ปกรณ์ ปรียากร หารือเรื่องรายงานภาคอีสาน ซึ่งถือว่าเป็นรายงานที่มีประโยชน์ มีข้อสังเกตเกี่ยวกับรายงานภาคอีสานที่มีสัดส่วนบางอย่างซึ่งคล้ายกับบอกว่าไม่แจ้งความประสงค์ หรือไม่แสดงความเห็น แต่เป็นประเด็นที่ค่อนข้างใหญ่เกินกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ หรือบางครั้งก็ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ และยังขอเสนอแนะให้กรรมาธิการพิจารณาดูว่าจะไปหาคำตอบในเรื่องนี้เช่นใด
ท่านประธานที่เคารพ ผม ปกรณ์ ปรียากร สมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ข้อตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับรายงานของภาคอีสานนี่นะครับ ซึ่งถือว่าเปึน รายงานที่มีประโยชน์ แล้วก็ทำให้ในใจผมนี่ผมได้ข้อสรุปหลาย ๆ อย่างนะครับ ท่านประธานครับ ถึงแม้ว่ารายงานของภาคอีสานนี่จะเปึนรายงานในเชิงเปรียบเทียบว่า สั้นที่สุดกับรายงานของภูมิภาคอื่น ๆ ก็ตาม แต่ก็เปึนการรายงานที่สั้น แต่ดีมากนะครับ ผมเปึนครู่นี่เวลาเปรียบเทียบนักศึกษาที่ตอบข้อสอบสั้น ๆ แต่ตอบถูกจะได้คะแนน มากกว่าคนที่ตอบข้อสอบยาว ๆ แต่ว่าเราต้องไปหาคำตอบเอาเองหลายอย่าง แต่อันนี้เปึนการรายงานที่สั้นแล้วก็ได้คำตอบที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามก็มีข้อสังเกตเพิ่มเติม ว่ามีบางเรื่องซึ่งในรายงานมีสัดส่วนบางอย่าง ซึ่งคล้าย ๆ กับบอกว่าไม่แจ้ง ความประสงค์ หรือว่าไม่แสดงความเห็น แต่เปึ้นสัดส่วนที่ค่อนข้างใหญ่เกินกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ หรือบางครั้งก็ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ในส่วนนี้ผมคิดว่ากรรมาธิการน่าจะลอง พิจารณาดูว่าเราจะไปหาคำตอบในเรื่องนี้เช่นใด ถึงแม้ว่าผมเองจะมีคำตอบอยู่ ในบางส่วนว่าเขาอาจจะเห็นคล้อยตามไปกับผู้ที่เห็นด้วย เพียงแต่ว่าด้วยลักษณะหรือ ท่าที่ของผู้คนในบ้านเรานี่อาจจะไม่ค่อยแสดงความเห็น หมายความว่าถ้าเห็นด้วยแล้วก็มี คนเห็นตามนั้นก็ไม่แสดง แต่ทีนี้บังเอิญไปเขียนคําว่า ไม่แสดง ไม่แจ้งความประสงค์ ผมคิดว่าน่าจะใช้ คําว่า ไม่แสดงความเห็น เสียมากกว่า หรือ ไม่แน่ใจ เพราะถ้าไม่แจ้ง ความประสงค์นี่จะทำให้เกิดความรู้สึกว่า เกิดเสียงส่วนใหญ่เปึนเหมือนกับโน โหวต (No vote) ในการเลือกตั้งมันก็จะยุ่งเหมือนกันในเชิงลึก ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีข้อสังเกตว่า เมื่อเราอ่านรายงานของภาคอีสานอย่างละเอียด มีข้อสังเกตร่วมกับ รายงานของภาคเหนือและภาคใต้ที่ได้รายงานไปก่อนหน้านั้นที่น่าจะเปึนข้อสรุปได้ เบื้องต้น ซึ่งเดี๋ยวเราไปฟังรายงานภาคกลาง เท่าที่ผมอ่านล่วงหน้าก็จะคล้ายกัน นั่นก็คือ มีข้อสรุปที่สะท้อนให้เห็นว่าพี่น้องประชาชนทั้งประเทศที่แสดงความเห็นมาในชั้นนี้ เขาต้องการรัฐธรรมนูญกินได้ เขาต้องการรัฐธรรมนูญที่มี อยากจะใช้คำว่า เปึ้นรัฐธรรมนูญที่เพิ่มคุณค่าแห่งชีวิตของเขา เพิ่มพลังอำนาจในทางการเมืองของเขา เพิ่มพลังของประชาชนในการที่จะดูแลตนเองมากกว่าการที่จะให้บรรดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือการเมืองในระดับชาติเปึ้นคนชี้นำ นั่นก็คือในเวทีความคิด ของประชาชนนี่ได้มีข้อสรุปที่ค่อนข้างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมค่อนข้างมั่นใจเมื่อ อ่านรายงานของภาคอีสาน เพราะทำให้เห็นชัด คำว่า รัฐธรรมนูญกินได้ ของเขานั้น หรือ รัฐธรรมนูญแห่งคุณค่าชีวิตของประชาชนนั้น เริ่มตั้งแต่เรื่องของการแก้ปัญหาพื้นฐาน ก็คือปัญหาทางด้านของการประกอบอาชีพ ปัญหาความยากจน ปัญหาการกระจาย รายได้ และปัญหาเรื่องของการดำรงชีวิตอย่างพอเพียง ซึ่งอันนี้ค่อนข้างจะชัดเจนเมื่อเรา อ่านรายงานทั้ง ๓ พื้นที่ประกอบกัน ในประการที่ ๒ ก็คือเขาต้องการให้พลัง ภาคประชาชนนั้นมีบทบาทกันเองในเรื่องของการที่จะหาทางจัดการในเรื่องของการศึกษา เหมือนอย่างที่ท่านสมาชิกท่านหนึ่งที่ได้อภิปรายล่วงหน้าก่อนหน้านี้แล้ว ก็คือเรื่องของ การศึกษาเปึนหัวใจสำคัญของการดำเนินชีวิตของผู้คน และการให้ประชาชนมีการศึกษา ดี เปึนภารกิจร่วมของรัฐ ทุกระดับ ไม่ว่าจะเปึนส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น แต่ดูเหมือนว่าเจตจำนงนั้นเขาต้องการให้ส่วนท้องถิ่นมีบทบาทค่อนข้างสูงในเรื่องของ การจัดการศึกษา ในเรื่องของการดูแลอาชีพที่มั่นคง และขณะเดียวกันในเรื่องของการ ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในประการที่ ๔ ก็คือเรื่องของการจัดบริการ สาธารณะขั้นพื้นฐานหรือการจัดการที่เกี่ยวข้องกับการบริการขั้นพื้นฐาน ถึงแม้ว่า ท่านสมาชิกที่อภิปรายเมื่อสักครู่นี้คือ คุณชาติชาย ขออภัยที่เอ่ยนาม จะบอกว่ายังไม่มี ความชัดเจน แต่เท่าที่เรามองดูจากเจตจำนงร่วมของประชาชนจากทุกภูมิภาคต้องการที่ จะให้ท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในเรื่องของการบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน ซึ่งอันนี้ก็แสดง ให้เห็นว่าคุณูปการจากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ทำให้ภาคประชาชนเติบโตขึ้น ถึงแม้ว่า ภาครัฐจะมีปัญหาในเรื่องของการใช้อํานาจก็ตาม ในประการต่อไปเปึ้นเรื่องที่สําคัญมาก และผมคิดว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้จําเปึ้นที่จะต้องระบุให้ชัดเจนอย่างมาก ก็คือ การตรวจสอบของภาคประชาชน การมีส่วนร่วมของประชาชนในการนำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ในเรื่องของการแก้ไขกฎหมาย ในเรื่องของการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ เพราะข้อมูลทั้ง ๓ ภูมิภาคนี่ยืนยันชัดเจน นะครับ ในเรื่องอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเปึนข้อสังเกตร่วม ก็คือผมฟังมาทั้ง ๓ ภูมิภาค มันมี ประเด็นที่ซ้ำกันแล้วเราน่าที่จะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอยู่พอสมควร ก็คือเรื่องของท้องถิ่น กับเรื่องของท้องที่ แน่นอนครับ ท้องถิ่นนั้นหมายถึงการปกครองท้องถิ่น ซึ่งในกฎหมาย รัฐธรรมนูญมีหมวดหมู่ที่ชัดเจนของการจัดพื้นที่ให้ในเรื่องของการจัดองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น แต่ในเรื่องของท้องที่นั้น ถ้าเราดูจากคําอภิปรายร่วมของบรรดากรรมาธิการ ซึ่งในทั้ง ๓ ภาคนี่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านอยู่เกือบจะทั้ง ๓ ภูมิภาคนี่นะครับ ก็ดูเหมือนว่าจะ พูดถึงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ป้ ๒๔๕๗ กฎหมายฉบับนั้นเปึนกฎหมาย ที่เก่าแก่มาก เปึนกฎหมายที่ร่างไว้โดยคนรุ่นก่อนเราหลายรุ่นนะครับ แต่ก็มีข้อความที่ ค่อนข้างจะชัดเจน และมีประโยชน์ในการแก้ปัญหาของภาคประชาชน ในแง่ของบทบาท ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในการเข้ามาอุดช่องว่างของการดำเนินงานที่องค์กรปกครอง ท้องถิ่นก็ดี หรือการเมืองระดับชาติก็ตาม ไม่สามารถที่จะไปแก้ปัญหาได้ ไม่ว่าจะเปึ้นเรื่อง ของความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยของประชาชน การเปึนกรรมการกลางในเรื่องต่าง ๆ เช่น เรื่องการเลือกตั้ง และที่สําคัญซึ่งเราลืมไม่ได้ ในฐานะที่คนรุ่นเราตอนเด็ก ๆ ยังเล็ก อยู่นี่นะครับก็คงมีความผูกพันกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านอยู่บ้าง ก็คือเรื่องของการไกล่เกลี่ย ข้อพิพาท ในภาวะทํานองนี้เราจะเห็นว่ามันมีข้อเสนอที่กลาย ๆ นะครับที่ทําให้เราต้องมา คิดว่าเราจะทำอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องของการปกครองส่วนภูมิภาคกับเรื่องของการปกครอง ท้องที่ ซึ่งหมายถึงบทบาทของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพราะฉะนั้นการจัดระเบียบระหว่าง ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ซึ่งรวมถึงท้องที่ด้วยกับส่วนท้องถิ่นน่าจะมีความชัดเจน มากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นแล้วนี่นะครับ ผมมองว่าในเรื่องซึ่งรายงานทั้ง ๓ ฉบับนี่นะครับ ค่อนข้างจะตรงกันก็คือเรื่องของการเมืองในระดับชาติ ซึ่งจะอยู่ในหมวดหมู่ของสถาบัน การเมือง เราจะพบว่ารายงานทั้ง ๓ ฉบับนี่นะครับมีความใกล้เคียงกันมากเรื่องการพูดถึง จำนวน สส. ในสภาผู้แทนราษฎรในอนาคต และที่สำคัญก็คือความชัดเจนในเรื่องของ การระบุว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก สส. หรือต้องมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งตรงนี้มันแทบ จะทำให้เราคงไม่มีประเด็นที่จะไปถกเถียงกันต่อไป ดังนั้นตรงจุดนี้ก็จะเปึ้นจุดที่ทำให้เรา มองเห็นว่าในการเมืองระดับชาตินี่สถาบันการเมืองจะทำหน้าที่ที่สำคัญในทาง นิติบัญญัติที่ชัดเจน กับในขณะเดียวกันในทางการบริหารนั้น เมื่อ สส. ไปเปึ้นฝ์ายบริหาร แล้วก็จะไม่แยกจากการเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นถ้าข้อสรุปของผม ถูกต้องนี่นะครับ มันก็อาจจะนำไปสู่การพิจารณาที่ค่อนข้างจะได้จังหวะจะโคนพอดี ในภาวะที่ในสัปดาห์หน้า ในคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ก็คงจะเริ่มพิจารณาการยกร่าง ในรายมาตรา อย่างไรก็ตามในส่วนที่มันเปึนประเด็นที่ยังตกค้างอยู่ในเรื่องของการถาม ในรอบต่อไปก็คือว่า ตัวบรรดาที่ไม่แสดงความเห็นซึ่งยังมีสัดส่วนอยู่ค่อนข้างมากนี่ จะทําอย่างไรที่จะทําให้เราได้ความเห็นเหล่านั้นมา แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราถามประกอบไป ในรอบที่ ๒ นี่นะครับ มันก็อาจจะเปึนคำถามที่ประกอบกัน ทีนี้ในตอนที่กรรมาธิการ นำเสนอตอนสุดท้ายนี่นะครับ ถ้าเข้าใจไม่ผิดดูเหมือนว่าคุณศักดิ์ชัยนะครับ ขออภัย ที่เอ่ยนาม ที่ได้นําเสนอว่า ในการรับฟังความคิดเห็นนี่ เวทีใหญ่นี่นะครับ นอกจากจะจัด ได้ยาก แล้วบางครั้งการรับฟังความคิดเห็นอาจจะไม่ชัดเจน อยากให้จัดเปึนเวทีเล็ก แต่มีการชี้แจงทําความเข้าใจหรืออธิบายข้อความให้ชัดเจนนี่นะครับ ผมก็ไม่อยากให้ไป สรุปในทํานองนั้นเสมอไป เพราะในบางแห่งเขาอาจจะจัดเวทีใหญ่ได้แล้วก็สามารถที่จะจัดได้ดีนะครับ ก็เปึนเรื่องที่ เราเป่ดช่องทางให้ เพราะถ้าเราจัดเวทีเล็ก ถ้าจะจัดให้ดีนี่นะครับ ปัญหามันอาจจะอยู่ ตรงที่ว่าเราจะเอาใครที่เปึนตัวแทนของกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ทุกกลุ่มนี่นะครับเข้ามามี ส่วนร่วมในเวทีเหล่านั้น แล้วเราจะมีความมั่นใจอย่างไรที่จะทําให้คนเหล่านั้นนี่นะครับ เปึ้นเสียงของคนจำนวนมากที่ไม่ได้เข้ามาร่วมในเวทีนั้น ผมเข้าใจดีว่าในเวลาจัดเวทีรับฟัง ความคิดเห็นนั้นเปึ้นเรื่องไม่ง่ายนะครับ เข้าใจดีตรงจุดนั้น แต่ว่าถ้าเราไปจํากัดเฉพาะของ การจัดเวทีเฉพาะหรือเวทีเล็กนี่นะครับอาจจะไปทำให้เกิดภาวะของการไม่เปึ้นธรรมชาติ ของการทำงาน ก็อยากจะปล่อยให้มันเปึนธรรมชาติของการจัดเวทีที่สำคัญ ในประสบการณ์ของผมเองนั้นนะครับ การจัดเวทีในชุมชน เวทีในท้องถิ่น เวทีในที่ต่าง ๆ มันก็มีหลากหลายมาก ในบางแห่งประชาชนเข้าเปึ้นผู้ที่ช่วยเราเต็มที่ เปึนเจ้ากี้เจ้าการ ให้เราเลยนะครับ มันก็เปึนเรื่องที่ค่อนข้างจะดีในเรื่องทํานองนี้ ก็คงมีข้อสังเกตต่าง ๆ ที่ผมถือว่าได้ประโยชน์นะครับจากการรับฟังของกรรมาธิการจากภาคอีสานครับ