สาทิตย์ ค้านร่างกฎหมายถอดถอนท้องถิ่น ชี้ขัดรัฐธรรมนูญ-ปิดกั้นเสรีภาพ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย คัดค้านร่างกฎหมายเกี่ยวกับการถอดถอนสมาชิกและผู้บริหารท้องถิ่น โดยเห็นว่ามาตราต่างๆ โดยเฉพาะมาตรา 7 ขัดหลักประชาธิปไตยและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะมีเงื่อนไขที่เข้มงวดเกินไป รวมถึงการเปิดเผยชื่อผู้ลงนามที่อาจละเมิดสิทธิในการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี จึงไม่เห็นด้วยกับการผ่านกฎหมายฉบับนี้

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาต ท่านประธานได้ลุกขึ้นอภิปรายในมาตรา ๗ เนื่องจากคณะกรรมาธิการมีการแก้ไขแล้วก็ เพิ่มเติมข้อความขึ้นมาใหม่ ความจริงแล้วผมได้สงวนความเห็นและคําแปรญัตติไว้เกือบ ทุกมาตรา แต่ว่าจะขออนุญาตท่านประธานอภิปรายในมาตรานี้แล้วก็คงจะไม่อภิปราย ในมาตราอื่นอีกเพราะว่าหลักการนั้นขัดกันโดยสิ้นเชิง มาตรา ๗ จริง ๆ แล้วเปึนการเขียน เสมือนกับเปึนหัวใจของพระราชบัญญัติเรื่องของการถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น

และผู้บริหารท้องถิ่น แต่ที่ผมเห็นว่ามีการเขียนเพิ่มเติมเข้ามาเสมือนกับเปึนหัวใจของ ตัวกฎหมายถอดถอนฉบับนี้ก็คือผมคิดว่ามีปัญหา ๒ อย่าง คือ ๑. ถ้าเขียนแบบนี้จะทําให้ กระบวนการถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นแทบเปึนไปไม่ได้เลย และจะกลายเปึนเหมือนกฎหมายแก้บนที่ต้องเขียนตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น กับ ๒. การเขียน โดยใช้หลักการแบบนี้ยิ่งชี้ให้เห็นว่าเปึนการตีความเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญตามใจของ ผู้ร่างโดยที่ไม่ได้คํานึงถึงหลักการประชาธิปไตยเลย ในข้อความที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ มาตรา ๗ (๑) มาตรา ๗ (๒) มาตรา ๗ (๓) และในวรรคที่เพิ่มเติมขึ้นมาใหม่นั้นไปเขียนไว้ว่าการที่จะ ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นกับผู้บริหารท้องถิ่นใช้วิธีการแค่ลงชื่อถอดถอนให้ได้ตามจํานวน ก็ถือว่าถอดถอนได้แล้วแปลความอย่างนั้น แต่ที่ผมบอกว่าจะเปึนไปได้ยากเพราะอะไร ใน (๑) ท่านระบุว่าเขตเลือกตั้งที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ คน ต้องมีผู้มีสิทธิเข้าชื่อกันเกิน ๒ ใน ๓ ของจํานวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมดในเขตเลือกตั้งนั้น และจํานวนดังกล่าวต้องมี ไม่น้อยกว่าคะแนนเสียงเลือกตั้งที่สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้นั้นได้รับ ในการเลือกตั้งครั้งนั้นด้วย นั่นหมายความว่าผู้ที่จะไปลงชื่อถอดถอนจะต้องมากกว่า คะแนนเสียงที่เขาได้รับ แล้วก็เกินกว่าจํานวนเงื่อนไขที่ตัวกฎหมายกําหนดด้วย ผมจะบอกว่า วิธีการแบบนี้แทบเปึนไปไม่ได้เลยด้วยเงื่อนไข ๑. จํานวนที่ระบุเอาไว้ว่าจะต้องมีจํานวนมากกว่า คะแนนซึ่งเขาเคยได้รับเลือกตั้งมา แต่ที่บอกว่าจะเปึนไปไม่ได้ก็เพราะว่าผู้ที่ลงชื่อถอดถอน ต้องถูกประกาศเป่ดเผยชื่อตนเองตามมาตรา ๑๐ และไม่ใช่เป่ดเผยที่เดียว เป่ดเผย ๒ ที่เลยคือ ๑. ป่ดประกาศ ณ ที่ทําการ กับ ๒. มีการโฆษณาลงชื่อ เป่ดเผยชื่อในระบบอิเล็กทรอนิกส์ด้วย

นี่คือปัญหาที่จะทําให้เปึนไปไม่ได้ ใน (๒) (๓) ก็เช่นเดียวกันครับ ใช้หลักการเดียวกันเลย เพราะฉะนั้นแทนที่จะมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งท่านบอกว่าในกฎหมายป้ ๒๕๔๒ เปึนไปได้น้อย ความจริงมีเคส (Case) ถอดถอนอยู่ ๗-๘ กรณี แต่ยิ่งบัญญัติแบบนี้เสมือนกับป่ดทางเลยครับ ที่จะไม่ให้กฎหมายถอดถอน มีความเปึนไปได้แทนที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่เปึนการปรับปรุงที่ทําให้กระบวนการยิ่งเปึนไปไม่ได้ มากกว่าเดิม กับ ๒. ท่านประธานครับ กรรมาธิการพยายามชี้แจงผมหลายครั้งว่าการเขียน เรื่องเข้าชื่อถอดถอนเปึนไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๔ ซึ่งเขียนว่าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิเข้าชื่อกันเพื่อเสนอข้อบัญญัติหรือเพื่อถอดถอน สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือเพื่อถอดถอน แต่มาตรา ๖ เมื่อสักครู่นี้เห็นได้ชัดเลยว่าท่านตีความ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเอาเองโดยผู้ยกร่างคือกระทรวงมหาดไทย นั่นคือเดิมท่านเขียน กฎหมายว่าเข้าชื่อแล้วสอบสวน ไปเพิ่มอํานาจสอบสวนให้กับคนในกระทรวงมหาดไทย ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนเอาไว้ ท่านก็ตีความและเติมขึ้นมาเอง แต่พอโดนสมาชิกสภานี้แย้ง ท่านเอากฎหมายกลับไปท่านไปถอดเรื่องสอบสวนออก แต่ยังคงเรื่องของการเข้าชื่อถอดถอน เอาไว้ ผมไปอ่านเจตนารมณ์แล้วครับ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ ในมาตรา ๒๕๔ เขียนไว้อย่างนี้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีการบัญญัติกระบวนการถอดถอนนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา แต่บัญญัติให้การปกครองในระดับท้องถิ่น ประชาชนสามารถถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ เนื่องจากการปกครอง ในระดับท้องถิ่นเปึนการปกครองที่ใกล้ชิดกับประชาชน ประชาชนจะรู้เห็นและรับทราบ การทํางานของสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นตลอดเวลา ประชาชนจึงควรใช้สิทธิ ในการถอดถอน ในการถอดถอน ไม่ใช่เข้าชื่อถอดถอน แต่เวลาท่านตีความ ท่านตีความ เจตนารมณ์ตรงนี้ว่าในเมื่อเขียนไว้ว่าเข้าชื่อ ก็ตีความไปว่าแค่เข้าชื่อก็ถอดถอนได้ แต่ท่านไป เติมเอาเองเดิมทีว่าเข้าชื่อแล้วสอบสวนได้ด้วย แทนที่ท่านจะตีความว่าถอดถอนเปึนไป ตามเดิมก็คือกฎหมายป้ ๒๕๔๒ ต้องเข้าชื่อแล้วไปลงคะแนนถอดถอด นี่คือปัญหาของตัว กฎหมายฉบับนี้ เปึนการตีความเจตนารมณ์ที่ตีความเอาตามใจของผู้ร่าง แล้วที่ผมบอกว่า ขัดหลักประชาธิปไตยเพราะว่าคนจะเปึนสมาชิกสภาท้องถิ่นกับผู้บริหาร ชาวบ้านต้องไปลง คะแนนเสียงเลือกตั้งในคูหาโดยตรงและลับ แต่ถอดถอนใช้วิธีการลงชื่อโดยเป่ดเผย ซึ่งอันนี้ ขัดหลักประชาธิปไตยและการคุ้มครองความลับของประชาชนซึ่งจะใช้สิทธิตามกฎหมาย

และรัฐธรรมนูญครับ ผมจึงไม่เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ แล้วก็พูดในทุกมาตราแล้วก็คงจะ ไม่ลุกขึ้นอภิปรายอีกก็แล้วแต่ที่สภานี้จะลงมติไป แต่ถ้าเราลงไปแบบนี้กฎหมายนี้จะไม่มีผล เหมือนกับกฎหมายแก้บนตามรัฐธรรมนูญ ตีความเจตนารมณ์เอาเองและขัดหลักประชาธิปไตย ขอบพระคุณครับ