เกียรติ สิทธีอมร ตั้งข้อสังเกตต่อร่าง พ.ร.บ. หลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องดุลยพินิจของอธิบดี ความจำเป็นในการถ่วงดุลอำนาจ และความทันสมัยของกฎหมายในยุคดิจิทัล พร้อมกังวลต่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีข้ามประเทศที่อาจกระทบสิทธิส่วนบุคคล เนื่องจากร่างกฎหมายยังไม่ระบุหลักการขอความยินยอมและเสี่ยงต่อการส่งข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงเรียกร้องให้มีการปรับปรุงในชั้นกรรมาธิการเพื่อให้มั่นใจว่ากฎหมายมีความสมดุล โปร่งใส และไม่ละเมิด PDPA
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก็ขอขอบคุณที่ยื่นร่าง พ.ร.บ. เข้ามา ในหลักการคงต้องผ่านให้ แต่เผอิญวันนั้นที่เข้าสภา วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๓ สภาร่วม ผมตั้งข้อสังเกตไว้ ๕ ข้อ อ่านดูทุกมาตราเลย ท่านไม่ได้ เอาข้อสังเกตผมไปเขียนเท่าไร แต่ไม่เปึนไร ไปว่ากันในชั้นกรรมาธิการพอได้ แล้วที่จริงแล้ว จะเปึนประโยชน์มากเลย ที่ท่านรัฐมนตรีกล่าวสรุปว่ามีอะไรบ้างใน พ.ร.บ. นี้ส่งมาด้วยสิครับ จะได้ใช้เวลาน้อยลงในการไล่ดูกฎหมายที่ท่านส่งเข้ามาในสภาก็จะเปึนประโยชน์ ผมให้ ความสําคัญกับหลักการและเหตุผลที่เขียนไว้ก็คิดว่ามันเขียนกว้าง เพราะฉะนั้นเราปรับปรุงได้ พอสมควรในชั้นกรรมาธิการก็เลยไม่ติดใจ จะผ่านให้ในวาระหนึ่ง เมื่อสักครู่ที่ท่านเกริ่นนํา ท่านพูดถึงว่าคําร้องขอต้องมีรายละเอียดที่เพียงพอและเหตุอันควร ตรงนี้ผมคิดว่าต้องไป ว่ากันในชั้นกรรมาธิการลึกหน่อย เพราะคําว่า เพียงพอเหตุอันควร ดุลยพินิจใคร หรืออิง กฎหมายของประเทศใด ท่านก็ทราบดีนะครับ ประเทศผู้ร้องขอข้อมูลมีเกือบทุกกรณี กฎหมายเขาก็ไม่เหมือนของเรา บางเรื่องผิดในประเทศเขาแต่ไม่ผิดในประเทศเรา บางเรื่องผิด ในประเทศเราไม่ผิดในประเทศเขาตรงนี้คือความยากลําบาก เพราะฉะนั้นเราจะทําอย่างไร ที่ให้กฎหมายสามารถใช้ได้อย่างเปึนธรรมผมพูดในกรอบกว้างก่อน เดี๋ยวผมจะลงรายละเอียด ที่เขียนมาทั้งหมดกลายเปึนว่าอธิบดีค่อนข้างจะมีดุลยพินิจพอสมควรทีเดียวแล้วต้องใช้ ดุลยพินิจมาก จะมีเปึนรูปกรรมการดีไหมครับ เพราะว่าใช้ดุลยพินิจคนเดียวน่ากังวลอยู่ และเปึนผลกระทบอย่างกว้างขวางได้ในกรณีที่มันเปึนเรื่องของนิติบุคคลแล้วก็เปึนเรื่องของ ความลับทางการค้า อธิบดีคนเดียวผมคิดว่าน่ากังวลไปนิดหนึ่ง เราสามารถจัดโครงสร้าง ที่ถ่วงดุลกันสักนิดหนึ่งน่าจะเปึนประโยชน์มากกว่า อีกประการหนึ่งที่สําคัญก็คือโลกไปไกลแล้ว ดิจิทัล สเปซ (Digital space) บล็อกเชน (Block chain) เต็มไปหมดเลย ที่เขียนมาผมคิดว่า อาจจะไม่สามารถเข้าไปถึงหรือครอบคลุมได้ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ เลย ตอนนี้ขายของผ่าน แพลตฟอร์ม (Platform) ทั้งหมด ถ้าจะเช็ก (Check) เรื่องภาษีทําอย่างไร เหนื่อยเลยนะครับ ถ้าเขาไม่ขึ้นทะเบียนตามที่กระทรวงการคลังอยากให้เขาขึ้นทะเบียน เยอะมากเลย แล้วนอกจากนั้นมีกรณีที่มีการขายสินค้าที่ผิดกฎหมายอยู่แล้วด้วย ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนเลย ผ่านแพลตฟอร์ม (Platform) ใดก็ได้ที่ดัง ๆ ที่สุดวันนี้ ท่านทราบไหมว่าไม่เคยมีเลเบล (Label) ภาษาไทยเลย ผิดเหมือนกัน แต่ก็ยังปล่อยให้ขายกันอยู่ ตรงนี้การกํากับดูแลของเรามีประเด็น
ที่จะเปึนปัญหาที่ท้าทายพอสมควร ก็ต้องไปคุยกันว่าถ้าเราออกกฎหมายแล้วเราบังคับใช้ ไม่ได้ก็เปึนปัญหา ก็จะทําให้กฎหมายมันไม่มีความหมาย อันนี้ต้องให้แม่นยําแล้วก็เขียนให้ ครอบคลุมเพียงพอ ก็คิดว่าคงต้องไปปรับปรุงกันในชั้นกรรมาธิการ ผมตั้งข้อสังเกตไว้ ๕ ข้อ
ข้อแรก ก็คือว่าจะกระทบสิทธิพื้นฐานของบุคคลไหม คืออยู่ดี ๆ อธิบดี ใช้ดุลยพินิจแล้วไปกระทบสิทธิพื้นฐาน ตรงนี้ไม่ได้เขียนชัดเจนว่าพีดีพีเอ (PDPA) ในเรื่อง ของข้อมูลส่วนบุคคลนําไปเป่ดเผย ไปเผยแพร่แล้วถ้าเกิดพลาดไปใครรับผิดชอบ อธิบดี รับผิดชอบไหวไหม ส่งผลกระทบต่อกระทรวงด้วย ต่อรัฐมนตรีด้วยไหม ตรงนี้ผมถึงเสนอว่า เปึนรูปกรรมการอาจจะรอบคอบกว่า ในมาตรา ๔ ผมยกตัวอย่างเลยนะครับ พูดถึงคําสั่ง มันต้องส่งอย่างไร ส่งไปรษณีย์ ถ้าปฏิบัติตามที่กําหนดไว้ให้ถือเลยว่าได้รับแล้ว ท่านประธาน ทราบไหมครับ มีหลายกรณีที่ผมเห็นและตรวจสอบการทํางานของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ต้องให้ผม เอ่ยกรณีเปึนพิเศษแล้วกัน เคยตรวจสอบ ตั้งใจส่งไปที่อยู่ผิดเพื่อให้ไม่ได้รับข้อมูลหรือ เอกสารนั้น ตั้งใจนะครับ แล้วเพื่ออะไร เพื่อจะออกเปึนหมายจับแทน มีกระบวนการ กลั่นแกล้งได้ ตรงนี้ครับ ถ่วงดุลของกฎหมายเราจะทําอย่างไรกันดี อันนี้ต้องไปลงกันใน รายละเอียดเพื่อที่จะปรับปรุงให้มันบังคับใช้ได้ดี
เรื่องที่ ๒ ที่ผมพูดไว้ก็คือการใช้ดุลยพินิจ แล้วก็ข้อดีที่ใส่ไว้คือมาตรา ๑๐ แต่มาตรา ๑๐ คือท่านต้องเข้าใจการให้ข้อมูลครั้งนี้มันอาจจะเปึนคุณหรือเปึนโทษก็ได้ เพราะถ้าเปึนสนธิสัญญาภาษีซ้อนให้ข้อมูลเปึนคุณเพราะยกเว้นภาษี หรือจ่ายไปแล้วไม่ต้อง จ่ายซ้ําในประเทศที่มีสนธิสัญญา แต่บางกรณีถ้าเข้าข่ายการหลีกเลี่ยงภาษีหรือการตีความ ภาษีผิดก็จะเปึนโทษกับเจ้าของข้อมูลได้ ก็เลยต้องตั้งคําถามว่าขอบเขตการขอข้อมูล เหตุผลที่ดี เมื่อสักครู่ที่พูดถึงเบสไลน์ (Baseline) มันอยู่ที่ไหน คําร้องขอจากศาลของประเทศไหม หรือแค่เจ้าหน้าที่ของประเทศร้องขอก็เอาแล้วถือว่าใช้ได้แล้ว ตรงนี้มันมีความอ่อนไหวอยู่ ผมคิดว่าต้องคุยกันให้ชัด แล้วกรณีที่กฎหมายไม่เหมือนกันจะทําอย่างไรกันดี ตรงนี้เปึนเรื่อง ที่ท้าทายพอสมควรนะครับ
ต่อไปที่ผมตั้งข้อสังเกตไว้ในเบื้องต้น ก็คงเปึนเรื่องของมีสิทธิในการเก็บภาษี บุคคลนั้นหรือเปล่า คือก่อนที่ประเทศที่ร้องขอเขาร้องขอมา เขาอธิบายไหม ยืนยันไหมว่าเขามี สิทธิในการเก็บภาษีบุคคลนั้น ๆ หรือนิติบุคคลนั้น ๆ อันนี้คือขั้นตอน ซึ่งต้องระบุในกฎหมาย เพราะไม่อย่างนั้นอธิบดีจะทําหน้าที่ไม่ถูก แล้วถ้าเปึนคนใจดีก็ให้หมด ใครขอมาให้หมด แต่ถ้าเขาไม่มีสิทธิในการที่จะเก็บภาษีบุคคลคนนั้นหรือนิติบุคคลคนนั้นตั้งแต่ต้นแล้ว ตรงไหนคือเกราะคุ้มกันของบุคคลหรือนิติบุคคลของประเทศเรา ในทุกมาตราที่ผมดูไม่มีการ พิสูจน์สิทธิของการจัดเก็บภาษี
ข้อต่อไปที่ผมตั้งข้อสังเกตไว้ก็เปึนเรื่องถึงการสํารวจความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ (Website) ในการสัมมนา มีการแสดงความกังวลชัดเจนมากว่าความพร้อมในการปฏิบัติตาม เซกชัน ๑ (Section 1) ที่พูดถึงการแลกเปลี่ยนโดยอัตโนมัติ เขาบอกกระทรวงไม่พร้อมครับ ท่านไปดูข้อมูลที่ท่านส่งมา มันมีข้อสังเกตที่เขาบอกไม่ค่อยพร้อม จะทําไหวไหมแลกเปลี่ยน อัตโนมัติ ในพระราชบัญญัติฉบับนี้กําหนดเพียงว่าใครมีหน้าที่รายงานข้อมูลต่ออธิบดีอย่างไร เท่านั้นเอง ตรงนี้ก็ต้องซักซ้อมความเข้าใจกันให้ชัด ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ประเทศต้นทาง ที่ร้องขอจะมีสิทธิในการเก็บภาษีบุคคลในประเทศไทย ก็ต่อเมื่อเขาพํานักในประเทศไทยเกิน ๑๘๐ วัน ถูกไหมครับ ใครพิสูจน์ แล้วถ้าเขาวิ่งเข้าวิ่งออก ๆ ใครพิสูจน์ เบอร์เดน ออฟ พรูฟ (Burden of proof) ในทางกฎหมายก็คือภาระในการต้องพิสูจน์อยู่กับใคร ไม่ใช่เขาร้องขอ มาแล้วกล่าวหาเปึนเบื้องต้นไว้ก่อนไม่มีข้อเท็จจริงสนับสนุนเลย อันตรายนะครับ ถ้าท่านเขียน กฎหมายไว้เพียงแค่นี้ ไม่มีกระบวนการขั้นตอนในการที่จะต้องพิสูจน์ว่าเขามีสิทธิเก็บภาษี
คนเหล่านั้นจริงหรือไม่ หรือคนเหล่านั้นเข้าข่ายที่จะต้องเสียภาษีในประเทศเขาจริงหรือไม่ ตรงนี้ผมคิดว่าถ้าจะให้รอบคอบต้องระบุไว้ในกระบวนการขั้นตอนที่เขียนในกฎหมายด้วย อันนี้ก็ยังเห็นว่าไม่ชัด ที่เขียนไว้ทั้งหมดยังไม่ชัด
ประการสุดท้าย ซึ่งผมว่าเปึนหลักที่สําคัญมากเลยครับ ซึ่งผมตั้งคําถามไว้ ตั้งข้อสังเกตไว้ตอนที่เข้าสภาร่วม ก็คือว่าเรื่องนี้มันเปึนเรื่องส่วนบุคคล เปึนข้อมูลส่วนบุคคล ส่วนหนึ่ง ในกฎหมายที่เขียนมาไม่ได้เขียนเลยว่าต้องได้รับความยินยอมของเจ้าของข้อมูล ตรงนี้ผมคิดว่าถ้าเราจะดําเนินงาน ดําเนินการทางหน่วยงานของรัฐอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ แล้วประเทศต้นทางต้องการขอข้อมูล นายเกียรติ สิทธีอมร ผมก็คงจะงงมาก อยู่ดี ๆ ท่านเอาข้อมูลผมที่มีเสียภาษีทุกป้ส่งไปให้เขาโดยไม่ถามผมเลยแม้แต่คําเดียว หรือไม่ถาม ท่านประธานเลยแม้แต่คําเดียว อย่างนี้ในกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เขียนเลยนะครับ ไม่ได้เขียนไว้ หรือถ้าผมอ่านแล้วพลาดตรงไหนชี้แนะด้วย แต่ผมอ่านไม่เจอ แล้วอันนี้เปึนข้อสังเกตที่ผมตั้งไว้ ตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน ป้ ๒๕๖๓
ดีกว่าไหมครับ ทุกครั้งที่ประเทศเราได้รับร้องขอจากใครก็แล้วแต่ให้โอกาสเจ้าของข้อมูล ได้มีส่วนร่วม หรือให้ข้อมูลที่อาจจะเปึนประโยชน์ในการพิจารณาของกระทรวงไม่เสียหาย ผมก็คิดว่าไม่ได้ผิดกระบวนการขั้นตอนของสนธิสัญญาระหว่างประเทศ แต่ผมคิดว่ามันเปึน เรื่องที่ดีกว่าและตรวจสอบได้โปร่งใส อย่าคิดว่าทุกคนที่ถูกร้องขอคือคนเลี่ยงภาษี ต้องไม่คิด อย่างนั้น ต้องคิดว่าตามกฎหมายไทยทุกคนบริสุทธิ์จนกว่าพิสูจน์ว่าผิด เพราะฉะนั้นถ้าเราคิดว่า ไม่ว่าประเทศต้นทางร้องขอจะมีเหตุผลใดก็แล้วแต่ต้องให้เจ้าของข้อมูลได้มีโอกาสอธิบาย ตัวเองกับเจ้าหน้าที่ของฝ์ายไทย ซึ่งต้องดูแลปกปัองผลประโยชน์ของคนไทยหรือคนที่พํานัก อยู่ในประเทศ ถูกไหมครับ แล้วแม้กระทั่งกฎหมายภาษี อย่างผมยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกา เขาเวิลด์ วายด์ แทกซ์ (World Wide Tax) ก็คือพูดง่าย ๆ คุณมีรายได้ประเทศไหนจ่ายมันเอง หมดเลยที่โน่น ประเมินหมด แต่นั่นประเทศเดียว ประเทศอื่นไม่ใช่ ถ้าผมมีรายได้ นอกประเทศไม่เวิลด์ วายด์ แทกซ์ (World Wide Tax) ผมจะต้องเสียภาษีจนกว่าผมเอาเงิน ก้อนนั้นที่เปึนรายได้ที่เกิดขึ้นจากนอกประเทศเข้าไปประเทศเขา เข้าไปประเทศที่จะเก็บภาษี ถึงจะเข้าข่ายการเก็บภาษี ฉะนั้นถ้าเปึนอย่างนั้นเราเขียนกฎหมายเพียงแค่นี้โดยที่ไม่ให้ โอกาส ไม่เป่ดโอกาส ให้แต่อํานาจของผู้แทนหรืออธิบดีอันตรายไปนิดหนึ่งครับ ผมคิดว่า ถ้าดําเนินการแบบโปร่งใสให้โอกาสคนที่เขาถูกสอบ หรือถูกขอข้อมูลได้รับทราบว่าเขาถูกขอ ข้อมูลเปึนสิ่งที่ดีทั้งสิ้นเลย แล้วเปึนการดําเนินการที่มีธรรมาภิบาลและมีความโปร่งใส และทําให้ประชาชนตรวจสอบได้ แล้วก็จะไม่เข้าข่ายการละเมิด พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลหรือพีดีพีเอ (PDPA) ที่ประเทศไทยมีแล้ว ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมก็อยากจะเห็นเราไป ถกเถียงกันในชั้นกรรมาธิการ ไปปรับปรุงกัน ร่างนี้กรอบกว้าง ๆ มีอยู่พอสมควร แต่ยังไม่ ครบถ้วนแล้วก็ยังไม่ได้ตอบโจทย์ใน ๕ ประการที่เปึนข้อสังเกตและความเปึนกังวล ก็สามารถ ที่จะไปร่วมกันปรับปรุงในชั้นกรรมาธิการต่อไปได้ ขอบพระคุณครับ