สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

ว่าที่พันตรี สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม แถลงว่า มาตรา ๖ คือหัวใจสำคัญของพระราชบัญญัติ ซึ่งความเป็นจริงแล้วนั้นที่ผ่านมาจากทาง ครม. ประธานกฤษฎีกานั้นเป็นหลักการที่ถูกต้องแล้ว คือให้มี ๒ หลักการอยู่ด้วยกัน โดยมีการพูดคุยและทบทวนอย่างรอบคอบ เพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา โดยหารือเรื่องการลดอำนาจของรัฐและเพิ่มอำนาจของประชาชน โดยเรียกร้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการควบคุมและกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่สภาแห่งนี้ไม่ยอมรับและตัดออกมาเพียงเฉพาะอำนาจที่กำหนดไว้ในปี 2542 เท่านั้น

ว่าที่พันตรี สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม กรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม กรรมาธิการครับ มาตรา ๖ คือหัวใจสําคัญของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งความเปึนจริงแล้วนั้นที่ผ่านมาจากทาง ครม. ประธานกฤษฎีกานั้นเปึนหลักการที่ถูกต้องแล้วครับ คือให้มี ๒ หลักการอยู่ด้วยกันว่า มาตรา ๖ (๑) คือการเข้าชื่อเพื่อการถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖ (๒) ที่ทาง ครม. หรือทางกฤษฎีกาเสนอขึ้นมาผมเชื่อว่ามีการพูดคุยแล้วก็ทบทวนกันอย่างรอบคอบแล้ว นําเสนอมาเพื่อการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้นตั้งแต่ป้ ๒๕๔๒ เปึนต้นมา ที่เรามีกฎหมาย ฉบับแรกไม่สามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้ ประกอบกับมาตรา ๖ (๒) นั้นปัญหาเริ่มต้น มาจากการซึ่งเรามีพระราชบัญญัติจัดตั้งซึ่งเกิดก่อนรัฐธรรมนูญ ปัญหาเหล่านั้นก็คือ ให้อํานาจกับผู้กํากับดูแลมีอํานาจมากในการกํากับดูแล โอกาสที่ภาคประชาชนจะเข้าไป มีส่วนร่วมในการกํากับดูแลไม่มีเลย กฎหมายฉบับนี้ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าเปึนกฎหมาย ฉบับแรกที่รัฐบาลเสนอด้วยความก้าวหน้าเข้ามาว่าให้ประชาชนนั้นเข้ามามีส่วนร่วม ในทางการเมืองในการกํากับดูแล กฎหมายฉบับนี้เปึนกฎหมายควบคู่กันกับกฎหมายเข้าชื่อ เพื่อการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น ซึ่งเราผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ อันนั้นคือให้ประชาชนเข้ามามีอํานาจในการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น เราได้แก้ไขให้ประชาชน มีอํานาจในการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นได้ทุกเรื่อง รวมทั้งเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจําป้ด้วย เพียงแต่ว่าให้นายกรัฐมนตรีมีความเห็นชอบก่อน ซึ่งระยะเวลาห่างกันเปึนเวลานาน กฎหมายเข้ามาในสภาแห่งนี้คู่กัน ๒ ฉบับครับ กฎหมายฉบับแรกนั้นเนื่องจากว่าทุกคน เห็นพ้องต้องกันผ่านไปสภาอย่างรวดเร็วก็คือประกาศใช้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ แต่กฎหมาย ฉบับนี้มีความเห็นแตกต่างกันนิดหน่อย ซึ่งผมเองต้องขออนุญาตกราบเรียนให้ที่ประชุม ได้รับทราบนิดหนึ่งว่าเดิมเริ่มต้นนั้นกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นด้วยที่จะให้มีมาตรา ๖ นี้ไว้ แต่เมื่อได้รับการร้องเรียนจากสมาคม จากผู้บริหาร ซึ่งแน่นอนมันต้องมีผู้ได้ประโยชน์ และผู้เสียประโยชน์ เมื่อเราต้องการกระจายอํานาจให้ประชาชนมีอํานาจในการมากํากับดูแล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ย่อมมีผู้เสียประโยชน์ ผู้เสียประโยชน์อาจจะเปึนผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งยังไม่ยอมรับอํานาจประชาชนในการกํากับในขณะนี้ แต่ผมเชื่อได้ว่าอนาคตข้างหน้าวันนี้ ไม่มีมาตรา ๖ (๑) กับมาตรา ๖ (๒) วันหน้าอย่างไรก็ต้องมีเกิดขึ้น เพราะเราจะไปกั้น อํานาจประชาชนไม่ให้มามีส่วนร่วมทางการเมืองในกฎหมายท้องถิ่นไม่ได้ ซึ่งกฎหมาย

ในรัฐบาลกลางเองเราก็ยังให้ประชาชนในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ กํากับดูแลได้ มีการตรวจสอบได้ ร้องเรียนได้ แต่กฎหมายท้องถิ่นเองผมเชื่อแน่ว่าถ้าผู้บริหารท้องถิ่นและ สมาชิกท้องถิ่นยอมรับการตรวจสอบโดยภาคประชาชนบ้าง กฎหมายนี้คือการลดอํานาจรัฐ เพิ่มอํานาจประชาชน ที่ผ่านมาการกระจายอํานาจนั้นเปึนการกระจายอํานาจจากรัฐบาลกลาง ให้ท้องถิ่นเท่านั้น แต่กฎหมายฉบับนี้ที่รัฐบาลนําเสนอมาเปึนกฎหมายที่ลดอํานาจรัฐ เพิ่มอํานาจประชาชน คือให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งผมเชื่อแน่ว่า ตลอดระยะเวลาที่เรามีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกิดขึ้นเต็มรูปแบบ ประชาชนยังไม่มีอํานาจ ในการเข้าไปกํากับดูแลท้องถิ่นเลย ดังนั้นก็คือการเลือกตั้งเสร็จ ผู้บริหาร สมาชิกก็จะมีอํานาจ อยู่ในองค์กรของตนเองโดยตลอด กฎหมายฉบับนี้จึงเปึนฉบับแรกที่เสนอมาตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็ประกอบกับรัฐบาลมีความเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะให้ประชาชนเข้ามามีอํานาจในการ ควบคุมและกํากับดูแล แต่เมื่อสภาแห่งนี้ไม่อยากจะรับอํานาจประชาชนเข้ามาโดยการขอตัด (๒) ไปก่อน เอาเฉพาะ (๑) เอาไว้ ซึ่งก็เปึนการแก้ไขกฎหมายเดิมเมื่อป้ ๒๕๔๒ เท่านั้น นั่นคือสิ่งที่ผมขออนุญาตกราบเรียนต่อที่ประชุมว่าสักวันหนึ่งเราคงจะพร้อมที่จะให้ ประชาชนเข้ามากํากับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนก็จะมีส่วนร่วม มากยิ่งขึ้น โดยการเข้ามามีส่วนร่วมตามกฎหมายที่เรากําลังตัดออกนี้ไว้ก่อน เมื่อเราไม่พร้อม เราก็ต้องเอาอํานาจประชาชนไปไว้อีกส่วนหนึ่ง ให้ประชาชนนั้นดูองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เฉพาะเท่าที่เลือกตั้งผ่านเข้ามา การกํากับดูแลโดยภาคประชาชนนั้นซึ่งผมก็เชื่อแน่ว่าสักวันหนึ่ง เมื่อประชาชนเรียกร้องก็จะต้องมาแก้ไขกฎหมายฉบับนี้โดยให้มีมาตรา ๖ (๒) เพิ่มขึ้นมา แต่วันนี้ไม่พร้อมก็คงคิดว่าเราจะแก้ไขเฉพาะกฎหมายเดิมที่เรามีอยู่เมื่อป้ ๒๕๔๒ นั่นเปึนสิ่งที่ ผมขออนุญาตกราบเรียนแล้วก็ไม่ติดใจ แต่ขออนุญาตชี้แจงให้เห็นว่าวันนี้สภาเราไม่พร้อม ที่จะรับ (๒) ก็เอาเฉพาะ (๑) เท่านั้น ขอบคุณท่านประธานครับ