ได้รับงบประมาณแผ่นดินในส่วนของกรมประชาสัมพันธ์ที่จะทำงาน เรื่องนี้ในอีกส่วนหนึ่งแล้ว เราไม่มีการจ่ายซ้ำซ้อน เรามีการช่วยเหลือและร่วมมือกัน อย่างดี ขณะเดียวกัน อสมท. ก็ได้กรุณาที่จะจัดรายการ ในวันพฤหัสบดีกับวันศุกร์ ตอนแรกบอกว่าจะมีทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลาบ่ายโมงถึงบ่ายสองโมง แต่ตอนท้ายนี่ทราบว่าจะมีวันพฤหัสบดีกับวันศุกร์ ในเวลาบ่ายโมง ซึ่งทางกรรมาธิการ ก็ยังประสานงานอย่างใกล้ชิด เพราะว่ายังรออยู่ว่าในช่วงเวลาที่มีคนดูทาง อสมท. จะกรุณาจัดสรร เพื่อเห็นประโยชน์ของบ้านเมือง ในเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญที่เปึ้น กติกาสูงสุดอย่างไร เพราะว่าท่านประธานครับ เข้าใจว่า อสมท. มีทีวี แล้วนี่ยังมีวิทยุ ซึ่งรายการวิทยุทั้งหลายก็เริ่มที่จะมีรายการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องรัฐธรรมนูญกันมากขึ้น แต่ว่าเรื่องของการรับฟังความเห็น เรื่องของการถ่ายทอดการรับฟังความเห็น นอกจาก จะไปเอา สสร. มาให้ความเห็น แต่อยากที่จะเห็นประชาชนให้ความเห็นมาก ๆ จะทำ อย่างไรนี่ เราก็คงจะต้องวางแผนและประสานงานกันต่อไปตรงนี้ นอกจากนั้นเราก็มีวิทยุ และทีวีของรัฐสภา ซึ่งก็เปึนสถานีเดียว ก็ทําหน้าที่ถ่ายทอดอย่างที่เราทํากันทั้งหลาย อันนั้นเขาก็ช่วยอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายครับ ท่านประธานครับ แล้วผมจะขอให้ท่าน อาจารย์วรพล รองประธาน ได้นำเสนอว่าผลของการรับฟังเปึนอย่างไร อยากจะ กราบเรียนท่านประธานและสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ การที่เราไปรับฟังความเห็น จัดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ ไม่ใช่ได้ประโยชน์เพียงแค่การได้ฟังความเห็นจาก ประชาชนเท่านั้น แต่ประโยชน์ที่ได้ซ่อนอยู่และเปึนประโยชน์ที่ยิ่งกว่าและมากกว่า ก็คือ การให้ประชาชนได้มีโอกาสในการเรียนรู้ เรื่องการเมือง เรื่องของประเทศไทย เรื่องของ ปัญหาของประเทศ ในทุกกรอบ ทุกส่วน ผมสังเกตว่าในการที่นำประชาชนที่มีอาชีพ แตกต่างกัน มีวัยต่างกัน มีเพศต่างกัน ได้มาแสดงความเห็นร่วมกันนี่ เปึนการที่ทำให้เขา ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางการเมือง หลายคนไม่เคยคิดในบางประเด็นที่มีคนหยิบขึ้นมา แต่เมื่อเขาได้ฟังอีกด้านหนึ่ง เขาก็ได้เรียนรู้ทางการเมืองไปด้วยกัน ผมคิดว่าเรื่องนี้เปึน กระบวนการในการให้การศึกษาที่ยิ่งใหญ่ และท่านประธานครับ งบประมาณที่เราใช้ไปนี่ สุดที่จะคุ้ม เพียงแค่คิดในเรื่องของการให้การศึกษากับประชาชน เพราะฉะนั้น ผลประโยชน์ประการที่ ๒ ที่ผมกราบเรียน คืออันที่ ๑ เมื่อสักครู่นี้กราบเรียนว่า เราไป รับฟังความเห็นเพื่อมาส่งให้กรรมาธิการยกร่าง ประมวลให้กรรมาธิการยกร่างร่างได้ตรง กับความต้องการของประชาชน นั่นเปึนอันแรก

อันที่ ๒ ประชาชนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เปึ้นโรงเรียนที่กระจายกันอยู่ ๗๖ จังหวัด จังหวัดหนึ่งก็มีหลายสิบเวที แล้วก็มีการใช้สื่อที่จะให้ประชาชนได้เรียนรู้เรื่อง การเมืองการปกครอง ซึ่งอย่างไรเราก็ต้องเดินหน้าในการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข เพราะฉะนั้นเปึนการทำให้คน ได้ตระหนักถึงปัญหาและจะเดินหน้าไปร่วมกันอย่างไร

และประการที่ ๓ ท่านประธานครับ ประโยชน์ประการที่ ๓ ก็คือ เรื่องที่ ประชาชนจะได้เตรียมพร้อมที่จะลงประชามติ ซึ่งเราคิดกันไว้ว่าอาจจะมีการลงประชามติ ในวันที่ ๒ กันยายน ถ้าเปึนอย่างนั้น ถ้ามีโอกาส ประชาชนได้ลงประชามติ ประชาชน ก็จะสามารถลงประชามติได้ ด้วยความรู้สึกนึกคิด ด้วยความรู้ ผมไปทุกจังหวัดจะพูด ตลอดเวลาว่า ผมจะเสียใจที่สุดถ้าลงประชามติว่า รับรองรัฐธรรมนูญ โดยที่ตัวเขาเอง ไม่รู้เรื่อง และขณะเดียวกันจะเสียใจยิ่งกว่าอีกถ้าเขาลงประชามติว่า ไม่รับรองรัฐธรรมนูญ โดยที่เขาไม่รู้เรื่อง และเขาเพียงแค่ถูกกระแสความรู้สึกชักจูงไป ผมคิดว่านี่คือภารกิจ ร่วมกันที่เราจะต้องทํา แต่ขณะเดียวกันเราจะทําไม่ได้ถ้าเราไม่มีสื่อ เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนว่า ยังเปึนภารกิจที่ท่านประธานก็ดี สภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็ดี คงจะต้องประสานกับสถานีโทรทัศน์ช่องต่าง ๆ อย่าหวังเพียงแค่กรมประชาสัมพันธ์ และ อสมท. แต่ทําอย่างไรที่จะให้โทรทัศน์กองทัพบกทั้งที่มีอยู่ ที่เปึน ททบ. ๕ และที่ได้ สัมปทานให้เอกชนไปทำ คือช่อง ๗ ขณะเดียวกันยังมี อสมท. ที่ได้สัมปทานให้เขาเช่า คือช่อง ๓ และยู่บีซี (UBC – United Broadcasting Corporation) แล้วก็ยังมีทีไอทีวี (TITV – Thailand Independent Television) แล้วก็ยังมีทีวีดาวเทียมต่าง ๆ ผมคิดว่า ทั้งหมดนี้เหลือกําลังที่กรรมาธิการจะทําได้หมด เพราะฉะนั้นท่านประธานและท่าน สมาชิกผู้ทรงเกียรติ ที่สามารถที่จะประสาน ช่วยประสานการมีส่วนร่วมกับสื่อต่าง ๆ ตรงนี้ได้นี่ ผมก็คิดว่าจะมีประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ ท่านประธานครับ ผมหมดในช่วงแรก ผมกราบเรียนไปแล้วว่าผมมีอยู่ ๓ ช่วง ท่านประธานจะกรุณาให้สมาชิกได้สอบถาม หรือแสดงความเห็นในช่วงแรกก่อน หรือจะเดินไปช่วงที่ ๒ เพื่อรายงานผลเลยก็แล้วแต่ ท่านประธาน ขอบพระคุณครับ