สมศักดิ์ ชี้แจงร่างกฎหมายเลือกตั้ง เสนอแบ่งเขต 3 ระดับ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

สมศักดิ์ คุณเงิน ขอบคุณสมาชิกสภาที่ให้ความเห็นและเสนอประเด็นสำคัญหลายประการ จากนั้นชี้แจงรายละเอียดมาตรา 7 ว่าต้องมีการกระทำผิดจงใจทอดทิ้งหน้าที่ก่อนจึงจะถอดถอนได้ และวิพากษ์วิจารณ์ร่างเดิมของ ครม. ที่ไม่แบ่งประเภทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างชัดเจน โดยเสนอให้กรรมาธิการพิจารณาจำนวนผู้เข้าสิทธิเลือกตั้งที่เหมาะสมตามขนาดและประเภทของแต่ละพื้นที่เพื่อให้มีความเป็นธรรมมากที่สุด สมศักดิ์ คุณเงิน อภิปรายเรื่องที่มาของเขตเลือกตั้งและจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเสนอให้พิจารณาแยกแยะเป็น 3 ระดับตามเกณฑ์ความชอบธรรมตามกฎหมายปี 2542 เพื่อปรับปรุงระบบการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมศักดิ์ คุณเงิน อธิบายหลักการแบ่งเขตเลือกตั้ง 3 ระดับตามจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการถอดถอนสมาชิกและผู้บริหารท้องถิ่น โดยเน้นย้ำว่าทุกประเภทต้องอ้างอิงคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งครั้งก่อนเป็นหลักประกันความชอบธรรมและความเชื่อมั่น สมศักดิ์ คุณเงิน ยืนยันการพิจารณา ร่างกฎหมายเลือกตั้งโดยชี้แจง

นายสมศักดิ์ คุณเงิน กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สมศักดิ์ คุณเงิน ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ต้องกราบขอบคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้กรุณาได้ให้ข้อคิดตลอดจนให้ข้อท้วงติง เปึนประเด็นจํานวนค่อนข้างมาก ก็ใคร่ขอถือโอกาสนี้นะครับ หลังจากผมชี้แจงแล้วขออนุญาต ให้ท่านกรรมาธิการตัวแทนเสียงข้างมาก ท่านวิกรมก็ดี ทางกฤษฎีกาก็ดี ช่วยชี้แจงในประเด็น ที่เกี่ยวข้องด้วยกัน ก่อนอื่นผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า มาตรา ๗ มันเริ่มที่เหตุ ที่จะนําไปสู่การถอดถอนได้มันต้องมีเหตุในวรรคหนึ่งว่าต้องกระทําผิดเรื่องการจงใจทอดทิ้ง ละเลยปฏิบัติหน้าที่ก่อให้เกิดความเสียหายตามที่กฎหมายบัญญัติเปึนประการที่ ๑ เสียก่อน ทีนี้ถ้าหากว่าดูเปรียบเทียบตามร่างเดิมที่มาจาก ครม. จะเห็นว่าร่างของ ครม. นั้นไม่ได้แบ่ง ประเภทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีหลากหลาย ตั้งแต่ขนาดเล็ก ตั้งแต่ อบต. เทศบาล ตําบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร ตลอดจนไปถึงกรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา ไม่ได้แบ่ง ประเภทและไม่ได้แบ่งจํานวน เพราะฉะนั้นการที่ตามร่าง ครม. ได้พูดรวม ๆ แต่เพียงว่า เมื่อเข้าเหตุที่จะถอดถอน เข้าชื่อเกินกึ่งหนึ่งของจํานวนผู้ไปใช้สิทธิ นี่ร่างของ ครม. ที่ทาง กรรมาธิการรับมา แต่เมื่อมาสู่การพิจารณาของกรรมาธิการแล้ว เปึนธรรมดาอยู่เองที่ทาง กรรมาธิการมีความเห็นที่หลากหลายมาก เพราะว่าเปึนข้อเท็จจริงที่แต่ละท่านก็รับมาจากทั้ง พื้นที่ด้วย จากประสบการณ์ของแต่ละท่านด้วย ซึ่งจํานวนท้องถิ่นเรามีจํานวนเปึนหมื่น ก็เปึน ธรรมดาอยู่เอง เพราะฉะนั้นกรรมาธิการก็มาคิดว่าเราจะเอาจุดฐานของความชอบธรรม เรื่องบุคคลผู้ที่จะเข้าสู่ตําแหน่งและจะถูกถอนออกจากตําแหน่งนี้คือตัวเลขอะไร แล้วจะเกิด ความเปึนธรรมมากที่สุด แล้วต้องพิจารณาไปถึงประเภทท้องถิ่นหลายประเภท แต่ละ ประเภทมีเขตเลือกตั้งแตกต่างกัน ขนาดใหญ่ก็จะเปึนที่ทุกคนรู้จักดี เช่น กรุงเทพมหานคร

ผู้ได้รับเลือกตั้งคะแนนเกินล้านเสียงขึ้นไปก็เปึนประเด็นที่มาพิจารณา ในขณะเดียวกัน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กอย่าง อบต. หมู่บ้านเล็ก ๆ ก็มีเขตเลือกตั้ง มีฐานของ ความชอบธรรมคือผู้มีสิทธิเลือกตั้งจํานวนไม่มาก เพราะฉะนั้นเราได้ดูเรื่องของความเปึนจริง เรื่องเขตเลือกตั้ง เรื่องผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เรื่องเขตเลือกตั้งและกฎหมายเดิม ป้ ๒๕๔๒ จึงได้มา พิจารณาแยกแยะทั้งหมดเปึน ๓ เลเวล (Level) หรือ ๓ ขั้นตอนที่ปรากฏอยู่ใน (๑) (๒) (๓) (๑) เขตเลือกตั้ง เราใช้คําว่า เขตเลือกตั้ง เพราะว่าเขตเลือกตั้งนั้นเปึนองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นของเรา

เขตเลือกตั้งก็มีแตกต่างกัน เขตเลือกตั้งของเทศบาลก็ไม่เหมือนกันกับ อบต. เขตเลือกตั้งของ อบจ. ก็แตกต่างออกไป เพราะฉะนั้นการใช้เขตเลือกตั้งจึงเปึนการกําหนดเปึนการชี้ลงไปว่า ภายในองค์กรเขต องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมันมีเขตเลือกตั้งก็น่าจะเปึนจุดสัมพันธ์ จุดที่จะสร้างความเปึนธรรมที่ดีที่สุด เขตเลือกตั้งที่เราแบ่งออกเปึน ๓ ประเภท ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ คน จาก ๕๐,๐๐๐ คน ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ คน จากเขตเลือกตั้งเกิน ๑๐๐,๐๐๐ คนขึ้นไป แต่ทั้ง ๓ ประเภทนี้จะถูกล็อกด้วยว่าจะถอดถอนทั้ง ๓ ระดับนั้น ขีดเส้นใต้ว่าจะต้องมีจํานวน ไม่น้อยกว่าคะแนนเสียงเลือกตั้งที่สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นนั้นได้รับเลือกตั้ง ในครั้งที่ผ่านมา จุดนี้ถือว่าเปึนจุดหลักประกันให้กับผู้ที่จะถูกถอดถอน ทั้งฝ์ายสมาชิกซึ่งมี เขตเลือกตั้งเล็กกว่า และท่านผู้บริหารซึ่งมีเขตเลือกตั้งทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะฉะนั้นจุดนี้จึงเปึนจุดที่เปึนหลักประกันที่น่าจะให้ความมั่นใจ ให้ความน่าเชื่อถือ หรือให้ความเชื่อมั่นกับทางท่านสมาชิกและท่านผู้บริหารที่จะถูกถอดถอนว่าได้รับ หลักประกันที่ดี ที่เพียงพอ เพราะฉะนั้นเราได้กระจายเขตเลือกตั้งแบ่งเปึน ๓ ระดับดังกล่าวนี้ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้เกิดความเปึนธรรม ที่ผมใช้คําว่าฐานคิดของความชอบธรรมของบุคคล ก่อนที่จะเข้าสู่ตําแหน่งและที่จะถูกถอดถอนออกจากตําแหน่งนั่นเอง เพราะฉะนั้นใน (๑) เขตเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ คน คือขนาดเล็ก ตรงนี้ใช้ฐานว่าเข้าชื่อเกิน ๒ ใน ๓ หรืออาจจะประมาณ ๖๖ เปอร์เซ็นต์ แต่เราก็ขีดเส้นใต้ว่า แต่จํานวนดังกล่าว ต้องไม่น้อยกว่าคะแนนเสียงที่ผู้ที่ถูก หรือสมาชิก หรือผู้บริหารที่ได้รับในการเลือกตั้งครั้งนั้นด้วย ทํานองเดียวกัน ใน (๒) เขตเลือกตั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตั้งแต่เกิน ๕๐,๐๐๐ คนขึ้นไป แต่ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ คน เราก็ใช้ผู้เข้าชื่อร่วมกันเกินกึ่งหนึ่ง ตัวเลขนี้ก็มาจากร่างที่มาจาก ร่างของ ครม. นั่นเอง แต่เราก็บอกว่าแต่จํานวนดังกล่าวต้องไม่น้อยกว่าคะแนนเสียงเลือกตั้ง ที่สมาชิกหรือผู้บริหารผู้นั้นได้รับการเลือกตั้งครั้งนั้นด้วย มาสู่ประเภทที่ ๓ คือองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกิน ๑๐๐,๐๐๐ คนขึ้นไป จะใช้จํานวนกึ่งหนึ่ง ก็เปึนจํานวนที่มาก อย่างเช่น เรื่องของ กทม. เราก็คิดว่าจํานวน ๑ ใน ๕ หรือร้อยละ ๒๐ ก็น่าจะเปึนจุดที่เหมาะสม แต่ตัวนี้ก็ต้องรองรับว่าแต่จํานวนดังกล่าวต้องไม่น้อยกว่าคะแนน ที่ได้รับมาในการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นกฎเกณฑ์ดังกล่าวนี้ก็ได้นํามาทั้งจากร่างของ ครม. นํามาจากกฎหมาย ป้ ๒๕๔๒ นํามาจากฐานคิดบนความชอบธรรมของบุคคลที่เข้าสู่ตําแหน่ง และที่จะถูกถอดถอนออกจากตําแหน่ง และที่สําคัญที่สุดก็คือคํานึงถึงเขตเลือกตั้งสัมพันธ์กับ

ผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งประกอบการพิจารณา กระผมยอมรับว่าเปึนการพิจารณาร่างกฎหมาย ที่มีความยุ่งยากและมีความที่สลับซับซ้อนพอสมควร เพราะว่าข้อเท็จจริงบนพื้นฐาน ที่แตกต่างกันจํานวนมาก เพราะฉะนั้นท่านกรรมาธิการจึงมีความเห็นที่หลากหลาย ท่านสมาชิกก็มีความเห็นที่หลากหลายเช่นเดียวกัน คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากยอมรับว่า พยายามที่จะปรับไปสู่ที่คิดว่าน่าจะเปึนจุดที่สมดุลที่สุด หรือเหมาะสมที่สุดเท่าที่พึงกระทําได้ เราจึงได้ป่ดช่องว่างอยู่ในบทตอนท้ายเรื่องการนับจํานวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การนับจํานวน ผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งอยู่ในวรรคท้ายด้วย

และโยงไปที่บทเฉพาะกาล มาตรา ๒๓ จะเห็นว่าพยายามที่จะป่ดช่องโหว่โดยใช้ประกาศ ของกระทรวงมหาดไทยที่จะออกมาเพื่อป่ดช่องโหว่ที่มีอยู่ เพราะฉะนั้นในเบื้องต้นนี้กระผม อยากให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติเราได้พิจารณาในจุดของมาตรา ๗ ร่วมกันก่อน ส่วนประเด็น เรื่องว่าเปึนความลับ เป่ดเผยจะเปึนอันตราย เกิดปัญหาหลายประการตามมา เพราะอยู่ใน ชุมชนใกล้ชิดอันนั้นก็จะอยู่ในมาตรา โดยเฉพาะอยู่ในมาตรา ๑๐ ถัดไป ทางทฤษฎีกาจะขอ ชี้แจงตอนโน้นเพื่อที่จะให้ท่านผู้มีเกียรติได้กรุณารับทราบประกอบการพิจารณาเมื่อถึง มาตรา ๑๐ ในเบื้องต้นนี้จึงขออนุญาตยืนยันในมาตรา ๗ ตามนี้ และใคร่ขอเชิญท่านวิกรม ช่วยเพิ่มเติมด้วยจากการสัมมนาที่ภาคเหนือด้วยครับ ขอบคุณครับ