โกวิทย์ พวงงาม หารือเรื่องการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเรียกร้องให้มีการสอบสวน โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการปิดประกาศผู้ลงชื่อถอดถอนและเรียกร้องให้แก้ไขหลักการในการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นโดยตรง
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท จังหวัดนครศรีธรรมราช ผมได้สงวนคําแปรญัตติไว้ส่วนหนึ่งซึ่งยังไม่ถึง ในมาตรา ๑๒ แต่ว่ามันเกี่ยวพันกัน ผมก็ขออนุญาตในฐานะที่กรรมาธิการได้มีการแก้ไข ในมาตรา ๗ ผมเรียนท่านประธานว่ากฎหมายฉบับนี้มีปัญหามาแต่ต้น จริง ๆ เรื่องของการ เข้าชื่อถอดถอน ย้อนเพื่อนสมาชิกพูดหลายคนแล้ว ในป้ ๒๕๔๒ เราให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไปลงคะแนนเสียง ต่อมาก็เปลี่ยน ผมเข้าใจว่าเดิมทีจะเปึนการให้ผู้กํากับมีการสอบสวน
ซึ่งก็มีการเข้ามาในสภาแล้วก็นํากลับไป แล้วกลับมาอีกทีหนึ่งตอนนี้ก็เปึนไปตามมาตรา ๗ ก็คือการเข้าชื่อถอดถอน การเข้าชื่อถอดถอนในมาตรา ๗ ก็แบ่งชั้นของการเข้าชื่อเพื่อให้มี การถอดถอน แต่ผมเรียนท่านประธานว่าวิธีการผมอยากจะถามกรรมาธิการเหมือนกัน ในมาตรา ๗ ซึ่งเขียนไว้ว่าใน (๑) เขตเลือกตั้งผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ คน ต้องมีผู้มีสิทธิ เข้าชื่อถอดถอนเกิน ๒ ใน ๓ คือให้ ๒ ใน ๓ นั่นคือชั้นที่ ๑ ในส่วนที่ ๒ (๒) เกิน ๕๐,๐๐๐ คน แต่ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ คน ต้องมีผู้มีสิทธิเข้าชื่อเกินกึ่งหนึ่ง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างที่เพื่อนสมาชิก ได้เรียนแล้ว แต่ใน (๓) ก็คือเกิน ๑๐๐,๐๐๐ คน ก็ต้องมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อเกิน ๑ ใน ๕ ซึ่งประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่มีข้อจํากัดว่าต้องไม่น้อยกว่าคะแนนเสียงที่เลือกตั้ง ของสมาชิกหรือผู้บริหารท้องถิ่นที่ได้รับเลือกตั้ง นั่นคือหลักการที่ทําให้เกิดการถอดถอนขึ้น แต่ว่ามันมีคําที่ผมอยากจะถามกรรมาธิการว่าในกฎหมายมาตรา ๒๕๔ มาตรา ๒๕๔ ผมอยากจะอ่านให้ท่านประธานได้ทราบผ่านไปยังกรรมาธิการ เขาเขียนว่า ประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันนี้แหละผมอยากจะถามเหมือนกันว่า แล้วทําไมในมาตรา ๗ มาใช้คําว่า จํานวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ผมว่ามันจะขัดแย้งกับมาตรา ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๔ หรือไม่ ท่านจุลพันธ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ได้ตั้งประเด็นนี้ไว้ ผมคิดว่ากรรมาธิการต้องตอบว่าทําไมต้องเปึนอย่างนี้ เพราะฉะนั้นคําว่า จํานวนผู้ไปใช้สิทธิ เลือกตั้ง ผมยกตัวอย่างเช่น ใน (๑) ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ คน ถ้าผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งมีแค่ ๓๐,๐๐๐ คน จํานวนมันก็แปรผันไป แต่ถ้าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๔ ใช้คําว่า ผู้มีสิทธิ เลือกตั้ง จํานวนก็มีความแตกต่างกัน นั่นคือประเด็นที่ต้องอยากให้ตอบคําถามนี้ด้วย แต่ที่เพื่อนสมาชิกกังวลมาก ๆ อันนี้ผมเห็นด้วย และผมก็ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการในการที่ไป เรื่องของการป่ดประกาศ มันมีอยู่ในมาตรา ๑ ป่ดประกาศ เป่ดเผยข้อมูลของผู้ไปลงชื่อ แล้วก็ผ่านทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างนี้ อันนี้มันเปึนการประกาศให้รู้กันเลยว่า ใครอยู่ข้างใครอย่างไร อันนี้เปึนอันตรายต่อระบบการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น แล้วก็มันจะเกิด ความขัดแย้งที่ใหญ่หลวงเกิดขึ้นต่อพี่น้องประชาชน นั่นเปึนประการสําคัญ
ประการต่อมา ผมอยากจะถามเหมือนกันว่าการกําหนดจํานวนในมาตรา ๗ นั้น ใช้ทั้งสมาชิกและผู้บริหารท้องถิ่นเหมือนกันผมไม่ค่อยจะเห็นด้วย แต่เดิมการไปลงคะแนน มันเปึนการลงลับ แม้ว่าจะใช้ ๒ ใน ๓ เหมือนกันอย่างที่ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ได้ชี้แจงแล้ว อันนั้นก็เปึนไปตามที่มีการแก้ไขในครั้งนี้ แต่ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่า
จํานวนสมาชิกสภาท้องถิ่นกับผู้บริหารท้องถิ่นมีความแตกต่างกัน แล้วในระบบทําไมเขาให้มี การเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นโดยตรง ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าการเลือกตั้งผู้บริหาร ท้องถิ่นโดยตรงมันเปึนหลักการที่ทําให้ผู้บริหารท้องถิ่นโดยตรงนั้นอยู่ได้ ๔ ป้ เหมือนเรา ได้รับการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนเข้ามาเขาก็จะให้อยู่ได้จนครบวาระอันนี้ก็เช่นเดียวกัน
เพราะฉะนั้นแม้ว่าหลักการมันจะทําให้เกิดการให้พี่น้องประชาชนได้มีการตรวจสอบ ผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกสภาท้องถิ่นก็ตาม ผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ต้องตอบโจทย์ แล้วมีการรัดกุมเพื่อพี่น้องประชาชนได้ทําหน้าที่มากกว่าที่จะไป ผมคิดว่าเปลี่ยนหลักการไป ๒-๓ ครั้งแล้ว แล้วแต่ละครั้งเข้ามามันมีคําถามเยอะแยะเกิดขึ้นในมาตราต่อ ๆ ไป นั่นก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในมาตรา ๗ ก็คือว่าถ้าครบตามจํานวนนี้ผู้บริหารท้องถิ่นหลุดเลยนะครับ สมาชิกสภาท้องถิ่นหลุดเลย มันไม่มีอะไรที่จะทําให้เห็นว่าพี่น้องประชาชนนั้นได้ใช้สิทธิ ของเขาโดยลับเพื่อที่จะเอาผู้บริหารท้องถิ่นคนนั้นออกไป แล้วมีหลักการที่ดีกว่า ที่กรรมาธิการได้ทํามา ผมก็อึดอัดใจว่าทําไมกฎหมายแก้ไปแก้มาแย่ไปกว่าเดิมอีก ผมก็กังวลอยู่ ก็กราบเรียนท่านกรรมาธิการได้ตอบคําถามให้ชัดเจนด้วยนะครับ ขอบคุณครับ