สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ อภิปรายร่าง พ.ร.บ. กรมการขนส่งทางราง โดยเสนอให้แยกบทบาทผู้กำกับดูแลจากรัฐวิสาหกิจเพื่อความเป็นกลางและมีประสิทธิภาพ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการตั้งคณะกรรมการนโยบายที่ให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธานซึ่งขัดกับหลักการบูรณาการของกระทรวงคมนาคม และแสดงความกังวลต่อความชัดเจนของกฎหมายการใช้รางร่วมกันระหว่างเอกชนกับรัฐ รวมถึงปัญหาการยกเว้นสัมปทานที่อาจก่อให้เกิดช่องว่างในการบริหาร ตลอดจนเรียกร้องให้มีการพิจารณาร่างกฎหมายอย่างรอบด้านเพื่อให้เกิดความครอบคลุม บูรณาการกับระบบการขนส่งอื่น และหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อนเสียดายงบประมาณของรัฐ
ขอบคุณครับ ผม นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ ผมขอร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติกรมการขนส่งทางราง ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ให้สภาแห่งนี้พิจารณา โดยร่างก็มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๑๖๕ มาตรา ก็ถือว่าเป็น พ.ร.บ. ใหม่ ก็มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งเพราะเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการระบบรางทั่วประเทศ รวมถึงก็มีการวางแผนพัฒนาโครงข่ายในอนาคตมูลค่านับล้านล้านบาท หลายล้านล้านบาท อีกทั้งเกี่ยวข้องโดยตรงกับหน่วยงานขนาดใหญ่หลายแห่งที่เป็นเจ้าของรางนะครับ อาทิเช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งก็จะดูรางระหว่างเมืองเป็นหลัก แล้วก็มีการรถไฟฟ้า ขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือว่า รฟม. ซึ่งดูระบบรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครและ ปริมณฑล รวมถึงในอนาคตอาจจะดูตามหัวเมืองใหญ่ ๆ แล้วก็มีกรุงเทพมหานครซึ่งก็ดูแล รถไฟฟ้าสายสีเขียวที่เป็นข่าวอยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นโดยร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์หลักก็คือต้องการดึงบทบาทการเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) ออกมาจาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับราง ก็แน่นอนครับท่านประธาน เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และมี หลายประเด็นที่จะต้องมาถกเถียงกัน แต่ด้วยเวลาที่จำกัดผมขออภิปรายใน ๕ ประเด็นหลัก ที่ผมคิดว่าสำคัญและจะต้องมีการถกเถียงกันต่อในวาระสองหากสภามีมติรับหลักการในวันนี้
ประเด็นที่ ๑ ทำไมรางจึงได้สิทธิพิเศษไปขึ้นกับนายกรัฐมนตรี แล้วจะ บูรณาการร่วมกับรูปแบบการเดินทางอื่นซึ่งขึ้นกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้อย่างไร มาดูกันในเนื้อหานะครับ ในหมวด ๑ กำหนดให้มีคณะกรรมการซึ่งตั้งขึ้นมาใหม่เรียกว่า คณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางรางโดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน อย่างไรก็ตาม เรามี พ.ร.บ. อีกฉบับหนึ่งเรียกว่าคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบกซึ่งก็มี นายกรัฐมนตรีเป็นประธานอยู่แล้วนะครับ แล้วก็มีหน่วยงานที่ชื่อว่า สนข. ฟังชื่อชัด ๆ นะครับ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรคอยขับเคลื่อน ซึ่งมีหน้าที่หลักก็คือ การบูรณาการการทำงานร่วมกันของทุกรูปแบบการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นล้อ ราง เรือ หรือแม้กระทั่งเครื่องบิน คือตั้ง สนข. มาเพื่อบูรณาการแล้วก็มีคณะกรรมการใหญ่ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเรียกว่าคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก ประกอบกับ ข้อเท็จจริงที่ว่ารูปแบบการเดินทางอื่นที่ไม่ใช่รางก็ไม่ได้มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานนะครับ เรามีคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางบก เรามีคณะกรรมการส่งเสริมการพาณิชย์นาวี เรามีคณะกรรมการการบินพลเรือน ที่ผมเอ่ยมานี่ล้วนแต่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานคณะกรรมการ จึงต้องตั้งคำถามครับว่าทำไมเฉพาะรางจึงแยกออกไปอยู่กับ นายกรัฐมนตรี แล้วจะบูรณาการร่วมกันกับรูปแบบการเดินทางอื่นได้อย่างไร แล้วก็ในทาง ปฏิบัติหากเป็นเช่นนี้แล้วก็ต้องตั้งคำถามว่าจะมี สนข. ไว้ทำไมครับ คือทำไม สนข. จึงไม่สามารถบูรณาการรางเฉกเช่นถนน น้ำหรืออากาศได้ ตรงนี้เป็นประเด็นที่สำคัญ เป็นโครงสร้างอำนาจใหญ่ที่จะมาสยบองคาพยพต่าง ๆ ให้เดินไปในทางเดียวกันนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของการแชร์แทรก (Share Track) หรือว่าแปลเป็นไทย ก็คือการให้เอกชนมีสิทธิใช้ราง เรื่องนี้ก็ต้องเรียนว่าเป็นเจตนารมณ์ที่ดีที่อยากให้เอกชน มีสิทธิในการใช้รางมากขึ้น เพราะว่ารางทุกวันนี้ด้วยสาเหตุต่าง ๆ แต่สภาพปัญหาปัจจุบัน ก็คือสล็อต (Slot) มันยังว่างอยู่อีกมาก คือเวลารถไฟวิ่งผ่านเขาก็เรียกว่าสล็อต (Slot) แต่ว่ามันมีช่วงเวลาจำนวนมากเลยที่เหลืออยู่ที่ไม่ได้มีรถไฟวิ่งผ่านรางนะครับ ก็เลยเกิด ความพยายามว่าจะเอาสล็อต (Slot) ที่ว่างอยู่มาให้เอกชนใช้ประโยชน์ร่วมกับรัฐนะครับ คือใช้รางของรัฐ แต่อาจจะเก็บค่าใบอนุญาตอะไรต่าง ๆ ในการวิ่งก็ว่ากันไป นั่นคือการแชร์แทรก (Share Track) ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีครับ แต่อย่างไรก็ตามนะครับ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ยังมีอีกหลายมาตราที่จะต้องมาเจรจากันว่าแบบไหนเป็นสิ่งที่ควรจะเป็น ผมยกตัวอย่าง ๓ ข้อให้ท่านประธานฟังนะครับ ข้อที่ ๑ ในเรื่องของความชัดเจนตามมาตรา ๖๗ และมาตรา ๗๘ ว่าในกรณีใดที่ควรดำเนินการตามพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ปี ๒๕๖๒ แล้วก็ในกรณีใดที่จะควรดำเนินการตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือมันขึ้นต้องแยกครับ คือไซส์ (Size) ของโพรเจกต์ (Project) แล้วก็ลักษณะของโพรเจกต์ (Project) มันไม่เหมือนกัน
ตัวอย่างที่ ๒ ในเรื่องของความเหมาะสมของขั้นตอนในการดำเนินโครงการ ที่มีการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนตามมาตรา ๒๓ ในประเด็นนี้ก็ยังขาดความชัดเจนว่า เอกชนจะต้องได้รับใบอนุญาตก่อนเสนอโครงการหรือไม่ หรือเสนอโครงการไปแล้วค่อยไปวิ่ง ขอใบอนุญาตครับ มันมีประเด็นในทางปฏิบัติหากเสนอโครงการใหญ่ ๆ ผ่านไปแล้วแล้วจะต้อง ไปวิ่งขอใบอนุญาต
ตัวอย่างที่ ๓ มาตรา ๖๘ (๓) มีการยกเว้นโครงการสัมปทานซึ่งเราก็รู้อยู่ว่า โครงการสัมปทานมันขนาดใหญ่มูลค่าหลายแสนล้านบาท ก็คงจะต้องมีการถกเถียงครับว่า ทำไมจึงเขียนกฎหมายโดยให้ข้อกำหนดตามสัญญาสัมปทานสามารถยกเว้นหลักของ กฎหมายได้ ยิ่งหากเราเจอนายทุนหาเรื่องขยายสัญญาสัมปทานไปเรื่อยจะแก้ปัญหา กันอย่างไรครับ ก็ต้องไปคุยกันว่าอะไรเป็นสิ่งที่เหมาะสม
ประเด็นที่ ๓ การสืบสวนสอบสวนและป้องกันอุบัติเหตุ อันนี้หมวดที่ ๕ ก็กำหนดให้มีคณะกรรมการตามมาตรา ๘๒ แล้วก็กำหนดหน้าที่แล้วก็อำนาจตามมาตรา ๘๕ ซึ่งโดยปกติแล้วการสอบสวนอุบัติเหตุจะต้องเป็นอิสระจากเรกูเลเตอร์ (Regulator) แต่คณะกรรมการตามมาตรานี้ก็ให้อำนาจกับอธิบดีกรมการขนส่งทางรางเป็นเลขานุการ ก็อาจจะทำให้เกิดการขาดความอิสระแล้วก็มีผลประโยชน์ทับซ้อนในเชิงอำนาจ ที่สำคัญ ครับท่านประธานในบริบทแบบไทยหลายกรณีของอุบัติเหตุทางรางมักจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับ ระบบถนน จึงต้องมีการถกเถียงกันก่อนว่าเราควรมีหน่วยงานกลางเป็นหน่วยงานเดียวที่จะ รับผิดชอบในทุกรูปแบบการเดินทางหรือไม่ หรือจะปล่อยแยกหมวดกันแบบนี้
ประเด็นที่ ๔ ในเรื่องของบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานเกี่ยวข้องที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างที่ผมเรียนว่ามันมีความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานใหญ่ ๆ หลายโครงการที่เป็นเจ้าของรางอยู่ ก็ต้องมาดูว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลต่ออำนาจของหน่วยงานที่มีอยู่อย่างไร แต่มีผล แน่นอนครับ เราควรจะมีการสรุปผลว่าผลกระทบจากการมีกรมการขนส่งทางรางและการให้ อำนาจตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่เราจะไปคุยกันในรายละเอียดมีผลต่อหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง อย่างไร
ประเด็นสุดท้าย ประเด็นที่ ๕ ท้องถิ่น มาตรา ๒๒ ทำไมต้องวางหลักเกณฑ์ใน ส่วนของรถไฟฟ้ากับรถไฟแตกต่างจากกรณีของรถราง อันนี้อาจจะขัดต่อเจตนารมณ์ของ กฎหมายที่สนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดำเนินโครงการขนส่งทางรางได้ ในทุกรูปแบบ
จาก ๕ ประเด็นดังกล่าวนะครับท่านประธานผมขอสรุปนะครับ มีความสำคัญ เป็นอย่างยิ่งนะครับ และจริง ๆ ก็มีอีกหลายประเด็นย่อยไม่ว่าเรื่องของบทกำหนดโทษ อัตราค่าธรรมเนียม หรือว่าแนวทางในอนาคตในการพัฒนาตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วม ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อประชาชน นอกจากนี้ยังมีข้อเรียกร้องจากสหภาพแรงงาน รัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทยอีกหลายประเด็น อย่างไรก็ดีครับท่านประธานก็โชคดี ที่ตัวร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ทาง ครม. ไม่ได้ล็อกหลักการเอาไว้ ในหลักการเขียนเพียงให้มี กฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางราง ซึ่งโดยส่วนตัวผมแล้วก็ทางพรรคก้าวไกลเราก็สนับสนุน การขนส่งทางรางแล้วก็กรมการขนส่งทางรางก็ถูกตั้งขึ้นมาแล้ว แต่ทุกวันนี้ยังไม่มีอำนาจ เพราะยังไม่มีกฎหมายมารองรับ ก็เป็นเหตุผลอันสมควรที่จะมี พ.ร.บ. ฉบับนี้ เรื่องนี้ แต่ว่า ต้องมาคิดอย่างบูรณาการร่วมกับรูปแบบการเดินทางอื่นด้วย ไม่ใช่ว่าต่างหน่วยงานต่างใหญ่ แล้ววางแผนมาผลาญงบประมาณกันไป คือเราเห็นประสบการณ์ในอดีตว่าอยากจะสร้าง แต่โครงการขนาดใหญ่แล้วก็ซ้ำซ้อนกันมั่วไปหมด คือเสียดายเงินภาษีครับ ในส่วนของ พรรคก้าวไกลเดี๋ยวผมจะไปนั่งเป็นกรรมาธิการด้วยตัวเองนะครับ แล้วก็อยากจะเชิญ เพื่อนสมาชิกให้ช่วยกันลงมติรับหลักการ แล้วก็ไปหาทางออกร่วมกันในวาระสองเพื่อให้เรา ได้ร่างกฎหมายที่ดีที่สุดต่อประชาชน ขอบคุณครับ