ว่าที่พันตรี สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม แถลงว่า มาตรา ๔/๑ ที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ เป็นมาตราที่ใช้ไม่ได้ เพราะจะกระทบต่อการทำงานของสมาชิกที่ได้รับการเลือกตั้ง และไม่ควรใช้อำนาจในการถอดถอนสมาชิกในช่วง ๖ เดือนสุดท้ายก่อนหมดวาระ ว่าที่พันตรี สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม หารือเกี่ยวกับการปรับปรุงกฎหมายจัดตั้งเพื่อลดอำนาจของผู้บริหารท้องถิ่นและเพิ่มอำนาจของประชาชนให้มีส่วนร่วมทางการเมือง โดยมุ่งลดอำนาจของผู้บริหารท้องถิ่นและเพิ่มอำนาจของประชาชนให้มีส่วนร่วมทางการเมือง
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สรชาติ สุวรรณพรหม กรรมาธิการ สงวนความเห็นครับ ความเปึนจริงมาตรา ๔/๑ เปึนส่วนที่คณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นมาใหม่ เพื่อเปึนการแก้ไขปัญหา ของระบบว่ากฎหมายนี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อผ่าน ๑๘๐ วันไปก่อน เพื่อไม่ให้โอกาสผู้บริหาร ที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามานั้นจําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องมีเวลาทํางานก่อนที่จะให้ประชาชน ไปเข้าชื่อในการที่จะถอดถอน รวมทั้งการเข้าชื่อเพื่อการที่จะทําหน้าที่ในการสอบสวนก็ใช้ เวลาก่อนหมดวาระอีก ๖ เดือน ๑๘๐ วันก็ไม่ควรจะใช้อํานาจเหล่านี้ เนื่องจากในช่วงที่จะ หมดวาระกฎหมายฉบับนี้ก็ไม่ควรจะใช้นะครับ กฎหมายฉบับนี้ก็เหมือนกับว่าเปึนการ กั้นหน้าแล้วก็กั้นหลังเอาไว้ เพื่อไม่ให้พี่น้องประชาชนนั้นไปใช้อํานาจในการเข้าชื่อเพื่อการ ถอดถอนตามระยะเวลาอันสมควร ดังนั้นระยะเริ่มต้นนั้นต้องให้ผู้บริหารหรือสมาชิก ที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาได้มีโอกาสทํางานเสียก่อน ก่อนที่จะใช้กฎหมายฉบับนี้ เพื่อเป่ด โอกาสให้คนที่มีโอกาสมาจากการเลือกตั้งนั้นได้เข้าไปทําหน้าที่ในการทํางาน จึงเปึนหลักการ ซึ่งกรรมาธิการนั้นเพิ่มขึ้นมา แล้วในส่วนที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยไม่เห็นด้วยกับการ ไปตัด (๒) เนื่องจากว่ามาตรา ๖ (๒) นั้นจะเปึนมาตราหลักสําคัญส่วนหนึ่ง ซึ่งเห็นว่าถ้าไม่มี กั้นอาไว้ในช่วง ๖ เดือนสุดท้ายก่อนหมดวาระก็จะทําให้การเข้าชื่อเพื่อการถอดถอนนั้น ไปเสนอชื่อเพื่อการถอดถอน ซึ่งความเปึนจริงตรงนี้แล้วเมื่อมีการเข้าชื่อเพื่อให้ผู้กํากับดูแล ใช้อํานาจในการถอดถอนไม่ควรจะเกิดขึ้นหลังจากซึ่งมีเวลาในการทํางานเหลือแค่ ๖ เดือน เท่านั้นเอง แต่หลักสําคัญอยู่ตรงที่ว่ามาตรา ๖ (๑) และมาตรา ๖ (๒) มาตรา ๖ (๑) คือการ เข้าชื่อครบเพื่อถอดถอนตามจํานวนที่กําหนดในมาตรา ๗ ส่วนมาตรา ๖ (๒) นั้นคือหลักการ ในการถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่นเพื่อเข้าชื่อ ๕,๐๐๐ คน หรือเข้าชื่อ ๑ ใน ๑๐ แล้วก็ให้ผู้กํากับ ดูแลนั้นไปทําหน้าที่ในการสอบสวนตามข้อเท็จจริง ตามข้อผิดที่มันเกิดขึ้น ดังนั้นมาตรา ๖ (๑) กับมาตรา ๖ (๒) นั้นมีข้อสําคัญอยู่ มีความแตกต่างกันว่ามาตรา ๖ (๑) ข้อกล่าวหานั้น อาจจะไม่มากนักกระทําความผิด สามารถเข้าชื่อกันให้ครบตามจํานวนตามมาตรา ๗ ส่วนมาตรา ๖ (๒) นั้นข้อกล่าวหาที่จะต้องมาทําหน้าที่ในการที่จะเสนอชื่อนั้นจะต้องแนบ ข้อกล่าวหา เหมือนกับการแก้ไขปัญหาผู้กํากับดูแลซึ่งเคยมีอํานาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้ง วันนี้เรามีพระราชบัญญัติจัดตั้งซึ่งได้ให้อํานาจของผู้กํากับทําหน้าที่ในการสืบสวนแล้วก็ สอบสวนหาข้อเท็จจริงที่กระทําความผิดได้ แต่เราไม่สามารถที่จะไปแก้ไขผู้กํากับดูแล
ไม่ว่าจะเปึนท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและท่านนายอําเภอตามพระราชบัญญัติจัดตั้ง ยังมีอํานาจ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งในการใช้อยู่ แต่มาตรา ๖ (๒) ในข้อ ๒ ในมาตรา ๔ ซึ่งเพิ่มขึ้นมา ที่กั้นเอาไว้ไม่ให้ใช้อํานาจหลังจากหมดวาระ ๖ เดือน เพื่อต้องการลดอํานาจของผู้กํากับ ดูแลลงว่าผู้กํากับดูแลมีอํานาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้ง ๑ คนสามารถเข้าชื่อและให้ผู้กํากับ ลงโทษตั้งกรรมการสอบสวนได้ แล้วกรรมการสอบสวนนั้นซึ่งผู้กํากับจะตั้งขึ้นมา ไม่มี กฎเกณฑ์อะไรที่จะมาห้ามผู้กํากับได้ เนื่องจากในกฎหมายจัดตั้งเดิมนั้นไม่ได้ตั้งกติกา หรือกฎอะไรไว้เลย แต่ในขณะที่มาตรา ๖ (๒) นั้นเราร่างขึ้นมาใหม่ในมาตรา ๔/๑ นะครับ เพื่อที่จะกําหนดกฎเกณฑ์ว่าการที่ผู้กํากับจะใช้อํานาจในการสอบสวนได้นั้นจะต้องตั้ง กรรมการสอบสวนอะไรบ้างในมาตรา ๑๕ แล้วก็การที่จะใช้อํานาจนั้นมีมาตรา ๑๘ ซึ่งเรา เพิ่มขึ้นมา มีมาตรา ๑๘/๑ มาตรา ๑๘/๒ นั้น ต้องขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงเพื่อให้เห็นว่า หลังจากการใช้อํานาจผู้กํากับดูแลกับกฎหมายฉบับนี้ถ้าซ้ําซ้อนกันหรือเหมือนกัน ให้ใช้ กฎหมายฉบับนี้เปึนหลักในการลงโทษ
ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้ก็จะมีความมั่นคง มีหลักประกันให้กับผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกผู้บริหาร ท้องถิ่นที่จะได้รับหลักประกันว่ามีการตั้งกรรมการตามมาตรา ๑๕ แล้วก็ตามมาตรา ๑๘ คือการลงโทษหรือการกระทําสืบสวนนั้นให้ใช้ตามกฎหมายฉบับนี้ ถ้ามีการตั้งกรรมการ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งมาก่อนแล้ว มีการสอบสวนในเวลาเดียวกันก็ต้องให้สอบสวน ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งเปึนการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของพระราชบัญญัติจัดตั้ง ตามที่ผมขออนุญาตกราบเรียนให้ทราบว่านั่นคือวัตถุประสงค์หลักของมาตรา ๔/๑ ซึ่งเพิ่มขึ้นมาเพื่อให้มีการกั้นหน้าแล้วก็กั้นหลังให้กับผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกท้องถิ่น ซึ่งจะทําหน้าที่ในการเลือกตั้งเข้ามา เปึนการปกปัองประโยชน์ให้อํานาจกับประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วมในทางการเมือง นอกจากให้ผู้กํากับดูแลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งแล้วนั้น กฎหมายฉบับนี้ก็จะเปึนกฎหมายที่ให้อํานาจของประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ขอบคุณท่านประธานครับ