ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ตั้งข้อสังเกตถึงการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผิดพลาด ทั้งการขาดทุนต่อเนื่อง การกู้เงินเพิ่มโดยไร้เสถียรภาพ และการอุดหนุนที่ไม่สอดคล้องกับการใช้งานจริง โดยเฉพาะการอุดหนุนเชื้อเพลิงชีวภาพที่สูงเกินสัดส่วน พร้อมทั้งตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการขอให้รัฐค้ำประกันหนี้ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในการใช้ภาษีของประชาชนมาชำระหนี้แทน หากไม่มีแผนการใช้คืนที่ชัดเจน โดยเฉพาะในบริบทของภาวะเศรษฐกิจและราคาน้ำมันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เรียนประธานสภา ที่เคารพ ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ พระราชกําหนดผ่อนผันให้กระทรวงการคลังค้ําประกันการชําระหนี้ของ สํานักงานกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๖๕ ที่เรากําลังพิจารณาอยู่นี้หากพูดง่าย ๆ ก็คือ การขอให้กองทุนน้ํามันสามารถกู้เงินได้โดยมีกระทรวงการคลังหรือรัฐบาลเปึนผู้ค้ําประกัน นั่นเองครับ ซึ่งเงินกู้ทั้งหมดหากกองทุนมีความสามารถที่จะชําระหนี้ได้ก็คงไม่เปึนไร แต่หากชําระหนี้ไม่ได้หนี้ทั้งหมดนี้จะกลายเปึนหนี้สาธารณะที่ทุกคนจะต้องกลายมาเปึน ผู้ร่วมรับผิดชอบ หน้าที่หลักของกองทุนน้ํามันก็คือการรักษาระดับราคาขายปลีกน้ํามัน เชื้อเพลิงของประเทศ เมื่อใดที่ราคาน้ํามันเชื้อเพลิงในตลาดโลกแพงกองทุนก็จะเข้าไป อุดหนุนราคาขายปลีกไม่ให้แพงเกินไป และเมื่อใดที่ราคาน้ํามันโลกลดต่ําลงกองทุนก็จะ เก็บราคาค่าน้ํามันเพิ่มเข้ากองทุนไว้อุดหนุนเมื่อราคากลับมาสูงในอนาคต เพื่อไม่ให้ประชาชน ต้องรับมือกับสถานการณ์ราคาพลังงานที่ผันผวนจนกระทบกับการดําเนินชีวิตมากจนเกินไป แต่ปัจจุบันนี้หากท่านประธานลองเดินเข้าไปตามตลาดหรือร้านค้าต่าง ๆ เราก็จะพบว่า ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค อย่างกับข้าวที่ประชาชนซื้อกินทุก ๆ วันพร้อมใจกันขึ้นราคา สิ่งที่ ทําให้สินค้าอุปโภคบริโภคพร้อมใจกันขึ้นราคาแบบนี้สาเหตุหลักอย่างหนึ่งก็คือราคาพลังงาน ที่สูงขึ้นครับ ผมจึงเกิดข้อสงสัยว่าจริง ๆ แล้วประเทศเรามีกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงที่เปึน เครื่องมือคอยปรับสมดุลเรื่องราคาอยู่ แต่ทําไมราคาพลังงานจึงไม่สามารถรักษาระดับที่ทํา ให้พี่น้องประชาชนไม่เดือดร้อนจนเกินไปแถมยังต้องมาขอกู้เงินเพิ่มอีก ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท การที่กองทุนต้องกู้เงินจํานวนสูงขนาดนี้ก็เปึนเพราะว่าปัจจุบันกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง มีสถานะติดลบไปแล้วกว่า ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท และมีแนวโน้มที่จะติดลบเพิ่มขึ้นอีกเรื่อย ๆ สถานการณ์แบบนี้หากมองผิวเผินทุกท่านอาจจะคิดว่าเปึนผลมาจากราคาน้ํามันโลกที่สูงขึ้น แต่ความจริงแล้วส่วนหนึ่งมาจากการบริหารที่ผิดพลาดของกองทุนเอง ผมยกตัวอย่างเช่น หากเราย้อนไปดูข้อมูลในช่วงป้ ๒๕๖๓ เราจะพบว่ากองทุนมีการอุดหนุนราคาน้ํามันดีเซล บี ๑๐ (B10) ที่สวนทางกับราคาน้ํามันโลกที่กําลังปรับตัวลดลง แต่กองทุนกลับอุดหนุนที่ราว ๒.๕๐ บาทอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาดังกล่าว แทนที่จะมีการปรับการอุดหนุนให้เข้ากับ
สถานการณ์น้ํามันโลกในขณะนั้น ดีเซล บี๒๐ (B20) ก็เช่นกันหากไปดูสัดส่วนแล้ว จะพบว่ามีปริมาณการใช้เพียง ๒ เปอร์เซ็นต์ของปริมาณน้ํามันดีเซลทั้งหมด แต่กองทุน กลับอุดหนุนน้ํามันตัวนี้ถึง ๔ บาทกว่า แล้วในช่วงไตรมาสแรกของป้ ๒๕๖๓ แก๊สโซฮอล์ อี ๘๕ (Gasohol E85) ก็เช่นกันคนใช้เพียง ๓ เปอร์เซ็นต์แต่กลับมีการอุดหนุนถึง ๗ บาทกว่า นอกจากการบริหารงานที่ผิดพลาดแล้ว ท่านประธานอย่าลืมว่ารายได้หลักของกองทุนนั้น มาจากการเก็บส่วนต่างจากราคาน้ํามันโลกที่ปรับตัวลดลง แต่สถานการณ์ตอนนี้สงคราม รัสเซีย-ยูเครนยังคงดําเนินต่อ ล่าสุดประเทศผู้ส่งออกน้ํามันโอเปก (OPEC) ก็มีการประกาศว่า จะลดกําลังการผลิตอีก ๒ ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนพฤศจิกายนนี้ เราไม่เห็นวี่แววเลยว่า น้ํามันจะมีการลดลงในเร็ววันนี้ แล้วอย่างนี้กองทุนจะนําเงินที่ไหนมาใช้เงินกู้คืนครับ สิ่งนี้สถาบันการเงินเองที่จะปล่อยกู้ก็น่าจะเห็นไม่ต่างไปจากนี้นัก เพราะก่อนที่จะมีการ ให้ออก พ.ร.ก. ให้กระทรวงการคลังมาค้ําประกันเงินกู้ในวงเงิน ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ทางกองทุนก็ได้มีการยื่นกู้ไปยังสถาบันการเงินหลายรายแต่ไม่มีใครกล้าให้กู้เลยครับ เพราะเปึนความเสี่ยงสูงมากที่กองทุนจะใช้หนี้คืนไม่ได้ แล้วเหตุใดรัฐบาลจึงกล้าเอาเงินภาษี ของประชาชนไปค้ําประกันครับ ในอดีตกองทุนน้ํามันก็เคยมีการกู้เพิ่มเช่นกัน จากภาพ จะเห็นได้เลยว่ามีทั้งตอนที่กระทรวงการคลังเข้ามาค้ําและกระทรวงการคลังไม่ได้ค้ํา ในป้ ๒๕๔๗ ถึงป้ ๒๕๔๘ กระทรวงการคลังก็เข้ามาค้ําประกันให้ เพราะเปึนช่วงแรกของการ ยกเลิกการควบคุมราคาหน้าโรงกลั่นและยกเลิกการกําหนดราคาน้ํามัน กองทุนจําเปึนต้องมีเงิน ไว้เปึนสภาพคล่องเพื่อรับมือต่อตลาด
แต่เมื่อเข้าสู่ป้ ๒๕๔๙ กองทุนเริ่มมีสถานะที่ดีขึ้น ตอนนั้นก็มีการออกพันธบัตรและมีการกู้ ได้โดยตรงกับสถาบันการเงินโดยไม่ต้องมีรัฐเปึนผู้ค้ําประกัน ตอนนั้นกองทุนมีแผนชัดเจนว่า จะมีวิธีการใดบ้างที่จะสามารถนําเงินเข้ากองทุนและใช้หนี้คืน แต่การกู้ครั้งนี้ในป้ ๒๕๖๕ กลับต่างออกไป เราไม่เห็นแผนที่ชัดเจนเลยว่ากองทุนจะมีวิธีการอย่างไรในการเอาเงินเข้า กองทุน แถมการกู้ครั้งนี้ยังเปึนวงเงินที่สูงเปึนประวัติการณ์ของกองทุน หากกองทุน ไม่สามารถจ่ายหนี้คืนได้หนี้ก้อนนี้จะกลายเปึนหนี้สาธารณะที่ประชาชนจะต้องร่วมกัน รับผิดชอบ หนี้ที่พวกเขาไม่ได้ก่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงต้องแบกรับ ค่าครองชีพที่สูงและการบริหารกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงก็ไม่ได้ทําให้ภาระของประชาชน จํานวนมากนี้เบาลง แต่ในวันนี้รัฐบาลกับกล้าที่จะค้ําประกันให้กองทุนน้ํามันทั้ง ๆ ที่ไม่มี สถาบันการเงินกล้าค้ําประกัน เงินกู้ที่สูงถึง ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ไม่พ้นที่รัฐบาลจะต้อง นําเงินภาษีของประชาชนมาจ่ายอย่างแน่นอน ท่านประธานครับ หากกองทุนไม่สามารถ บอกถึงวิธีการในการบริหารให้ดีขึ้นและจะใช้เงินคืนได้อย่างไร ผมจึงไม่สามารถรับ พ.ร.ก. ฉบับนี้ได้ ขอบคุณครับ