สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๐

กนก โตสุรัตน์ รายงานความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสถาบันการเมือง โดยแบ่งออกเป็น 4 กรอบหลัก ได้แก่ สส. สว. การบริหารงาน และจริยธรรม เธอเสนอให้ลดจำนวน สส. ลงและยกเลิกระบบบัญชีรายชื่อ เพื่อลดอำนาจของพรรคการเมือง และให้ สส. จบปริญญาตรี สังกัดพรรคไม่น้อยกว่า 90 วัน เธอยังเสนอให้จำกัดวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่เกินสองวาระติดต่อกัน หรือไม่เกิน 8 ปี เพื่อป้องกันการสืบทอดอำนาจและผลประโยชน์ทับซ้อน นอกจากนี้ เธอยังหารือเรื่องจริยธรรมในวงการเมืองและเสนอให้มีการกำหนดจริยธรรมและบทลงโทษสำหรับนักการเมือง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์กนก โตสุรัตน์ กรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม กนก โตสุรัตน์ ในฐานะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมของประชาชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขออนุญาตที่ประชุมแห่งนี้ รายงานเรื่องสถาบันการเมืองที่ได้รับฟังมาจากเวทีของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กระผม ขออนุญาตที่จะเสนอใน ๔ กรอบหลัก ๆ นะครับ กรอบแรกว่าด้วย สส. กรอบที่ ๒ ว่าด้วย สว. กรอบที่ ๓ ว่าด้วยการบริหารงาน กรอบที่ ๔ ว่าด้วยจริยธรรมนะครับ

สำหรับกรอบ สส. นั้นในเรื่องจำนวน สส. สิ่งที่ได้รับฟังมาส่วนใหญ่ เห็นควรให้ลดจำนวน สส. ลง โดยให้เหตุผลว่าสิ้นเปลืองงบประมาณ สำหรับ สส. ระบบ บัญชีรายชื่อ ส่วนใหญ่ให้ยกเลิก สส. ระบบบัญชีรายชื่อ โดยมีเหตุผลว่าเปึ้นระบบนายทุน ของพรรค สร้างอำนาจให้กับพรรคการเมือง สร้างความเหลื่อมล้ำให้กับประชาชน ไม่มี ความผูกพันกับประชาชนในพื้นที่ สำหรับการศึกษาของ สส. มีความเห็นก้ำกึ่งกันระหว่าง ผู้ที่เห็นว่า สส. ควรจบปริญญาตรีกับที่ไม่ควรระบุว่าจบปริญญาตรี สำหรับกลุ่มที่เห็นว่า ควรจบปริญญาตรีให้เหตุผลว่า เมื่อจบปริญญาตรีแล้วน่าจะมีวุฒิภาวะในการตัดสินใจที่ ถูกต้องมากกว่า ส่วนพวกที่เห็นว่าไม่จบปริญญาตรีนั้นให้เหตุผลว่าผู้มีประสบการณ์เปึ้น ปราชญ์ ชาวบ้านก็ไม่จบปริญญาตรี ควรมองที่ประสบการณ์ ไม่ควรจำกัดสิทธิประชาชน และให้ภาษิตมาว่า คนเรียนเก่งเปึนโจรก็มี คนเรียนดีขี้โกงก็มาก แต่ถ้าเปึน สส. ระบบ บัญชีรายชื่อ ถ้าคงอยู่อย่างน้อยต้องจบปริญญาตรี การสังกัดพรรคของ สส. ส่วนใหญ่ เห็นควรให้ สส. สังกัดพรรค เพื่อจะได้มีทิศทางในการทำงานเปึ้นเอกภาพ มีความชัดเจน ในนโยบายของพรรค ปัองกันการขายตัวของ สส. อิสระ สำหรับระยะเวลาของการสังกัด พรรคนั้น ส่วนใหญ่เห็นควรให้สังกัดพรรคไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน มีส่วนน้อยที่เห็นว่า ควรสังกัดสัก ๑ ป้ แล้วก็ควรจะเข้าโรงเรียนสถาบันอบรมการเปึ้น สส. สว. นะครับ ในเรื่อง ความเปึนอิสระของ สส. ในการปฏิบัติหน้าที่และการลงประชามติ เกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ของทุกเวทีเห็นว่า สส. ควรมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ที่จะทําให้ สส. สะท้อนภาพ ความต้องการและปัญหาของประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง เนื่องจากมติพรรคอาจไม่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่เสมอไป เขตการเลือกตั้ง ร้อยละ ๖๐ ของผู้แสดงความคิดเห็น เห็นว่าควรแบ่งเขตการเลือกตั้งให้ใหญ่ขึ้น และกำหนดจำนวน สส. ให้เหมาะสม โดยให้เหตุผลว่าจะได้มีทางเลือกมากขึ้น ทำให้ การซื้อเสียงยากขึ้น ลดการแข่งขันที่รุนแรง สำหรับการเลื่อนผู้ได้รับคะแนนถัดไปขึ้นมา เปึ้น สส. กรณีถูกตัดสิทธิใบเหลือง ใบแดงนั้น ที่น่าสนใจคือ ร้อยละ ๗๐ เห็นว่าให้เลื่อน แต่มีเหตุผลที่น่าสนใจก็คือว่า เขารำคาญ เขาเบื่อ เขาต้องเสียเวลาในการไป ลงคะแนนเสียง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำซาก เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา ส่วน ๓๐ เปอร์เซ็นต์เห็นว่า ควรเลือกตั้งใหม่ โดยให้เหตุผลว่าองค์กรที่ให้ใบเหลือง ใบแดงนั้นไม่น่าเชื่อถือพอ ในขณะเดียวกันการเลื่อนลำดับถัดไปนั้น สส. ไม่น่าจะสง่างาม และอาจจะมีการ ฟัองร้องกันยืดเยื้อ

ในเรื่องของ สว. ร้อยละ ๘๐ ต้องการให้ลดจำนวน สว. ลง ด้วยเหตุผลว่า สิ้นเปลืองงบประมาณ และเห็นว่า สว. ไม่มีบทบาทอะไร หากมี สว. อยู่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ต้องการให้ สว. มีวุฒิอย่างต่ําปริญญาตรี สําหรับการได้มาของ สว. นั้น ร้อยละ ๔๕ ถ้ายังคงมีอยู่อยากให้มีการเลือกตั้ง เพื่อที่จะมีอำนาจในการถอดถอนนักการเมืองและ จะได้ไม่มี สว. ผูกขาดในการแต่งตั้ง ร้อยละ ๓๐ เห็นว่าควรสรรหาเพื่อเป่ดโอกาสให้ ทุกภาคส่วน ทุกอาชีพได้มีตัวแทน และไม่เกิดสภาผัวเมีย สภาเครือญาตินักการเมือง ร้อยละ ๒๕ เปึนการผสมระหว่างการสรรหาและการเลือกตั้ง สำหรับอำนาจในการ ถอดถอนนักการเมืองของ สว. ที่มาจากการสรรหา ร้อยละ ๔๕ เห็นว่าควรมีอำนาจในการ ถอดถอนเนื่องจากสภา สว. เปึนสภาสูง

สำหรับฝ์ายบริหาร ที่มาของนายกรัฐมนตรี เกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เห็นว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก สส. โดยให้เหตุผลว่าเพื่อจะได้เปึนตัวแทนของประชาชน กรณีที่มาจาก สส. นั้น ร้อยละ ๔๕ ของคนที่มาจาก สส. เห็นควรให้พ้นจาก สส. เพราะจะ ได้ทําหน้าที่บริหารได้อย่างเต็มที่ ไม่ทับซ้อนในบทบาทหน้าที่ มีเวลาในการบริหารประเทศ อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเสียเวลาไปดูแลเขตเลือกตั้ง วาระการดำรงตําแหน่งของนายกรัฐมนตรี ร้อยละ ๘๐ เห็นว่านายกรัฐมนตรีควรดำรงตำแหน่งไม่เกินสองวาระติดต่อกัน หรือไม่เกิน ๘ ป้ เพื่อจะได้เร่งทำผลงานและเป่ดโอกาสให้คนอื่นบ้าง ไม่ก่อให้เกิดการสืบทอด อำนาจ สร้างอิทธิพลที่ก่อให้เกิดการคอร์รัปชั่น ข้อห้ามนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี มีผลประโยชน์ทับซ้อนในการดำรงตำแหน่งและเมื่อพ้นตำแหน่งในระยะหนึ่ง ทุกเวทีหรือ คิดเปึน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เห็นว่านายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีไม่ควรมีผลประโยชน์ ทับซ้อนในการดํารงตําแหน่ง เพื่อปัองกันการทุจริตคอร์รัปชั่น สําหรับการอภิปราย ไม่ไว้วางใจและการตรวจสอบนายกรัฐมนตรีนั้น เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ เห็นว่า นายกรัฐมนตรีควรถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจและตรวจสอบได้ง่ายขึ้น เพื่อปัองกันการใช้ อํานาจของนายกรัฐมนตรีที่จะส่อไปในทางทุจริตไม่ชอบ เปึนการถ่วงดุลอำนาจของ นายกรัฐมนตรี และการตรวจสอบนั้นควรตรวจสอบได้ทั้ง สส. และประชาชนร่วมกัน ตรวจสอบ การพ้นตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี กรณีต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก แม้เปึนเพียงการรอลงอาญา ร้อยละ ๙๗ เห็นว่าควรพ้นทันที ถ้าเปึ้นบุคคลที่มีคุณธรรม จริยธรรมจริงควรลาออกตั้งแต่เกิดคดีแล้ว การตอบกระทู้ของนายกรัฐมนตรีในสภา ร้อยละ ๙๐ เห็นควรว่านายกรัฐมนตรีควรจะมาตอบกระทู้ในสภาทุกครั้ง เพื่อจะได้ ทำความเข้าใจกับประชาชนได้ถูกต้อง ทันเวลา และมีความน่าเชื่อถือ

ในเรื่องของจริยธรรม ประเด็นสุดท้าย ควรกำหนดจริยธรรม และจริยธรรม ในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและมีบทลงโทษกรณีฝ์าฝ๋น เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ เห็นควรกำหนดคุณธรรม จริยธรรมของนักการเมือง และกำหนด บทลงโทษกรณีฝ์าฝ๋น และควรจะกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงกว่าบุคคลธรรมดา แม้ที่ผ่านมาการกำหนดไว้จะไม่ได้ผลเท่าที่ควรก็ตาม ขอบคุณครับ