สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

มานพ คีรีภูวดล หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และแสดงความกังวลเกี่ยวกับกระบวนการและวิธีการที่อาจนำไปสู่การขัดแย้งและความอันตราย มานพ คีรีภูวดล ระบุว่าการเปิดเผยชื่อผู้กระทำผิดจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง แทนที่จะให้การปิดลับซึ่งมีการคุ้มครองอยู่แล้ว และเรียกร้องการคุ้มครองสิทธิในการออกมาใช้สิทธิ และไม่ควรทําลายการเติบโตของท้องถิ่น

นายมานพ คีรีภูวดล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์และ ชนเผ่าพื้นเมือง ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอน สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ผมใช้สิทธิในฐานะสมาชิก เนื่องจากว่ามาตรา ๗ กรรมาธิการได้มีการแก้ไข ผมมีความสนใจและให้ความสําคัญ โดยเฉพาะเรื่องของกระบวนการและวิธีการถอดถอน ผมมองว่ากระบวนการถอดถอนที่อยู่ ในร่างนี้ว่าให้มีการลงชื่อและเป่ดเผยผมคิดว่าผมไม่เห็นว่ามันจะสามารถดําเนินการได้จริง ๆ ในพื้นที่เลย อันนี้คือเปึนประเด็นที่ผมมองเห็น ท่านประธานลองนึกภาพสิว่ากระบวนการ เลือกตั้งของสภาท้องถิ่น ไม่ว่าจะ อบต. จะเทศบาล กระบวนการที่ประชาชนใช้สิทธิเพื่อที่จะ คัดเลือกตัวแทนต่าง ๆ เหล่านี้เขาก็ใช้วิธีลับ สิ่งที่ผมคิดว่ามันไม่สามารถจะดําเนินการได้ และจะถอยหลังเยอะกว่าเดิมผมคิดว่ามันมีความอันตรายอยู่ ๒-๓ เรื่องมันยังไม่บรรลุผลเลย

อันที่ ๑ คือว่าคนมาใช้สิทธิ ที่บอกว่าใช้สิทธิแล้วก็ลงชื่อแล้วก็มีการเป่ดเผย ไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย สิทธิที่เขาไปใช้เขาไม่ได้รับการคุ้มครองเพราะคุณ ได้เป่ดเผย ซึ่งประเด็นต่อมาก็คือผมคิดว่ามันเปึนการเป่ดเผยตัวตนที่จะเลือกข้างที่ชัดเจน เกินไป ซึ่งโดยวัฒนธรรมของท้องถิ่น โดยวัฒนธรรมของคนในชุมชนมันจะแรงขนาดไหน เขาไม่สามารถที่จะเลือกข้าง วันใดวันหนึ่งเขาต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ไม่งานศพก็งานแต่ง

งานบุญ งานสังคมอะไรพวกนี้ครับ เขาก็อยู่ในบริเวณ ๕ ตารางกิโลเมตร ๑๐ ตารางกิโลเมตร และเขาเปึนเครือญาติกัน เขาเปึนพื้นที่กัน แต่ความคิดเห็นทางการเมือง กระบวนการ ที่เป่ดเผยผมคิดว่าอันนี้เปึนความอันตรายที่จะนําไปสู่การขัดแย้งตั้งแต่การเลือกข้างกัน

ประเด็นที่ ๒ ผมคิดว่ากระบวนการอย่างนี้ถ้าหากว่ามันมีอํานาจเข้ามาแทรกแซง ย่อมมีการคุกคามของฝ์ายตรงข้ามที่เห็นต่าง เพราะฉะนั้นก็คือจะเกิดความอันตราย เราไม่รู้ว่า มันจะมีเครื่องมือปัองกันอย่างไรถ้าเราเป่ดเผย

ประเด็นที่ ๓ ผมเข้าใจว่าความร้าวฉานที่จะเกิดขึ้น ผมคิดว่าตั้งแต่ระดับ ครอบครัว ชุมชน ไปถึงเครือข่ายในพื้นที่แน่นอน เพราะว่าเรารู้ตัวตนและจะไม่จบในแค่ การเป่ดเผยชื่อ คนที่ถูกเป่ดเผยชื่อจะถูกวิวาทะ จะเจอปะทะสังสรรค์กันทุกกิจกรรม ของสังคมที่เขาเจอกัน อันนี้ผมคิดว่าที่ท่านแก้ไขบอกว่าจะต้องเป่ดเผยมันไม่สามารถ ดําเนินการได้เลย มันจะถอยหลังเข้าคลองแย่กว่าฉบับเดิมอีก ทีนี้ในแง่ถ้าหากว่าเราป่ดลับ ผมคิดว่าอันนี้เปึนเรื่องสําคัญ ผมคิดว่าท่านสมาชิกหลายคนก็อภิปรายไว้พอสมควรแล้ว ผมคิดว่าการป่ดลับมันเปึนกระบวนการที่มันได้รับการคุ้มครองอยู่แล้ว เพราะว่าเราเข้าไปในคูหา ผมจะรักใคร ผมจะชอบใคร ผมจะเกลียดใคร ผมจะกาใคร ผมจะหาเสียงอย่างไร ใครจะเอากับผม หรือไม่เอากับผม เพื่อนในครอบครัว เพื่อนข้างบ้าน เพื่อนในวงต่าง ๆ เหล่านี้เขาจะเอากับผม หรือไม่เอากับผม

ผมคิดว่ามันเปึนสิทธิที่เขาก็มีสิทธิ ๑ สิทธิ ๑ เสียงเหมือนกันเวลาเข้าคูหา วิธีการใช้สิทธิ แบบลับ อันนี้ได้รับการคุ้มครอง ผมคิดว่าเมื่อสิทธิได้รับการคุ้มครองคนที่จะออกมาใช้สิทธิ มีความเชื่อมั่นครับ ต่างกันที่เป่ดเผยว่าสิทธิที่บอกว่าไปใช้สิทธิและเป่ดเผยตัวเอง ผมคิดว่า ความเชื่อมั่นไม่เกิดขึ้น ไม่มีทางที่จะออกมา แต่ถ้าหากว่าเปึนกระบวนการป่ดลับ ผมคิดว่า อย่างน้อยที่สุดก็คือว่าตัวเองคิดอย่างไร ใช้สิทธิแบบไหน นั่งด้วยกันอาจจะคุยกันบอกว่า เอาด้วยกัน แต่ว่าเอาเข้าจริง ๆ ลึก ๆ ข้างในของแต่ละคนอาจจะต่างกัน กระบวนการใช้สิทธิ ตรงนี้มันได้รับการคุ้มครอง ส่วนที่ ๒ ผมคิดว่าเปึนเรื่องของหลักฐานสากลที่ทุกคน มีความคิดต่างความเห็นต่าง มันจะไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งเลยเพราะว่ามีเครื่องมือ เครื่องมือที่ว่าเปึนกระบวนการที่สากล เปึนหลักการสากล ทุกประเทศทุกกระบวนการ แม้แต่การเลือกตั้งในระดับประเทศที่พวกเรามานั่งอยู่ตรงนี้ มันก็คือเครื่องมือที่จะปัองกัน เครื่องมือที่เปึนการยอมรับว่าเมื่อมีคนคิดต่างเห็นต่างมันมีเครื่องมือหนึ่ง เครื่องมือตรงนี้ที่เราใช้ กระบวนการลับตรงนี้ โดยสรุปถ้าหากว่าจะมีการเป่ดเผยใน พ.ร.บ นี้เป่ดเผยข้อมูลสําหรับคน ที่มาใช้สิทธิในการถอดถอน ผมคิดว่ากฎหมายแบบนี้จะเปึนกฎหมายที่จะมีเจตนารมณ์ในการ ทําลายการเติบโตของท้องถิ่นครับ ขอบคุณมากครับ