สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๐

สามขวัญ พนมขวัญ หารือเรื่องการปฏิรูปการเมือง โดยเฉพาะเรื่องการลดจำนวน สส. และ สว. การกำหนดวุฒิการศึกษา และการควบคุมการเปลี่ยนแปลงพรรคการเมืองของ สส. และการเพิ่มอิสระในการปฏิบัติหน้าที่และการลงมติของ สส.

นายสามขวัญ พนมขวัญ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ กระผม นายสามขวัญ พนมขวัญ รองประธาน คณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนภาคเหนือขอรายงานในกรอบที่ ๒ ว่าด้วยเรื่องสถาบันการเมือง ซึ่งประกอบไปด้วยฝ์ายนิติบัญญัติและฝ์ายบริหาร สำหรับ ฝ์ายนิติบัญญัติ ประเด็นที่ว่าควรที่จะลดจำนวน สส. หรือ สว. หรือไม่นั้น ที่ประชุมหรือ เสียงส่วนใหญ่มีความเห็นว่าควรที่จะลดจำนวน สส. ลง เนื่องจากเห็นว่าปัจจุบันนี้องค์กร ในการปกครองส่วนท้องถิ่นได้ดำเนินการในเรื่องเกี่ยวกับการให้บริการในด้าน สาธารณูปโภค สาธารณูปการอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเปึนการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่น อีกด้วย ส่วน สส. นั้นควรจะมีอำนาจในการออกกฎหมายเปึนหลัก และที่ประชุมยังเห็นว่า สส. เพียงคนเดียวก็อาจจะสามารถดูแลประชาชนครอบคลุมทั้งจังหวัดได้ ส่วนจำนวนของ สว. นั้นเห็นว่าควรจะให้ไว้คงเดิม และควรจะลดบทบาทของ สว. ลง เพราะว่าบทบาทของ สว. นี้ไปซ้ำกับ สส. หลายอย่าง ประเด็นต่อไปก็คือกรณีที่ว่า ควรจะมี สส. ระบบบัญชี รายชื่อหรือไม่ เสนอความเห็นส่วนใหญ่ว่าควรจะมีระบบบัญชีรายชื่อพรรคต่อไป เพราะ สส. ระบบบัญชีรายชื่อพรรคนั้นได้บางคนที่มีความรู้ มีความสามารถ มีประสบการณ์ ในการทำงาน เช่น ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ แต่ไม่มีเวลาหาเสียงเลือกตั้ง สส. บัญชีรายชื่อยังสามารถที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงของระบบพรรคการเมืองอีกด้วย นะครับ ประเด็นที่ว่า สส. จะต้องจบปริญญาตรีหรือไม่ และในกรณีถ้ามี สส. แบบระบบ บัญชีรายชื่อ รวมทั้ง สว. ต้องมีวุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีด้วยหรือไม่นะครับ มีความเห็นว่า สําหรับ สส. นั้นเห็นว่าไม่ควรกําหนดวุฒิการศึกษา เนื่องจากว่า สส. ควร จะมีความหลากหลาย และขึ้นอยู่กับประชาชนในการตัดสินใจเลือก ซึ่งอาจจะได้คนดี มีความตั้งใจในการทำงาน มีความซื่อสัตย์สุจริตและเปึนปากของชาวบ้าน แต่ไม่มี วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี ซึ่งอาจจะทําให้ไม่สามารถจะเข้าสู่สภาได้ครับ อีกข้อเสนอหนึ่งเสนอว่า สส. ไม่จำเปึนจะต้องจบปริญญาตรี แต่ต้องผ่านการฝ๊กอบรม จากสถาบันทางการเมืองตามหลักสูตร เช่น หลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้า เปึนต้น ส่วน สว. นั้นเห็นว่าสมควรที่จะกําหนดวุฒิทางการศึกษาอย่างน้อยระดับปริญญาตรี ขึ้นไป เนื่องจากว่ามีหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมายแล้วก็ทําหน้าที่ในระดับประเทศ อีกด้วยนะครับ ประเด็นต่อไป สส. ควรจะสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ หากเห็นว่าต้อง สังกัดพรรค ควรจะต้องกำหนดระยะเวลาในการสังกัดพรรคก่อนวันรับสมัครรับเลือกตั้ง เปึ้นเวลาเท่าไร มีความเห็นว่า สส. ควรจะสังกัดพรรคการเมือง เพื่อจะได้มีการดูแล ควบคุมภายในพรรคการเมืองด้วยกันเองนะครับ ถ้าไม่มีการควบคุมก็จะเกิดการซื้อตัว สส. เกิดขึ้น แต่ระยะเวลาสังกัดพรรคการเมืองควรจะน้อยกว่า ๙๐ วันก่อนวันสมัคร รับเลือกตั้ง แต่ในบางข้อเสนอเห็นว่าควรจะมีระยะเวลาในการสังกัดพรรคการเมือง ไม่ต่ำกว่า ๓๐ วันก่อนวันสมัครรับเลือกตั้ง แต่หากถ้ามีการยุบสภาให้ย้ายพรรคได้โดย ไม่มีกำหนดเวลา ผู้เสนอได้ตั้งข้อสังเกตว่า การห้ามย้ายพรรคนำไปสู่การตัดสิทธิการลง สมัครรับเลือกตั้ง โดยเฉพาะเมื่อพรรคการเมืองไม่ส่งให้ลงสมัครรับเลือกตั้งนะครับ ประเด็นต่อไป สส. ควรจะมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่และการลงมติในเรื่องสําคัญ ๆ มากกว่าที่เปึนอยู่หรือไม่นะครับ มีความเห็นว่า สส. ควรจะมีอิสระที่จะปฏิบัติหน้าที่ ในเรื่องสําคัญของประเทศนะครับ สส. ควรจะมีอิสระในการลงมติในสภา โดยในการ ลงมติในสภาควรจะเปึนความลับ เพื่อที่จะปัองกันการครอบงำของพรรคการเมือง เพื่อให้ ทำหน้าที่เปึนตัวแทนของประชาชน ไม่ใช่เปึนตัวแทนของพรรคการเมือง ประเด็นต่อไป ควรจะกำหนดเขตเลือกตั้งเปึนเขตเลือกตั้งเช่นเดิม หรือว่าควรจะกำหนดเขตเลือกตั้ง ให้ใหญ่ขึ้น และจำนวน สส. ในเขตเลือกตั้งควรจะมากขึ้นหรือไม่นะครับ สำหรับ ในประเด็นนี้ความเห็นของประชาชนทางภาคเหนือส่วนใหญ่เห็นว่า ควรจะให้เขตใหญ่ขึ้น มี สส. ไม่เกิน ๓ คน ประชาชนเลือกหรือลงคะแนนได้ ๓ คน ระบบนี้จะทำให้การซื้อขายเสียง ยากขึ้น แต่ว่าบางข้อเสนอก็เห็นว่าให้ใช้จังหวัดเปึนเขต โดยให้ประชาชน ๑ คนมี ๑ เสียง ซึ่งอาจจะทำให้ได้คนที่มีความสามารถและมีตัวเลือกได้มากขึ้นนะครับ และมีความเห็นว่า ควรจะมีจำนวน สส. ในเขตเลือกตั้งมากขึ้นด้วยครับ และนอกจากนั้นยังมีความคิดเห็น เสนอเพิ่มเติมว่าควรจะให้มีการนับคะแนนในการเลือกตั้ง สส. และ สว. แทนที่จะเปึน ๓ หน่วย หรือ ๓ แห่ง เปึ้นอำเภอละ ๑ แห่งนะครับ เพื่อความรวดเร็วและถูกต้องครับ ในประเด็นต่อไป ควรที่จะให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่รับคะแนนลำดับถัดไปเปึ้น สส. แทน ผู้สมัครที่ถูกตัดสิทธิ เพราะได้ใบเหลือง ใบแดง โดยไม่ต้องเลือกตั้งใหม่หรือไม่นะครับ ความคิดเห็นส่วนใหญ่เห็นว่า ไม่ควรจะเลื่อนครับ เพราะว่า สส. ที่ขึ้นมาแทนอาจจะไม่ได้ รับความไว้วางใจจากประชาชน ควรจะให้ประชาชนเปึ้นผู้ที่ตัดสินใจใหม่ และเหตุผล เพิ่มเติมก็คือว่าบางเขต สส. ลำดับแรกอาจจะมีคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น หากถูก ตัดสิทธิไป การนำผู้สมัครในลำดับต่อไปคะแน่นอาจจะไม่สะท้อนความต้องการของ ประชาชนนะครับ ประเด็นต่อไป สว. ควรจะมาจากการสรรหาจากตัวแทนของกลุ่มทุก อาชีพ ทุกภาคส่วนในสังคมแทนการเลือกตั้งโดยตรงหรือไม่นะครับ เสนอความเห็นว่า สว. ควรจะมาจากการสรรหาโดยมีองค์กรกลางเปึ้นผู้คัดสรร ผู้เชี่ยวชาญจากทุกภาคส่วน เช่น ภาคเกษตรกร กลุ่มสตรี เพื่อให้ได้ผู้มีความรู้ และ ปัองกันการแสวงประโยชน์จากการเลือกตั้งแทนการเลือกตั้งโดยตรง การได้ สว. มาจาก การเลือกตั้งนําไปสู่การหาฐานเสียงของ สส. ในพื้นที่ ทําให้ สว.ไม่เปึนอิสระนะครับ ในประเด็นต่อไปนะครับ ถ้า สว. มาจากการสรรหา ควรจะให้มีอํานาจในการถอดถอน ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือไม่ เสนอความเห็นว่า ถ้า สว. มาจากการเลือกตั้งควรมี อํานาจในการถอดถอน แต่ว่าถ้าหาก สว. มาจากการแต่งตั้ง ไม่ควรมีอำนาจในการ ถอดถอนเพราะมิใช่ตัวแทนเสียงข้างมากของประชาชน ต่อไปเปึนฝ์ายบริหารครับ มีประเด็นถามว่านายกรัฐมนตรีควรจะมาจาก สส. หรือไม่ และหากนายกรัฐมนตรีมาจาก สส. ควรจะเปึน สส. ในขณะเดียวกันหรือไม่ เสียงส่วนใหญ่เห็นว่านายกรัฐมนตรีควร มาจาก สส. เพราะเปึนตัวแทนของประชาชน และควรจะพ้นสภาพจากการเปึน สส. เนื่องจากว่าปฏิบัติหน้าที่แตกต่างกัน หากนายกรัฐมนตรีสามารถที่จะดำรงตำแหน่ง สส. ในขณะเดียวกัน เมื่อเปึนฝ์ายบริหารก็ย่อมจะทําให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในการ จัดสรรงบประมาณของ สส. ได้ครับ ประเด็นต่อไปนะครับ ควรจะกำหนดให้ นายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน ๒ วาระติดต่อกันหรือไม่เกิน ๘ ป้หรือไม่ เสนอความเห็นส่วนใหญ่ว่านายกรัฐมนตรีควรดำรงตำแหน่งไม่เกิน ๒ วาระติดต่อกัน ไม่เกิน ๘ ป้ เนื่องจากจะไม่เกิดการครอบงำในทางอำนาจและทางการเมือง และเปึนการ เป่ดโอกาสให้บุคคลที่มีความสามารถได้เข้ามาบริหารประเทศบ้างนะครับ ประเด็นต่อไป ครับ ควรจะห้ามนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมีผลประโยชน์ทับซ้อนในระหว่างการดำรง ตำแหน่งและเมื่อพ้นตำแหน่งแล้วในระยะหนึ่งหรือไม่ ความเห็นเปึ้นเอกฉันท์ในที่ประชุม ว่าควรที่จะห้ามนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมีผลประโยชน์ทับซ้อนในระหว่าง ดำรงตำแหน่ง และเมื่อพ้นตำแหน่งไปแล้วมีกำหนดระยะเวลา ๒ ป้ครับ ประเด็นต่อไป นะครับ ถามว่านายกรัฐมนตรีควรจะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจได้หรือตรวจสอบได้ง่ายขึ้น หรือไม่ มีความเห็นว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอข้างต้นนะครับ ควรจะมีการตรวจสอบที่ง่ายขึ้น เห็นว่าอัตราส่วนการตรวจสอบน่าจะอยู่ที่หนึ่งในห้า หรือหนึ่งในสี่นะครับ ขึ้นอยู่กับเปึ้น นายกรัฐมนตรีหรือว่าเปึ้น สส. นะครับ และในการตรวจสอบภาคประชาชนควรจะลด จำนวนการเสนอชื่อถอดถอนจาก ๕๐,๐๐๐ คน เหลือ ๒๐,๐๐๐ คนครับ ประเด็นต่อไป ควรจะกำหนดให้ชัดเจนว่าในกรณีที่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีต้องคำพิพากษา ให้ลงโทษจำคุก แม้เพียงเปึนการรอลงอาญาก็ให้พ้นจากตำแหน่งด้วยหรือไม่นะครับ มีความเห็นว่าควรที่จะให้พ้นไปเลยนะครับ เพราะถือว่ามลทินมัวหมองเรียบร้อยแล้ว ไม่ควรจะมีตำแหน่งในการเมือง เพราะถือว่าเปึนความผิดร้ายแรงครับ ประเด็นที่ว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาตอบกระทู้ในสภาหรือไม่ มีความเห็นว่าควรจะให้นายกรัฐมนตรี มาตอบกระทู้ในสภา โดยเฉพาะเรื่องที่สำคัญ ๆ ที่ประชาชนสนใจ ซึ่งจะเปึนการ เป่ดโอกาสให้ประชาชนได้ทราบ แล้วก็นายกรัฐมนตรีสามารถที่จะตอบข้อสงสัยให้ ประชาชนได้ทราบ ในเรื่องสุดท้ายก็คือเรื่องจริยธรรมนะครับ ในเรื่องจริยธรรมว่าควรจะ มีการกําหนดคุณธรรม จริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและ มีบทลงโทษกรณีที่ฝ์าฝ๋นหรือไม่นะครับ ที่ประชุมมีความเห็นเปึ้นเอกฉันท์เกือบจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ (Percent) เลยนะครับว่าควรจะมีการกำหนดเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม ใช้เปึ้นแนวทางในการปฏิบัติ รวมทั้งมีบทกำหนดโทษที่ชัดเจนในกรณีที่ฝ์าฝ๋นด้วย และ เสนอว่าควรที่จะมีการกำหนดคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองให้ มีมาตรฐานที่สูงกว่าทุกสาขาอาชีพด้วยครับ และมีความเห็นเพิ่มเติมว่าควรจะมีการจัดตั้ง องค์กรในการควบคุมคุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองทั้งในระดับชาติ ระดับ ท้องถิ่น โดยตั้งกฎเกณฑ์และบทลงโทษที่ชัดเจน เช่น ควรจะกำหนดว่า ต้อง แทนที่จะเปึน ว่า ควรจะ นะครับ ของผมก็มีเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ