สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม หารือปัญหาเกี่ยวกับการถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่นที่เป็นไปได้ยากภายใต้กฎหมายปัจจุบัน ซึ่งกำหนดเสียงข้างมากสูงถึง 2 ใน 3 และสะท้อนปัญหาความไม่เสมอภาคจากการใช้เกณฑ์เดียวกันกับทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเสนอให้ปรับเกณฑ์เสียงให้สอดคล้องกับขนาดขององค์กรและผลคะแนนเดิมของผู้ถูกถอดถอน พร้อมสนับสนุนการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้นผ่านกลไกการเข้าชื่อเรียกถอดถอนโดยไม่ต้องลงคะแนนเสียง เพื่อลดขั้นตอนและค่าใช้จ่าย รวมถึงเรียกร้องให้พิจารณาแนวทางแก้ไขกฎหมายที่เป็นธรรมและสอดคล้องกับหลักกระจายอำนาจมากยิ่งขึ้น
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม สรชาติ สุวรรณพรหม กรรมาธิการเสียงข้างน้อยอีกท่านหนึ่ง ที่ได้สงวนความเห็นเอาไว้ ความเปึนจริงก็เห็นคล้อยตามกับท่านกฤษฎีกาว่าการที่ทาง กรรมาธิการเสียงข้างมากไปแบ่งชั้นต่าง ๆ เพื่อที่จะให้มีระดับต่าง ๆ ในการถอดถอน ผู้บริหารท้องถิ่น ผมเองก็เกรงเช่นเดียวกันกับท่านกฤษฎีกาซึ่งท่านจะเห็นตามร่างเดิม คือใช้ ๑ ใน ๒ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเปึนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบใดก็แล้วแต่ นั่นก็คือ ร่างเดิมที่ผ่านกฤษฎีกา ผ่าน ครม. มานั้นจะเปึน ๑ ใน ๒ ส่วนร่างที่คณะกรรมาธิการ ผ่านขึ้นมาแบ่งเปึนชั้นต่าง ๆ ซึ่งดูแล้วชั้นที่ ๑ ใช้เสียง ๒ ใน ๓ ในการไปลงคะแนน ๒ ใน ๓ ก็คือ๖๖ เปอร์เซ็นต์ขึ้น ดังนั้นผู้ถูกถอดถอนจะมาค้านไม่ให้ถูกถอดถอนใช้ประมาณ ๓๓-๓๔ คนเท่านั้นเองใน ๑๐๐ ท่าน แต่ในขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้บริหาร หรือสมาชิกต้อง ใช้เสียงถึง ๖๗ คน มันเปึนโอกาสซึ่งจะถอดถอนได้ยากมาก ไม่ได้แตกต่างอะไรกับกฎหมาย เมื่อป้ ๒๕๔๒ เลยครับ ใช้เสียง ๓ ใน ๔ อันนั้นคือ ๗๕ เปอร์เซ็นต์เลย เราจึงจะเห็นว่า กฎหมายฉบับนี้ตั้งแต่ป้ ๒๕๔๒ เปึนต้นมา ซึ่งเรามีกฎหมายตามรัฐธรรมนูญเมื่อป้ ๒๕๔๐ แต่ถามว่ากฎหมายเมื่อป้ ๒๕๔๒ นั้นทําไมต้องกําหนด ๓ ใน ๔ ป้ ๒๕๔๒ ผมเปึนกรรมาธิการ ท่านหนึ่งในกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากกฎหมายฉบับเมื่อป้ ๒๕๔๒ นั้น รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ ให้ใช้เสียง ๓ ใน ๔ กําหนดในรัฐธรรมนูญเลยครับ กรรมาธิการก็แก้ไขอะไรไม่ได้เลย เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้นล็อกเอาไว้ที่เสียง ๓ ใน ๔ ซึ่งผมได้กราบเรียนเมื่อ สัปดาห์ที่แล้วว่าตรงนี้คือมาตราที่เปึนข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ว่านอกจากเปึน รัฐธรรมนูญที่ดีในการจัดระเบียบการปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วนั้น เสียข้อเดียวก็คือข้อ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมนี่แหละครับ ไปกําหนด ๓ ใน ๔ ไว้ในรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการ ออกกฎหมายเมื่อป้ ๒๕๔๒ ก็ทําอะไรไม่ได้เมื่อรัฐธรรมนูญกําหนดไว้ที่ ๓ ใน ๔ รัฐธรรมนูญ
ป้ ๒๕๕๐ ไม่ได้กําหนดไว้ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ ยิ่งเป่ดโอกาสให้มากยิ่งขึ้น ตามที่กราบเรียน ไปแล้วว่าเป่ดโอกาสให้ไม่ต้องลงคะแนนด้วยซ้ําไป จึงเปึนที่มาของมาตรา ๗ ว่าทําไมไม่มีการ ไปลงคะแนนเพื่อการถอดถอนเข้าชื่อแล้ว ลดขั้นตอนไปอีก ๑ ขั้นตอน เมื่อลดขั้นตอนแล้ว ถ้ามองในแง่ข้อเท็จจริงก็คือว่าการไปลงคะแนนเสียงนั้นต้องตั้งหน่วยเลือกตั้ง ใช้ กกต. ค่าใช้จ่ายเท่ากับการเลือกตั้ง แต่ในเมื่อเราจะให้อํานาจประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการ กํากับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว ทําไมไม่ให้ประชาชนเข้าชื่อแล้วก็เป่ดเผยกัน ตรงไปตรงมา กฎหมายฉบับนี้จึงเปึนการเป่ดเผยตรงไปตรงมาว่าให้ประชาชนนั่นแหละครับ เปึนคนตัดสินใจในเมื่อเลือกเข้ามาแล้ว ใช้เสียงประชาชนเกินกึ่งหนึ่งจะรู้ว่าออกหรือไม่ออก ถามว่าคนที่ออกตามกฎหมายฉบับนี้มีความผิด ไม่ครับ สามารถไปลงเลือกตั้งได้ใหม่โดยไม่มี ความผิด ซึ่งแตกต่างจากการออกโดยใช้อํานาจผู้กํากับดูแล ถ้าผู้กํากับดูแลนั้นใช้อํานาจ ในการถอดถอนท่านแล้ว ตัดสิทธิท่านทางการเมือง ๕ ป้ ๑๐ ป้ ตามกฎหมายที่มีอยู่ มันจะแตกต่างกัน
ดังนั้นจึงจะเห็นว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ เปึนข้อดีในมาตรานี้ว่า ที่เป่ดโอกาสให้กรรมาธิการได้ไปคิดว่าจะใช้เสียงเท่าไรในการถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกผู้บริหารท้องถิ่น ผมเห็นด้วยกับทางกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านกฤษฎีกา เสนอมา แต่ผมเองส่วนหนึ่งก็เห็นด้วยกับทางกรรมาธิการเสียงข้างมาก ถ้าใช้ ๑ ใน ๒ ทั้งหมดนั้นมันก็จะกลายเปึนองค์กรขนาดใหญ่อย่าง กทม. อย่าง อบจ. เทศบาลนคร โอ้โห ถ้าใช้กึ่งหนึ่งก็ต้องใช้จํานวนมากมายมหาศาล ลดได้ไหม ลดหลั่นลงมาได้ไหมว่าถ้าเปึน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่นั้นไม่ต้องใช้ ๑ ใน ๒
ผมได้นําเสนอให้เห็นภาพว่าตามที่ข้อบกพร่องของกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้น ในเลเวล (Level) แรกหรือระดับที่ ๑ หรือ (๑) ที่ท่านเห็นในมือท่าน ๘๕ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เปึนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่อยู่ในตรงนั้น คิดเฉลี่ยให้เห็นแล้วว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถ้าจะใช้ตามร่างที่กรรมาธิการเสียงข้างมากผ่านมาก็คือใช้ ๒ ใน ๓ ในการถอดถอน ก็คือ ๖๗ เปอร์เซ็นต์ถึงจะถอดถอนได้ใน ๑๐๐ คน ส่วนเลเวล (Level) ที่ ๒ นั้นลดมากึ่งหนึ่งก็คือ ๕๐,๐๐๐-๑๐๐,๐๐๐ คน มีเหลือไม่กี่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว มี อบจ. ขนาดใหญ่เท่านั้นเอง เทศบาลนครนิดหน่อย ส่วนเลเวล (Level) ที่ ๓ ใช้ ๑ ใน ๕ ก็คงจะมีเฉพาะ กทม. แห่งเดียวเท่านั้นที่ใช้ตรงนี้ได้ เมื่อมองแล้วมันไม่ได้เปึนธรรมกับ กรรมาธิการเสียงข้างมากซึ่งพยายามจะกําหนดเปึนเลเวล (Level) อย่างนี้ขึ้นมา ถามว่า กฎหมายเดิมเมื่อป้ ๒๕๔๒ กําหนดเปึนเลเวล (Level) คือตรงไหนครับ กฎหมายเดิมลงชื่อ เพื่อไปลงคะแนนเราทําเลเวล (Level) ครั้งแรกในป้ ๒๕๔๒ ซึ่งผมเปึนกรรมาธิการ เพื่อให้ เปึนการเข้าชื่อได้ง่ายเท่านั้นเอง แต่การลงคะแนนใช้ ๓ ใน ๔ เหมือนเดิมตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญกําหนดเมื่อป้ ๒๕๔๐ แต่วันนี้กฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ได้กําหนดทั้งเรื่อง ไปลงคะแนนแล้วก็เรื่องกําหนดว่าสัดส่วนจะเท่าไรให้เปึนไปตามกฎหมาย กรรมาธิการ เสียงข้างน้อยผมก็เลยคิดว่าอยู่ตรงกลางระหว่างของท่านกฤษฎีกา ๑ ใน ๒ ทุกองค์กร ผมขอใช้เปึน ๑ ใน ๒ ๑ ใน ๓ แล้วก็ ๑ ใน ๕ ลดหลั่นลงมา จะเห็นว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในมาตรา ๗ ซึ่งผมเสนอเอาไว้ ๑ ใน ๒ คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีพื้นที่เปึนของตนเอง อาจจะเปึน อบต. เทศบาล เมืองพัทยา พวกนี้ถือว่ามีพื้นที่เปึนของตัวเองเกิดขึ้น มีพื้นที่ดูแล ซึ่งเปึนไปตามหลักการของกฎหมายแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจ มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ และมาตรา ๑๘ ในมาตรา ๑๖ นั้นของกฎหมายแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจ ให้อํานาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีพื้นที่เปึนของตนเองมีอํานาจเหมือนกัน ทุกอย่าง เมืองพัทยามีอะไร อบต. มีอํานาจเหมือนกับเมืองพัทยาเลย กฎหมายเมื่อป้ ๒๕๔๒ ส่วนมาตรา ๑๗ คือองค์การบริหารส่วนจังหวัด มีอํานาจหน้าที่เฉพาะที่ไม่ซ้ําซ้อนกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่นนั้น ๆ อยู่ชั้น ๒ ลอยขึ้นมา ผมก็มองว่า อบจ. ควรจะใช้ ๑ ใน ๓ ๑ ใน ๒ เฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีพื้นที่เปึนของตนเอง ๑ ใน ๓ ก็คือ อบจ. ทั่วประเทศเหมือนกันหมดไม่ให้แตกต่างกัน ไม่ให้ลักหลั่นกัน ไม่อย่างนั้น จะมี อบจ. เล็ก อบจ. ใหญ่อยู่ในเลเวล ๑ (Level 1) อยู่ในเลเวล ๒ (Level 2) และอยู่ใน
เลเวล ๓ (Level 3) ตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเข้ามา มันก็จะมีปัญหาในการที่จะไปใช้ กฎหมายฉบับนี้ในการไปลงคะแนน เพราะผมเชื่อแน่ว่าในการถอดถอนเรื่องไม่ได้จบที่ การถอดถอนเสร็จผู้กํากับลงความเห็นแล้ว จะต้องไปจบกันที่ศาลปกครองทั้งหมด เมื่อไปขึ้น ศาลปกครองแล้วก็ไม่มีใครตัดสินใจได้ว่าจะเปึนอย่างไรที่จะออกมาอย่างนั้น มันจะเปึนโมฆะก็ได้ ถ้าไปใช้ ๒ ใน ๓ ไปใช้ ๑ ใน ๒ แล้วก็ไปใช้ ๑ ใน ๕ ตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากมา ส่วนผมมีความเห็นว่า ๑ ใน ๕ นั้นเฉพาะ กทม. ที่เดียว เพราะในกฎหมายแผนและขั้นตอน การกระจายอํานาจมาตรา ๑๘ นั้น กทม. ก็เปึนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นองค์กรเดียว ที่ทั้งจังหวัดนั้นไม่มีชั้นล่างเลยก็คือให้ ๑ ใน ๕ ของ กทม. ซึ่งหลักการนี้นั้นผมเชื่อได้ว่า นอกจากจะเปึนหลักการที่อยู่ตรงกลางระหว่างของท่านกฤษฎีกากับของกรรมาธิการ เสียงข้างมากแล้วนั้น ผมอยู่ตรงกลางพร้อมที่จะโหวตและเปึนกฎหมายได้ว่าสมาชิกสภา แห่งนี้นั้นต้องการให้การตัดสินสมาชิกผู้บริหารท้องถิ่นกับผู้บริหารท้องถิ่นจะใช้เสียงเท่าไร ๑ ใน ๒ ๑ ใน ๓ หรือ ๑ ใน ๕ ตามที่ผมนําเสนอได้ไหม นอกจากนี้แล้วนั้นผมได้ปกปัอง เสียงข้างน้อยเอาไว้ด้วยว่าจะถอดถอนเขาได้ อย่างผู้ว่า กทม. ได้เสียงเปึนล้าน ๆ ท่านก็ต้อง ใช้เสียงให้มากกว่าผู้ว่า กทม. ได้ ไม่ใช่ใช้ ๑ ใน ๕ อย่างเดียว ไม่พอครับ นั่นคือสิ่งที่ผม ปกปัอง ปกปัองไปที่นายก อบจ. ด้วย เสียงจะถอดถอนนายก อบจ. นั้นจะต้องได้มากกว่า นายก อบจ. ได้รับคะแนนเสียงเข้ามา นั่นคือสิ่งที่ผมได้แปรญัตติเอาไว้เปึนส่วนตรงกลาง ระหว่างของท่านกฤษฎีกาซึ่งอาจจะมองไปแล้วกระด้างเปึนหน่อยหนึ่ง ๑ ใน ๒ ทุกองค์กร องค์กรใหญ่ก็ใช้ ๑ ใน ๒ หมด ของผมเลยอยู่ตรงกลาง ส่วนของกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้น ๒ ใน ๓ ๑ ใน ๒ ๒ ใน ๓ ไปแล้ว ๘๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเปึนการถอดถอนได้ยากมาก
ซึ่งก็จะทําเหมือนกับกฎหมายเมื่อ ๒๐ กว่าป้ที่แล้ว ไม่สามารถถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่น ได้เลย ถามว่าถอดถอนได้ไหม ได้ประมาณอยู่ ๔ ครั้ง ๔ ครั้งก็คือเฉพาะนายก อบต. กับนายกเทศบาลท้องถิ่นตําบลเท่านั้น นอกนั้นโต ๆ มาไม่มีการถอดถอนได้เพราะมันใช้เสียง ๓ ใน ๔ นั้นเปึนไปไม่ได้อยู่แล้วในการที่จะไปถอดถอน กฎหมายฉบับนี้เป่ดโอกาสให้ คณะกรรมาธิการและท่านอยู่ตรงนี้เปึนผู้พิจารณาว่าท่านจะเลือก ๑ ใน ๒ ตามที่ ร่างกฤษฎีกาซึ่งสงวนตามร่างเดิมของผมซึ่งอยู่ตรงกลาง หรือจะไปเอาตามกรรมาธิการ ซึ่งเทไปที่ ๒ ใน ๓ ถึง ๘๕ เปอร์เซ็นต์ว่าองค์กรขนาดใหญ่อยู่ตรงนั้น นั่นคือสิ่งที่ผม ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่ามาตรา ๗ จะต้องเปึนการตัดสินใจของท่านผู้ทรงเกียรติ ทุกท่านว่าจะเอาอย่างไร ขอบคุณท่านประธานครับ