วีนัส ม่านมุ่งศิลปี เสนอแนวคิดการปฏิรูปการเมืองไทย โดยเน้นการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาล การควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณ และการลดอำนาจของพรรคการเมือง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การเมืองไทยมีความยุติธรรมและโปร่งใสมากขึ้น
กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านประธานคณะกรรมาธิการฯ ภาคเหนือ ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม วีนัส ม่านมุ่งศิลปี ในฐานะโฆษกกรรมาธิการฯ ภาคเหนือ ๑๗ จังหวัด ขออนุญาต นำเสนอในกรอบที่ ๓ คือ องค์กรตรวจสอบอิสระและศาล ก่อนที่จะมีการเข้าประเด็น สำคัญ กระผมใคร่ขอให้คำนิยามเรื่องขององค์กรตรวจสอบอิสระและศาล ก่อนอื่น ขออนุญาตนำเรียนก่อนว่า ในกรอบ ๑๗ จังหวัดภาคเหนือที่เราไปรับฟังมานั้น มีพี่น้อง ประชาชนสนใจเรื่องของการรับฟัง ซึ่งผมขออนุญาตอ่านรายชื่อจังหวัดทั้ง ๑๗ จังหวัด ที่ไปรับฟังมานะครับ ประกอบไปด้วยจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำปาง จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดลำพูน จังหวัดเชียงราย จังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดพิจิตร จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดตาก จังหวัด อุทัยธานี จังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดสุโขทัย เนื่องจากเปึนการแถลงในกรอบที่ ๓ ซึ่งมีการถ่ายทอดทั้งภาพและเสียงไปยังพ่อแม่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศเพื่อให้เกิด ความเข้าใจร่วมกัน กระผมกราบเรียนเมื่อกี้ว่า ผมใคร่ขออนุญาตให้คำนิยามของคำว่า องค์กรอิสระ ก่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน แล้วก็ให้มีความรู้สึกว่าเราได้ทําหน้าที่ อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว องค์กรอิสระและศาล องค์กรอิสระหมายถึงองค์กรของรัฐที่ได้รับ มอบหมายให้ดําเนินการเกี่ยวกับภารกิจของรัฐตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและ กฎหมาย โดยเปึนองค์กรของรัฐที่มีสถานะพิเศษซึ่งได้รับหลักประกันให้สามารถปฏิบัติ ภารกิจได้โดยอิสระ ปลอดพ้นจากการแทรกแซงขององค์กรของรัฐหรือสถาบันการเมืองอื่น รวมทั้งอยู่เหนือกระแสแรงกดดันใด ๆ ที่เกิดขึ้นภายในสังคมช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยมีภารกิจคือการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในทางนโยบายและการบริหาร การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐในทางปกครอง การตรวจสอบเกี่ยวกับความสุจริตในการ ใช้อํานาจรัฐ การตรวจสอบเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินของภาครัฐ ปัญหา องค์กรอิสระ ได้รับการยอมรับจากสังคมในระดับหนึ่ง แต่มีองค์กรอิสระบางองค์กรที่ถูกอํานาจ ทางการเมืองเข้าแทรกแซง และถูกสังคมต่อต้าน ไม่ยอมรับในการทำหน้าที่ ความเปึนจริง ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็คือความไม่เปึนกลางในการทําหน้าที่ขององค์กรอิสระ องค์กรอิสระ ถูกแทรกแซงทางการเมือง ความสัมพันธ์ส่วนตัวของคณะกรรมการในองค์กรอิสระกับ นักการเมือง กรอบที่ ๓ ควรที่จะให้ศาลมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ควรที่จะให้มีการกำหนดกลไกหรือมาตรการตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐของฝ์ายการเมืองที่กระทําต่อข้าราชการประจํา รวมทั้งการควบคุมการ ใช้จ่ายงบประมาณให้ชัดเจน เห็นสมควรที่จะลดจำนวนประชากรในการเข้าชื่อถอดถอน ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและตรากฎหมายย่อมรับ โดยมีจำนวนประชาชน ๒๐,๐๐๐ ถึง ๓๐,๐๐๐ คน ข้อคิดเห็นในเบื้องต้นเปึ้นภาพรวมนะครับ สร้างระบบ การตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระ ลดจำนวนประชาชนในการเข้าชื่อเพื่อถอดถอน นักการเมืองและตรากฎหมาย กำหนดการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้รับการคัดเลือกเปึน คณะกรรมาธิการในองค์กรอิสระ นี่เปึนภาพรวมกว้าง ๆ ที่ได้สรุปมาเพื่อนำเสนอ ต่อที่ประชุมนะครับ ต่อไปผมจะเสนอในภาพลึกว่าที่เราไปรับฟังความเห็นมานั้น ประชาชนทั้ง ๑๗ จังหวัดนั้นมีความเห็นเรื่องกรอบที่ ๓ นี้อย่างไรนะครับ การตรวจสอบ อํานาจรัฐ ควรให้มีองค์กรหรือฝ์ายตุลาการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระ เช่น การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐของ กกต. ตามกรอบเวลาที่กําหนด หรือการใช้อํานาจ วินิจฉัยและเพิกถอนสิทธิการรับเลือกตั้งหรือไม่ อย่างไร ที่ประชุมสรุปความเห็นได้ดังนี้ นะครับ เสนอความเห็นว่าควรให้มีการตรวจสอบโดยองค์กรอิสระ เช่น ปปช. เสนอ ความเห็นว่าควรมีองค์กรหรือฝ์ายตุลาการตรวจสอบ การปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระ ทั้งนี้เพื่อค้านอำนาจซึ่งกันและกัน ความเห็นที่ ๔ ก็คือให้มีการตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาใหม่ ให้องค์กรอิสระเดิมปรับปรุงบทบาทหน้าที่ใหม่ เห็นว่าควรให้ตัวแทนจากองค์กรอิสระ มาจากการสรรหาของประชาชน มีการแสดงความเห็นออกเปึน ๒ ฝ์ายดังนี้ ไม่ควรเพิ่ม องค์กรตรวจสอบ เพราะเปึนการทํางานที่ซ้ําซ้อนและเกินความจําเปึน หากแต่การสร้าง กระบวนการหรือช่องทางที่จะนำคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง รวมถึงการเพิ่มหน่วยงานให้มีอัยการฝ์ายคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญที่ได้รับบัญญัติเกี่ยวกับการดําเนินคดีของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองไว้แล้วนะครับ ความเห็นต่อมาคือ ควรเพิ่มองค์กรตรวจสอบโดยให้มีองค์กร ภาคประชาชนเข้าไปด้วยนะครับ เพิ่มการตรวจสอบโดยการทำงาน การใช้อํานาจรัฐ นะครับ เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาสามารถฟัองคดีเองได้นะครับ ไม่ควรมีการ กําหนดอายุความกรณีมีการทุจริตของนักการเมืองทุกระดับนะครับ ควรกําหนดโทษ นักการเมืองที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการทำงานของข้าราชการประจำ วงเล็บ จอมบงการ นะครับ จำนวนผู้เข้าชื่อถอดถอนนักการเมืองในระดับชาติควรลดจำนวนลงจาก ๕๐,๐๐๐ ชื่อ นะครับ ลดลงแล้วแต่ว่าระดับท้องถิ่นควรจะเปึนเท่าไร อันนี้เปึ้นความเห็น ของท้องถิ่นนะครับ ความเห็นว่าด้วยการกำหนดกรอบเวลาที่ควรรายงานผล และ กำหนดให้มีศาลหรือองค์กรตรวจสอบอิสระกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในระดับอำเภอหรือ ระดับจังหวัดนะครับ ความคิดเห็นต่อมาก็คือ ประเด็นนักการเมืองทั้งในระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทําความผิดทุจริตหรือประพฤติร่ํารวยผิดปกติ ไม่ควรมีอายุความในการฟัองร้องคดีใช่หรือไม่นะครับ ที่ประชุมสรุปความเห็นดังนี้ครับ เสนอให้ความเห็นว่า ไม่ควรกำหนดอายุความ โดยเมื่อพบความผิดภายหลังก็สามารถ ดำเนินคดีได้ เสนอความเห็นว่า ควรจะมีการกำหนดอายุความ เนื่องจากเพื่อให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการ โดยกำหนดอายุความไว้สูงสุดคือ ๒๐ ป้ กรณีเปึน นักการเมืองไม่สมควรกำหนดอายุความ กรณีอื่นควรกำหนดอายุความไว้ ๑๐ ป้ นี่เปึนความเห็นที่แตกต่างจากเมื่อกี้นะครับ มีการแสดงความเห็นออกเปึน ๒ ฝ์ายดังนี้ กําหนดอายุความในการฟัองร้องคดี เหตุผลก็เนื่องจากเปึนการเร่งให้มีการดําเนินคดีกับ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่ได้กระทําความผิด ทั้งคดีจะได้ไม่ค้างค่าในศาลเปึนจํานวน มาก ไม่ควรกําหนดอายุความในการฟัอง เพราะว่าได้ดําเนินคดีกับนักการเมืองที่กระทํา ความผิดได้อย่างถึงที่สุดแล้ว รวมถึงการยึดทรัพย์ หรือประโยชน์อื่นใดที่กระทําความผิด นั้นมาเปึนของแผ่นดินโดยรวมนะครับ ความเห็นในการกำหนดอายุความมีการเสนอ ความเห็นเพิ่มเติมดังนี้นะครับ เพื่อเปึนการเร่งให้ดําเนินคดีกับผู้ดํารงตําแหน่งทาง การเมือง เพื่อให้มีความเท่าเทียมกับประชาชนทั่วไปเสนอความเห็นว่าไม่ต้องกำหนด อายุความ โดยมีการเสนอแนะเหตุผลเพิ่มเติมดังนี้ เปึนการจำกัดความรับผิดชอบของ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองโดยระยะเวลา จึงควรให้สามารถดําเนินคดีได้ตลอด โดยไม่ต้องกําหนดอายุความนะครับ เพราะถือว่าผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เปึ้นตัวแทนของประชาชน ไม่ควรจำกัดระยะเวลาในการรับผิดชอบ
ประเด็นต่อมาเกี่ยวกับการกำหนดกลไก หรือมาตรการตรวจสอบการใช้ อํานาจรัฐของฝ์ายการเมืองที่กระทําต่อข้าราชการประจําในการควบคุมการใช้จ่าย งบประมาณนะครับ เสนอว่า มีกลไกการตรวจสอบโดยใช้องค์กรกลางอื่นที่ไม่ใช่องค์กร ภายในในการตรวจสอบการใช้อำนาจฝ์ายการเมือง เสนอต่อที่การกระทำของข้าราชการ ประจำ และต้องมีองค์กรเพื่อควบคุมการใช้งบประมาณของฝ์ายการเมืองนะครับ ความเห็นต่อมาคือ ควรปรับปรุงมาตรฐานในการควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณให้ดีขึ้น เสนอให้เห็นว่าควรเพิ่มสัดส่วนของประชาชนเข้ามาในองค์กรต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบ การใช้อำนาจรัฐของฝ์ายการเมืองนะครับ เห็นว่า ควรจัดตั้งหน่วยงานในการตรวจสอบ ที่มาจากภาคประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะฝ์ายข้าราชการโดนแทรกแซงจากการ ทำงานของฝ์ายการเมืองเปึนอย่างมากในปัจจุบันนะครับ เสนอความเห็นว่าควรสร้าง ความเข้มแข็งให้กับภาคประชาชน เสนอความเห็นว่า ควรกำหนดหลักเกณฑ์ในการ ตรวจสอบการบริหารงานของฝ์ายการเมืองเพื่อนำมาในการกำหนดกลไกในการใช้อำนาจ ฝ์ายการเมืองที่กระทำต่อข้าราชการประจำ หรือมีมาตรการตรวจสอบการใช้จ่าย งบประมาณแผ่นดินของฝ์ายบริหารนะครับ เห็นสมควรให้คงบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๑๑๑ นะครับ ควรมีการกําหนดโดยมีการเสนอแนะเหตุผลเพิ่มเติม นะครับ เพื่อเปึนการค้านอำนาจซึ่งกันและกัน และมีคณะกรรมการตรวจสอบที่มีความรู้ ความเข้าใจอย่างแท้จริง สร้างองค์กรอิสระขึ้นมาเพื่อพิจารณาการเลื่อนขั้นเงินเดือนของ ข้าราชการ เปึนหลักประกันการปัองกันและการแทรกแซงจากฝ์ายการเมือง หรือให้มี องค์กรท้องถิ่นตรวจสอบกันเอง เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือคนในท้องถิ่นเปึ้น คณะกรรมาธิการในการตรวจสอบนะครับ ควรมีกําหนดกลไกหรือมาตรฐาน มาตรการ ตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ์ายการเมืองที่กระทำต่อข้าราชการประจำ และควบคุมการ ใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐนะครับ ประเด็นการลดจำนวนประชากรในการเข้าชื่อเพื่อ ถอดถอนนักการเมืองและการตรากฎหมายทั้งในระดับประเทศหรือระดับท้องถิ่นควรจะมี หรือไม่นะครับ จากเดิมที่กําหนดไว้จำนวน ๕๐,๐๐๐ ชื่อนะครับ ที่ประชุมสรุปความ คิดเห็นกว้าง ๆ ไว้ดังนี้ครับ เสนอความเห็นว่า ควรลดจำนวนจาก ๕๐,๐๐๐ เหลือ ๒๐,๐๐๐ ตามสัดส่วนของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เปึ้นหลัก เพื่อให้การดำเนินการ ตรวจสอบสามารถทำได้โดยง่ายและกำหนดกระบวนการถอดถอน ให้มีประสิทธิภาพชัดเจนมากขึ้นนะครับ เสนอความเห็นว่าให้คงไว้ที่ ๕๐,๐๐๐ เปึนหลัก หลักแย้งเมื่อกี้นะครับว่าควรจะดูเรื่องของกระบวนการถอดถอนมากกว่าที่จะดูเรื่องของ จำนวนรายชื่อนะครับ เสนอความเห็นว่าควรลดจำนวนประชาชนในการเข้าชื่อเพื่อ ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและตรากฎหมาย เช่น ในระดับประเทศให้ลดลง จาก ๕๐,๐๐๐ เหลือ ๓๐,๐๐๐ หรืออาจจะมีการกำหนดสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน พร้อมทั้ง สามารถเข้าชื่อเพื่อถอดถอนให้ผู้ดำรงในองค์กรอิสระได้ กรณีถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองในระดับท้องถิ่น ควรกำหนดสัดส่วนสามในสี่ เหลือหนึ่งในสองจากผู้ที่มาใช้ สิทธิในการเลือกตั้ง เห็นควร รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ กําหนดให้มีการถอดถอนนักการเมือง ระดับท้องถิ่นด้วย อันนี้เปึ้นเรื่องของสภาประชาชนในกรอบที่ ๑ นะครับ ควรมีจำนวน กึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง นี่คือจำนวนท้องถิ่นที่สามารถถอดถอนนักการเมืองได้จากการ เข้าชื่อในการถอดถอนนะครับ สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งนะครับ ไม่ควรลดจำนวนประชากร ในการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนนักการเมืองและตรากฎหมายทั้งระดับประเทศ ระดับท้องถิ่น ลงตามที่กําหนดไว้ ๕๐,๐๐๐ ชื่อ นี่เปึนความเห็นแย้งนะครับ ผมได้นําเสนอความเห็น ทั้ง ๒ ด้าน ทั้งด้านที่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย เพื่อให้สมาชิกได้วินิจฉัยว่าความเห็นใดที่ทาง ภาคเหนือได้นำสรุปมาให้ท่านได้รับฟังนะครับ
ประเด็นต่อมาเกี่ยวกับองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ควรปลอดจากการ ครอบงำทางการเมืองอย่างจริงแท้หรือไม่นะครับ ที่ประชุมสรุปความเห็นดังนี้นะครับ ควรปลอดจากการครอบงำทางการเมืองซึ่งได้ทำงานอย่างอิสระ มีความคล่องตัวและ สามารถตัดสินใจได้โดยไม่ต้องถามความเห็นจากฝ์ายการเมืองนะครับ มีความเห็นว่า ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระที่มาจากการคัดสรรจากประชาชนหรือตัวแทนภาค ประชาชนร้อยละ ๕๐ นะครับ ให้ความเห็นว่า ควรลดตัวแทนจากพรรคการเมืองออก และ ให้นําตัวแทนจากภาคประชาชนเข้าไปดํารงตําแหน่งแทนในองค์กรอิสระ สัดส่วนก็ไป พิจารณากันอีกทีนะครับ ให้รัฐจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการดำเนินการขององค์กร อิสระให้เปึนสัดส่วนที่ชัดเจน ปัจจุบันคณะกรรมการในองค์กรอิสระมาจากการคัดเลือก จาก สว. คือวุฒิสมาชิก ซึ่งอาจจะเปึนการเกื้อกูลกันระหว่างวุฒิสมาชิกกับกรรมการที่ถูก คัดเลือกนะครับ ทําให้การปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระบางองค์กรไม่เปึนกลางทางการ เมืองอย่างแท้จริง ซึ่งควรที่จะเปลี่ยนจากการคัดเลือก สว. มาเปึนการเลือกตั้งแทนนะครับ ประเด็นต่อมา เกี่ยวกับควรจะมีการวางระบบการค้านและดุลอำนาจขององค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างไรนะครับ ที่ประชุมเสนอความเห็นว่า ควรจะมีการวางระบบ การค้านอำนาจถ่วงดุลโดยมาจากฝ์ายตุลาการนะครับ เสนอความเห็นว่า ควรจะมีการ วางระบบค้านอำนาจขององค์กรอิสระด้วยการมีระบบการตรวจสอบการปฏิบัติงานซึ่งกัน และกัน และกำหนดระยะเวลาในการตรวจสอบด้วย มีความเห็นว่าให้ประชาชนเข้าชื่อ ๓๐,๐๐๐ คนเพื่อถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ อีกประเด็นหนึ่งคือไม่เห็นด้วย โดยมีการเสนอแนะเหตุผลเพิ่มเติม เนื่องจากเปึนองค์กรอิสระต้องมีความเปึนอิสระในการ ทำงาน เพราะเปึนระบบถ่วงดุลอำนาจภายในองค์กรเองนะครับ ประเด็นต่อมาเกี่ยวกับ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา กกต. สตง. ควรที่ จะคงไว้ทั้งหมดหรือไม่ หรือว่าจะปรับปรุงกันอย่างไร ที่ประชุมมีความเห็นว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งให้แยกส่วนดูแลความรับผิดชอบในเขตออกไป โดยแยกเปึน ระดับประเทศและระดับท้องถิ่นให้ชัดเจน เสนอความเห็นว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง คงไว้ แต่ต้องปรับปรุง โดยเฉพาะการสรรหา กกต. เสนอความเห็นว่าประชาชนมีสิทธิ เลือกตั้ง กกต. นะครับ และ กกต. ก็ควรมาจากประชาชน ไม่ใช่มาจากวุฒิสมาชิกนะครับ เสนอความเห็นต่อมาก็คือ ให้ลดจำนวนคณะกรรมการการเลือกตั้ง และเพิ่มองค์กรอิสระ สนับสนุนให้องค์กรประชาธิปไตยเปึนองค์กรอิสระอย่างแท้จริงนะครับ แล้วก็มีการ ปรับเปลี่ยนระบบการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งเปึนศาลเลือกตั้ง ความเห็น ต่อมาคือให้องค์กรอิสระมีการลดและเพิ่มอำนาจและตรวจสอบ เช่น อำนาจการให้ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน องค์กรอิสระควรปรับปรุงในเรื่องของการทำงาน อำนาจการ บริหารงานและการเพิ่มศาลปราบปรามคอร์รัปชั่น (Corruption) ทุจริต เปึนต้น ประเด็นต่อมาก็คือ ควรคงไว้เช่นเดิม แต่ให้ปรับปรุงประเด็นที่มา ระยะเวลาการดำรง ตำแหน่ง วิธีการดำเนินงาน เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนะครับ เสนอความเห็นว่า ควรจะมีการปรับเปลี่ยนหน่วยงานองค์กรอิสระจำนวน ๒ องค์กร ซึ่งประกอบด้วย องค์กร ทางด้านข่าวสารข้อมูล องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคนะครับ ความเห็นต่อมาที่ควรคงไว้ก็คือ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ดังนี้นะครับ ควรมีองค์กรอิสระในระดับท้องถิ่น ด้วย เพื่อให้เข้าใจในบริบทของการทำงานท้องถิ่น เสนอให้เก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวของ ผู้ร้องเรียนเปึนความลับ เพื่อเปึนการค้านอำนาจของรัฐ ปรับปรุงการกระจายอำนาจและ องค์กรอิสระลงมาสู่ภูมิภาคระดับจังหวัดและระดับท้องถิ่น ไม่ควรกำหนดระยะเวลา ในการดํารงตําแหน่งเพียงวาระเดียวเท่านั้นนะครับ เสนอความเห็นต่อมาให้เพิ่มจํานวน ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระเพื่อตรวจสอบ ทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค โดย มาจากการคัดสรรภาคประชาชน ร้อยละ ๕๐ นะครับ ความเห็นต่อมาคือประชาชน สามารถเข้าชื่อจำนวน ๓๐,๐๐๐ ชื่อ เพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางองค์กรอิสระได้ นะครับ เสนอความเห็นตรงกันว่า ควรกำหนดมาตรฐาน จรรยาบรรณและจริยธรรมของ ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระได้ ในส่วนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ควรจะมีการ ประกาศผลการเลือกตั้งไม่เกิน ๓ เดือนหลังจากการเลือกตั้งทุกระดับนะครับ ประเด็น ต่อมาครับ ควรมีองค์กรอิสระระดับจังหวัดในการติดตามตรวจสอบการใช้อำนาจบริหาร ระดับท้องถิ่นหรือไม่ อย่างไร สรุปความเห็นในที่ประชุมกว้าง ๆ ดังนี้นะครับ มีความเห็น ว่าควรมีองค์กรอิสระระดับจังหวัดโดยใช้หน่วยงานที่มีอยู่แล้ว เช่น สตง. ให้เสนอ ความเห็นให้มีองค์กรอิสระในระดับจังหวัดในการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐของผู้บริหาร ท้องถิ่น เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติงานและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของผู้บริหาร ท้องถิ่นนะครับ ก็จะรบกวนเวลาของสภาเล็กน้อยนะครับ เนื่องจากว่าผมต้องรวบ ๒ กรอบ คือ กรอบที่ ๓ และกรอบที่ ๔ เรื่องอื่น ๆ ด้วยนะครับ ก็ขออนุญาตใช้เวลานิดหนึ่ง ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ ประเด็นต่อมาครับ เสนอให้มี ปปช. ส่วนภูมิภาค โดยให้ องค์กรอิสระในระดับจังหวัดมีอำนาจเปึนนิติบุคคลสามารถตัดสินใจได้เอง หรือให้มี สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในระดับภูมิภาคนะครับ ประเด็นต่อมาคือ ให้ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระทั้งหมดมาจากการคัดสรรของ ประชาชนมากกว่าร้อยละ ๕๐ ที่ไปใช้สิทธิในการเลือกตั้ง ความเห็นต่อมาคือ ให้ผู้ดํารง ตำแหน่งในองค์กรอิสระมาจากประชาชนอย่างแท้จริง แต่สามารถให้ข้าราชการประจำ เปึ้นที่ปรึกษาได้นะครับ ไม่ควรมีองค์กรอิสระในระดับจังหวัดอีก อันนี้เปึนความเห็น ประเด็นขัดแย้งนะครับ เนื่องจากเดิมมีองค์กรอิสระทำหน้าที่ดังกล่าวอยู่แล้ว นอกจากนั้น ก็ยังเห็นว่าองค์กรอิสระในระดับท้องถิ่นที่จัดขึ้นมาจากองค์กรอิสระระดับชาติไม่ควรมี เนื่องจากการขาดความเปึ้นอิสระในการทํางาน แล้วก็การทํางานซ้ําซ้อนนะครับ อีกประเด็นหนึ่งคือ ควรจะมีไว้ โดยมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมดังนี้นะครับ ให้มีอาสาสมัคร ของชาวบ้านเข้าไปร่วมตรวจสอบด้วย ให้ภาคเอกชนโดยเฉพาะ เอ็นจีโอ (NGO – Non Government Organization) ซึ่งเปึนองค์กรอิสระเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบการใช้ อํานาจรัฐของผู้บริหารส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะการใช้งบประมาณของผู้บริหารท้องถิ่น เพราะจะต้องเปึนการง่ายนะครับ เห็นว่าควรมีองค์กรอิสระระดับจังหวัด อันนี้เปึนประเด็น ที่นำเสนอไปเมื่อกี้นะครับว่าจะต้องคานอำนาจของผู้บริหารงานส่วนท้องถิ่นอยู่แล้ว นะครับ ประเด็นต่อมานะครับ ควรจะมีการกำหนดงบประมาณให้แก่องค์กรอิสระตาม รัฐธรรมนูญหรือไม่ จํานวนเท่าไร ชัดเจนอย่างไรนะครับ ในส่วนของงบประมาณรายจ่าย ประจำป้ สรุปความเห็นกว้าง ๆ ดังนี้นะครับ สมควรกำหนดงบประมาณให้ชัดเจนและแจ้ง ให้ประชาชนทราบอย่างเป่ดเผย เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ในการบริหารงานงบประมาณ เสนอความเห็นว่า ควรกําหนดงบประมาณให้แก่องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ โดยจํานวน ที่ชัดเจนตามสัดส่วนของงบประมาณรายจ่ายประจำป้ของรัฐนะครับ ความเห็นต่อมาคือ ให้องค์กรอิสระมีการกำหนดโครงสร้าง ขนาด และการบริหารงานขององค์กรที่ชัดเจน นะครับ ประเด็นต่อมาคือ ควรเพิ่มอำนาจให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความ คิดเห็นและจัดตั้งคณะกรรมการชุมชน ซึ่งสามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหา และกำหนดค่าตอบแทนของคณะกรรมการชุมชนได้ เช่นเดียวกับค่าตอบแทนของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านครับ
เรื่องอื่น ๆ ครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ มีการอภิปรายไว้กว้าง ๆ หลายประเด็นนะครับ เดี๋ยวผมจะได้นำเสนอเปึ้นหัวข้อประมาณสัก ๔๐ กว่าข้อ ผมจะได้ อ่านรวดเลยนะครับ ควรมีการกำหนดกรอบระยะเวลาในการตรากฎหมายเพื่ออนุวัติการ ให้เปึนไปตามหลักการที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญโดยชัดเจนหรือไม่ อย่างไร ความเห็นดังนี้ครับ ควรกําหนดกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนในการออกกฎหมายลูกตามรัฐธรรมนูญ การให้ใบเหลือง ใบแดง ควรให้ศาลจังหวัดเปึ้นผู้พิจารณา ควรให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ง่ายขึ้น เพื่อให้แก้กฎหมายอื่นได้ง่ายขึ้นด้วย ควรมีสถาบันพัฒนานักการเมือง เช่น สถาบันพระปกเกล้า โดยที่กำหนดให้ผู้ที่จะลง สมัครรับเลือกตั้งต้องผ่านการอบรมจริยธรรม อบรมจรรยาบรรณที่ดีของนักการเมือง เสียก่อน คณะกรรมการการเลือกตั้งน่าจะมาจากการสรรหาของแต่ละจังหวัดคล้าย ๆ กับ สมัชชา กำหนดให้ห้ามกระทำการรัฐประหาร ข้อที่ ๖ นะครับ ควรยกเลิกคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ให้มีองค์กรกลางจัดการเลือกตั้งแทน รัฐจะต้องจัดการศึกษาอบรมและ สนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม ให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา แห่งชาติ ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม สร้างเสริมความรู้และปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เปึนพระประมุข สนับสนุนการค้นคว้าวิจัยในศิลปะวิทยาการ ต่าง ๆ เร่งรัดพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาวิชาชีพครู และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะและวัฒนธรรมของประเทศชาติ ประเด็นต่อมาคือ ข้อเรียกร้องที่รัฐจะต้องส่งเสริมสนับสนุนวัฒนธรรมของชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่นทั้งด้าน วัตถุ จิตใจ เพื่อให้ประชาชนมีวิถีชีวิตที่ดีงามทั้งวัฒนธรรมการดำรงชีวิตในการทำงาน การ อยู่ร่วมกัน องค์กร วัฒนธรรมการเมือง รัฐจะต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบัน พระมหากษัตริย์ เอกราช และบูรณ์ภาพแห่งอนาคต รัฐจะต้องพิทักษ์รักษาส่งเสริม เอกลักษณ์ของชาติ ได้แก่ สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เปึนพระประมุขนะครับ ให้บรรจุลงในหลักสูตรทุกชั้น เรียนเพื่อปลูกฝั่งเยาวชนให้รู้จักระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ควรยุบหน่วยงาน คณะกรรมการการเลือกตั้ง เพราะเปึนการเกื้อหนุนพรรคการเมืองเข้ามาทำงานเพื่อหวัง ความร่ำรวย ไม่ได้นึกถึงคุณธรรม จริยธรรมและประเทศชาติที่จะต้องล่มสลาย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องมากกว่าที่จะ คิดถึงพี่น้องประชาชน โดยปัจจุบันสถานการณ์จะเปึ้นแบบนี้นะครับ สมาชิกวุฒิสภาควร จะมาจากหลากหลายอาชีพอย่างแท้จริง รัฐจะต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในการตรวจสอบ และเปึนแบบอย่างของหน่วยงานทุกภาคส่วน การกำหนดนโยบายที่ผิดพลาดนำไปสู่การ ทุจริต รัฐจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย รัฐจะต้องกำหนดให้กระทรวง ทบวง กรม และ หน่วยงานอื่น ๆ บริหารงานโดยยึดหลักการบริหารงานแบบธรรมาภิบาล กล่าวคือ การบริหารงานบุคคลให้เหมาะสมกับงาน ควรจะวางกรอบระยะเวลาให้ชัดเจนในการ พิจารณาบรรจุวาระการประชุมของสภาทั้งในระดับท้องถิ่น ในระดับประเทศ กรณีที่ ประชาชนเข้าชื่อและเสนอมาโดยผ่านทางตัวแทนชุมชน ให้ผู้นำท้องถิ่นควรเร่งรัด พิจารณาโดยเร่งด่วนนะครับ เพิ่มอำนาจหน้าที่ให้ สส. มีการรายงานผลการดำเนินงาน เช่นเดียวกับรัฐบาล เพื่อใช้เปึนข้อมูลในการเลือกตั้ง สส. ในครั้งต่อไป เสนอให้บัญญัติ ศาสนาพุทธเปึนศาสนาประจำชาติ เสนอประเด็นต่อมาคือ ควรมีกรอบระยะเวลาในการ ตรากฎหมาย เพื่อให้เปึ้นไปตามหลักการที่ระบุในรัฐธรรมนูญโดยชัดเจน เสนอความเห็น ว่า ควรมีกฎหมายลูก หรือกฎหมายอื่นเพื่อบังคับใช้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยกําหนด ระยะเวลาไม่เกิน ๒ ป้ ประเด็นต่อมาคือ เรื่องของการดำเนินคดีอาญา โดยมีความเห็นว่า ในกรณีคดีโทษอาญาไม่เกิน ๑๐ ป้ รัฐไม่ควรเรียกหลักประกันกับประชาชนในคดีอาญา ของผู้เสียหาย หรือจำเลยย่อมมีสิทธิในการตรวจหรือคัดสําเนาคำให้การของตนในชั้น สอบสวน หรือเอกสารประกอบคำให้การของตนและพยาน รวมทั้งเอกสารทั้งหมดในชั้น อัยการได้ เสนอความเห็นในเรื่องสิทธิในการนับถือศาสนา โดยควรกำหนดไว้ใน รัฐธรรมนูญว่า ประชาชนมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา เรื่องความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ในสิทธิของประชาชน ควรมีการปัองกันการละเมิดสิทธิของประชาชน เรื่องของการ ลงโทษพรรคการเมือง ควรมีบทลงโทษพรรคการเมืองที่ไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง เรื่องการ เลือกตั้งในต่างประเทศไม่ควรจะมีนะครับ เรื่องการนับคะแนนเสียงเลือกตั้ง ควรให้มีการ นับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง เรื่องการตรวจสอบอำนาจของผู้บริหารหรือนักการเมืองทุก ระดับ ควรให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการตรวจสอบด้วย เรื่องการส่งเสริมด้าน การศึกษา ควรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่งเสริมและสนับสนุนด้านการศึกษาของ ท้องถิ่นด้วยนะครับ เรื่องของการปฏิรูปนักการเมือง ควรจะมีการปฏิรูปนักการเมืองทุก ระดับในเรื่องของศีลธรรม คุณธรรมและจริยธรรม การส่งเสริมสนับสนุนกิจการทาง ศาสนา ควรให้การสนับสนุนให้พระสงฆ์และผู้ต้องขังมีสิทธิและมีส่วนร่วมในด้าน การเมืองด้วยนะครับ ควรมีสภาคู่ขนานซึ่งมาจากทุกภาคส่วนของสังคมเพื่อทำหน้าที่ ตรวจสอบ โครงสร้างทางสังคม เช่น การเก็บภาษีมรดก อันนี้คนละประเด็นกับเมื่อกี้นะครับ อันนี้เปึน บรรทัดใหม่นะครับ โครงสร้างทางสังคม เช่น การเก็บภาษีมรดก การมีสิทธิในที่ดินทำกิน รวมทั้งการเก็บภาษีที่ดินด้วย ควรมีการกลั่นกรองผู้สมัครรับเลือกตั้งก่อนการเลือกตั้ง ให้บรรจุเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย สิทธิในการยกร่าง ควรให้ทุกคน มีสิทธิเท่าเทียมกันในรัฐธรรมนูญ ประชาชนสามารถฟัองร้องนักการเมืองที่ทุจริตได้เอง นะครับ ควรมีการตรากฎหมายให้เท่าเทียมกัน เช่น สิทธิ เสรีภาพในการไม่ให้พระมีสิทธิ เลือกตั้ง ก็ไม่ควรให้พระต้องเกณฑ์ทหารด้วยนะครับ อันนี้เปึนความเห็นกว้าง ๆ นะครับ อีก ๒ แผ่นครับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ อีกนิดเดียวนะครับ เพื่อนสมาชิกบอกว่า ให้ผมสรุปนะครับ ก็ไม่มีปัญหาครับ นิดเดียวครับ ควรกำหนดวาระของ สส. ดำรงตำแหน่งไม่เกิน ๘ ป้ หรือ ๒ วาระ สว. ควรมาจากการสรรหาโดยองคมนตรี ควรมีระบบการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของผู้มีอำนาจ ขอข้ามเลยนะครับ การคัดเลือกบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระต้องไม่มีตัวแทนจากฝ์ายการเมือง อันนี้เปึนสรุป กว้าง ๆ ของภาพรวมของ ๑๗ จังหวัดภาคเหนือนะครับ ในฐานะโฆษกกรรมาธิการ ซึ่งมีบางเรื่องที่ไม่สามารถที่จะบรรจุไว้ในรายงานการประชุมได้นะครับ กระผม ก็ขอนำเรียนสักไม่เกิน ๑๐ นาทีนะครับ เกี่ยวกับประเด็นการชี้ขาดเรื่องของการเลือกตั้ง นะครับ ปัจจุบันพบว่าองค์กรบริหารงานส่วนท้องถิ่นมีคดีที่ค้าง ๆ อยู่ที่ กกต. ประมาณ ๓,๐๐๐ หรือ ๔,๐๐๐ คดี เห็นสมควรว่าควรจะย้ายการพิจารณาคดีในระดับท้องถิ่น ไปสู่ศาลระดับจังหวัด เพื่อชี้ขาดว่าการเลือกตั้งนั้นบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ เรื่องของ สส. เรื่องของ สว. นะครับ ปัจจุบันก็คั่งค้างอยู่ที่ กกต. เช่นกันนะครับ การให้ใบเหลือง ใบแดง การรับรองการเลือกตั้งก็ดีนะครับ ควรจะเปึนอำนาจของศาลปกครองในการที่จะพิจารณา วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นผู้รับสมัครควรจะได้รับเลือกอย่างถูกต้องหรือไม่นะครับ ท่านประธานครับ สุดท้ายเกี่ยวกับกรอบของศาลนะครับ มีความคาดหวังของประชาชน ทั้ง ๑๗ จังหวัดว่าสิ่งที่เราไปรับฟังมานั้นจะต้องได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมาธิการ ยกร่างฯ ทั้ง ๓๕ ท่าน แล้วก็ท่านบอกว่าอย่างน้อยที่สุดก็ให้มีทิศทางที่บอกได้ว่าการ ไปรับฟังนั้นท่านได้นํามาประกอบในการร่างรัฐธรรมนูญแล้ว แล้วก็จะเปึ้นสิ่งที่ภูมิใจ อย่างมากถ้าคณะกรรมาธิการจะได้นําเสนอวิธีการประมวลผลของการไปรับฟังนั้นว่า ส่วนใหญ่นั้นมีความคิดเห็นเปึนเช่นใด เปอร์เซ็นต์มาจากไหน คิดอย่างไร ที่มาอะไร นะครับ เพราะว่ารายชื่อที่มีการนําเสนอนั้นไม่ได้บอกว่า คุณเอ เปึนคนเสนอกรอบอย่างนี้ เพราะว่ามันมีกรอบรวมของมัน เพราะฉะนั้นเรื่องของการแจกแจ้งความถี่เปึนข้อมูลที่ สมควรแก่การเชื่อถือในสภาแห่งนี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน