จุลพันธ อมรวิวัฒน ขอใช้สิทธิอภิปรายร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ตามมาตรา 7 และขอเชิญชวนกรรมาธิการร่วมพิจารณาประเด็นที่มีความสำคัญ จุลพันธ อมรวิวัฒน หารือประเด็นมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ และชี้ว่ากระบวนการแก้ไขกฎหมายถอดถอนท้องถิ่นมีข้อบกพร่องที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตยและความเป็นธรรม
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในส่วนของ ร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ .... ในมาตรา ๗ ผมต้องขออนุญาตท่านประธานในการใช้สิทธิแล้วก็อภิปรายไปยังเพื่อนสมาชิก แล้วก็ทุกท่านที่เปึนกรรมาธิการในประเด็นซึ่งค่อนข้างจะมีความสําคัญ
ประเด็นแรก ผมไม่ได้มาทักท้วงท่านในเรื่องของว่าจะรับหรือไม่รับอย่างที่ ท่านได้ห่วงใยกังวล แต่แน่นอนกระบวนการถ้าเกิดว่ามันจะเดินหน้าต่อไปถ้ามันยังเปึน ลักษณะแบบเป่ดเผยกลไกที่ท่านทํามาผมไม่เชื่อว่ามันจะบรรลุผลได้ เพื่อนสมาชิกอภิปราย มาหลายท่านแล้ว กระบวนการในการเดินหน้าเพื่อให้มีการเข้าชื่ออย่างเปึนการลับนั้น จึงจะเปึนทางออก ต้องเรียนต่อท่านประธานว่าในตัวร่างพระราชบัญญัติเองนั้นมันเปึนไปตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๔ ซึ่งมีการพูดถึงว่าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องมีสิทธิในการที่จะ เข้าเสนอข้อบัญญัติหรือเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารได้ มันจึงมีความจําเปึน จะต้องออกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมา ถึงแม้ว่าโดยส่วนตัวลึก ๆ นั้นพรรคเพื่อไทยเองด้วย เราไม่ได้มีความเห็นด้วยเพราะว่าเลือกตั้งท้องถิ่นมันก็เหมือนกับเลือกตั้ง ส.ส. ๔ ป้ มีวาระของมันมันก็ไปตามกระบวนการของมัน ถ้าเกิดว่าสุดท้ายทําดีประชาชนก็เลือก ทําไม่ดี ประชาชนก็เปลี่ยนคนก็เท่านั้นนะครับ กลไกมันมีตามระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว ซึ่งกรอบเวลา มันเปึนเวลาที่เหมาะสม แต่เมื่อมันมีเขียนในร่างรัฐธรรมนูญถึงแม้จะไม่เห็นด้วยมันดําเนินเรื่อง เข้ามามันก็มีความจําเปึนที่เราจะต้องออกกฎหมายเพื่อให้มันเปึนไปตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นในมาตรา ๗ นั้น ท่านพยายามที่จะปรับแก้ แน่นอน ท่านถูกสมาชิกในห้องนี้ให้ท่านไปแก้มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่สิ่งที่แก้มาครั้งนี้ผมต้องเรียนด้วย ความเคารพท่านพยายามที่จะปรับเปึน ๓-๔ กลุ่ม คือกลุ่มที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งน้อยก็ต่ํากว่า ๕๐,๐๐๐ คน เข้าชื่อ ๒ ใน ๓ ถอดถอนได้เลย ในกลุ่มกลาง ๕๐,๐๐๐-๑๐๐,๐๐๐ คน ขนาดกลางถ้ามาเข้าชื่อกันเกินครึ่งถอดถอนได้เลย ในเขตที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกิน ๑๐๐,๐๐๐ คน เข้าชื่อกันเกิน ๑ ใน ๕ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ก็ถอดถอนได้เลยเช่นเดียวกัน แต่มีข้อแม้ว่าจะต้อง มากกว่าคะแนนที่เขาได้รับเลือกตั้ง อันนี้ผมเข้าใจนะครับ
แต่ประเด็นสําคัญที่ผมจะนําเสนอต่อท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก ไปยังกรรมาธิการนั่นก็คือท่านไปดูมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ เปึนกระบวนการ ในการออกกฎหมาย เขากําหนดว่าเราจะต้องมีกระบวนการในการทําไม่ว่าจะเปึนเรื่องของ การทําประชาพิจารณ์ เป่ดเผยการรับฟังความคิดเห็น การวิเคราะห์ต่อประชาชนประกอบ การพิจารณาในทุกขั้นตอน ประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายทุกกรอบระยะเวลาสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เปึนกระบวนการขั้นตอนตามกฎหมายที่เราได้ทํามา แต่กระบวนการนี้มันผ่านมา ก่อนที่จะเข้าสู่สภาในวาระหนึ่ง ได้มีกระบวนการไปสอบถามประชาชน ไปทําประชาพิจารณ์
เรียบร้อย แต่ในคําถามที่ไปถามประชาชนเขาไม่ได้ถามในสิ่งที่ท่านได้แก้มา นี่คือกระบวนการ ที่มันอาจจะเกิดข้อผิดพลาดในขั้นตอนของกฎหมาย แล้วมันจะเปึนปัญหาในระยะยาวต่อไป เพราะคําถามที่ท่านไปประชาพิจารณ์ท่านบอกว่าในกระบวนการถอดถอนท้องถิ่น ถ้าเกิดว่า เขาเข้าชื่อกันแล้วกระบวนการถอดถอนจึงจะเริ่มต้นโดยมีกรรมการหรือมีอะไรขั้นตอนต่อไป แต่นี่ท่านเปลี่ยนกระบวนความนั่นก็คือถ้าเข้าชื่อกันครบตามจํานวนที่กําหนดให้ถอดถอนเลย หลุดเลยนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมมองว่ามันเปึนการแก้ไขซึ่งมีนัยสําคัญมากและ มันเกินไปกว่าหลักการและเหตุผลที่เรามีกันในขั้นรับหลักการที่เราพูดกันในสภาในวาระหนึ่ง เพราะฉะนั้นมันจึงเปึนการแก้ไขซึ่งออกจะเปึนปัญหา ท่านลองนึกสภาพว่าเพื่อนสมาชิกหรือ กรรมาธิการที่เปึน ส.ส. ลองนึกสภาพดู ถ้าท่านเปึน ส.ส. เลือกตั้งเข้ามามีคนแข่ง ๑๐ คน ๒๐ คนอย่างที่เราเปึนกัน หลายคนเข้ามาในสภาไม่ได้คะแนนเกินครึ่งบางคนก็ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์แต่ได้เปึนสมาชิก เข้ามาแล้วเข้าชื่อถอดถอนได้ ถอดถอนกันด้วยจํานวน เกินครึ่ง ถ้าคนที่เขาลงมติให้คนอื่นเขามารวมตัวกันหมดแล้วเขามาเข้าชื่อถอดถอนท่าน ท่านหลุดเลยนะครับ คิดในหลักการเดียวกันถามว่ามันยุติธรรมหรือไม่ เพราะฉะนั้นผมจึง มองว่ากระบวนการที่มันเกิดขึ้นมันเปึนการแก้ไขที่มากเกินควรเกินไป นอกจากนั้นในเรื่อง ของความลักลั่นก็คือท้องถิ่นขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก ใช้สัดส่วนที่ต่างกันก็เปึน ประเด็นซึ่งจะต้องมีข้อถกเถียงกันต่อไปอีกยาวนาน
และประเด็นสุดท้ายนั่นก็คือในส่วนเรื่องของจํานวนผู้มาใช้สิทธิในการถอดถอน นั่นเอง ท่านใช้คําว่า ต้องมีผู้มีสิทธิเข้าชื่อกันเกินกึ่งหนึ่งของจํานวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมด ในเขตเลือกตั้ง ท่านใช้คําว่า จํานวนของผู้ไปใช้สิทธิ ประเด็นนี้เปึนประเด็นที่สําคัญนะครับ เพราะผู้ที่จะมีสิทธิเข้าชื่อถอดถอนคือใครครับ คือประชาชนที่อยู่ในเขตเลือกตั้งและเปึนผู้มีสิทธิ ไม่ใช่ผู้เสียสิทธิ
ถ้าท่านใช้จํานวน อย่างเช่นบอกว่าใช้ครึ่งหนึ่ง เอาเขตเลือกตั้งที่มีขนาดกลางของท่าน ๕๐,๐๐๐-๑๐๐,๐๐๐ คน ถ้าท่านบอกว่าใช้ครึ่งหนึ่งของคนที่มีสิทธิหมายความว่ามีประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน ต้องใช้ ๕๐,๐๐๐ คน อันนี้เข้าใจได้ แต่ถ้าเกิดท่านบอกว่าใช้ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของผู้ที่มาใช้สิทธิ ครั้งก่อนอาจจะมีผู้มาใช้สิทธิเพียงแค่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เท่ากับ ๖๐,๐๐๐ คน หมายความว่า ๓๐,๐๐๐ รายชื่อหลุดแล้ว มันไม่ใช่เปึนจํานวนที่เยอะเลยนะครับ มันจะทําให้ เกิดปัญหาและเกิดความขัดแย้งในชุมชนอย่างมหาศาล ท่านอาจจะเข้าใจว่าก็เขาไม่ใช้สิทธิ เขาก็เสียสิทธิ แต่มันไม่เกี่ยวนะครับ กระบวนการใช้สิทธิและเสียสิทธิมันเปลี่ยนแปลงแปรผัน ตลอดเวลา หมายความว่าอะไร ผมใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครั้งหน้า ในการเลือกตั้งผมมีสิทธิ ผมไปลงใช้สิทธิในการเลือกตั้งท้องถิ่นได้ แต่ถ้าผมไม่ใช้สิทธิ ในการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งถัดไปหมายความว่าผมเสียสิทธิในการเลือกตั้งสิ่งใด ๆ ก็ตาม ที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเปึนท้องถิ่นอีกครั้งหนึ่งหรือจะเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งหนึ่งก็ได้ มันไม่ได้หมายความว่าผมไม่ใช้สิทธิในการเลือกตั้งท้องถิ่นแล้ว เมื่อเวลาถอดถอนผมจะมีสิทธิ หรือไม่มีสิทธิมันไม่ได้ชี้ชัดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นท่านใช้จํานวนของผู้ไปใช้สิทธิครั้งก่อนผมมองว่า เปึนตัวเลขที่จะเกิดปัญหาในการปฏิบัติจริง ก็เปึนประเด็นที่จะฝากไว้ไปยังเพื่อนกรรมาธิการ นี่เปึนหลักการที่สําคัญ กฎหมายมันมีปัญหาในเรื่องของการตรา พวกผมในฐานะสมาชิก พรรคเพื่อไทยผมก็คงต้องงดออกเสียงไว้ก่อน เพราะว่านาทีนี้มันยังเกิดความคลุมเครือ ถ้าท่านไม่สามารถสร้างให้เกิดความชัดเจนขึ้นได้ ด้วยกฎหมายฉบับนี้เราอาจจะเดินหน้า ร่วมกับท่านไม่ได้ ขอบพระคุณครับ