วิรัตน์ วรศสิริน ตั้งคำถามว่าทำไมต้องออกพระราชกฤษฎีกาคุ้มครองน้ำมัน จนประเทศมีหนี้ 10 ล้านล้านบาท และขอให้รัฐบาลพิจารณาลดภาษีน้ำมันเพื่อลดราคาสินค้า และหารือเรื่องราคาน้ำมัน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลหาทางแก้ไขปัญหาน้ำมันที่แพงและยั่งยืน แทนที่จะออกพระราชกำหนดที่ทำให้ประชาชนแบกภาระหนี้
กราบขอบพระคุณท่านประธาน ที่เคารพ วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย คําถามก็คือทําไมต้องออกพระราชกําหนดฉบับนี้ ประเทศยากจน ประชาชนมั่งคั่งด้วยการกู้ กู้ กู้ แล้วก็แจก แจก แจก ท่านนายกประยุทธ์ ใกล้เลือกตั้งก็เป่ดลงทะเบียนบัตรคนจน ๑๕ ล้านคน กราบเรียนถามท่านประธานจริง ๆ ประเทศไทยเรามีคนจนถึง ๑๕ ล้านคนจริง ๆ หรือ ไม่ใช่หรอก ผมว่าไม่ใช่ แจกยิ่งเยอะ คะแนนยิ่งมากนั่นคือสาเหตุ สุดยอดยิ่งกว่าประชานิยมก็คือประชาชนขอทาน รอรัฐบาล แจกเงิน รอรัฐบาลกู้เงินมาทําสารพัดโครงการต่าง ๆ เที่ยวลดครึ่ง ซื้อลดครึ่ง คนละครึ่ง เงินกู้ ทั้งนั้น แต่จ่ายด้วยกระปุกออมสินเล็ก ๆ เงินก้นกระปุก เงินแทบจะไม่เหลืออยู่แล้ว ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเล่าให้ท่านประธานฟัง ประเทศญี่ปุ์นนี้แม้จะเปึนประเทศ ร่ํารวยเจอโควิด (COVID) หนักกว่าเราอีก เขากระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวด้วยการ ออกแคมเปน (Campaign) ขายคูปองโก ทู ทราเวล (Go To Travel) ลด ๓๕ เปอร์เซ็นต์ กระจอกมาก สู้พี่ไทยเราไม่ได้ลด ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เขากระตุ้นการใช้จ่าย ให้คนออกไปใช้จ่าย ไปกินไปใช้ด้วยการออกคูปองโก ทู อีต (Go To Eat) ไปกิน ลด ๒๕ เปอร์เซ็นต์ กระจอกมาก สู้พี่ไทยเราไม่ได้ลด ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แคะกระปุกมาใช้ แคะกระปุกมาใช้ไม่พอก็กู้ใหม่ สุดท้าย เปึนหนี้ ๑๐ ล้านล้านบาท มีหนี้ก็ต้องจ่าย เงินหมดทําอย่างไร ไม่มีก็ต้องกู้ ไม่พอก็ขึ้นภาษี ง่ายจะตาย ท่านรัฐมนตรีว่าไหม ง่ายจะตาย ถังแตกก็ขายที่ ไม่มีเงินก็ขายให้ต่างชาติ ง่ายจะตายไป บริหารแบบนี้ง่ายลงมาเลยเดี๋ยวให้ใครขึ้นไปแทน ผมว่าง่าย ทําอย่างนี้มันง่ายมาก พอน้ํามันโลกขึ้นราคาทําอย่างไรได้ จะลดภาษีก็ลดไม่ได้ จําเปึนต้องใช้เงิน ราคาขายปลีกน้ํามัน สมมุติว่าลิตรละ ๔๐ บาท ในนั้นเปึนค่าภาษีและเงินสมทบกองทุนไปครึ่งหนึ่ง ๒๐ บาท ถ้ารัฐบาล ไม่ถังแตก ถ้าเปึนรัฐบาลท่านนายกชวน ผมเชื่อว่าไม่เปึนอย่างนี้ ไม่มีหนี้ ๑๐ ล้านล้านบาท ไม่เปึนเช่นนี้อย่างแน่นอน ท่านก็สามารถจะงดเว้นภาษีได้หรือจะพักไว้ก่อนได้ หรือจะลดลงไปก็ได้ สุดท้ายเงินเฟัอก็ไม่สูงอย่างนี้ ราคาสินค้าก็ไม่แพงเช่นทุกวันนี้ แต่นี่เพราะว่ารัฐบาลถังแตก หมดปัญญา หมดหนทาง สุดท้ายก็ต้องออกพระราชกําหนดมาค้ําประกันกองทุนน้ํามันฉบับนี้ นี่ทั้งหมดคือสาเหตุ ถามว่าพระราชกําหนดค้ําประกันเปึนภาระใคร ใครเปึนคนใช้คืน ภาระ พลเอก ประยุทธ์ หรือ ภาระท่านรัฐมนตรีหรือ ไม่ใช่ แค่เปึนคนค้ําประกันเฉย ๆ ภาระยังเปึน ของประชาชนผู้ใช้น้ํามันวันยังค่ํา ประชาชนยังต้องแบกรับภาระกองทุนน้ํามันไปจนกว่า หนี้กองทุนน้ํามันจะหมด พระราชกําหนดนี้ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ต้องเติมน้ํามันแพง
ไปจนกว่า ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้จะหมด ก็เท่ากับว่าต๊ะไว้ก่อนผ่อนทีหลัง รัฐบาลต๊ะไว้ ประชาชนผ่อน แก้ปัญหาแบบนี้ลงมาเถอะง่ายจะตาย ให้คนอื่นขึ้นไปแทนผมชื่อว่าดีกว่านี้ แทนที่รัฐบาลจะแก้ปัญหาให้ตรงจุดแต่ไม่กล้าทํา ไม่กล้า ไม่รู้กลัวอะไร ที่จริงแล้วราคาน้ํามัน สูงอย่างนี้เห็นชัด ๆ บริษัทน้ํามัน โรงกลั่น ธุรกิจพลังงานกําไรกันมหาศาล ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๑,๐๐๐ เปอร์เซ็นต์ เปึน ๑๐ เท่า ตรงนี้ไม่แก้ แต่ไปแก้ให้ประชาชนเดือดร้อนกันทั้งประเทศ ขณะที่คนได้ประโยชน์มีเพียงไม่กี่กลุ่มแท้ ๆ รัฐบาลไม่แก้ให้ตรงจุด กลับมาออก พระราชกําหนดกองทุนน้ํามันสร้างภาระให้ประชาชน ท่านประธานครับ น้ํามันไม่ใช่เพิ่งแพง เคยแพงที่สุด ๑๕ ป้ก่อน แล้วก็ลงมาเรื่อย ๆ เมื่อป้ ๒๕๑๔ ลงมาเรื่อย ๆ
ผมถามน้ํามันลงมา ๘-๙ ป้ กองทุนเก็บเงินไม่พอชดใช้กับน้ํามันขึ้น ๗-๘ เดือนนี้หรือ เพราะอะไร เงินที่เก็บมันไปไหนหมด เงินชดเชยราคาน้ํามันไปไหนหมด น้ํามันลงมา ๘-๙ ป้ สมมุติว่าเราไม่มีโรงกลั่นน้ํามัน นําเข้าน้ํามันเสรีเลย น้ํามันเบนซินก็ยังจะถูกกว่านี้ ผมเชื่อว่า น้ํามันยังจะถูกกว่านี้ทุกอย่าง มีโรงกลั่นไปเพื่ออะไร เพื่อให้ทุกอย่างมันแพงอย่างนั้นหรือ ทุกวันนี้ประชาชนเดือดร้อน แต่ว่ามีผู้ประกอบการเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่มีกําไรกันอย่าง มหาศาลร่ํารวยอย่างมหาศาล สุดท้ายนะครับ ผมอยากจะบอกท่านประธานว่าราคาน้ํามัน อาจจะแพงไปอีกนานแสนนานแล้วท่านจะทําอย่างไรกัน ท่านยังจะกู้ไปอีกนานเท่าไร จะให้ประชาชนแบกภาระหนี้ไปอีกนานเท่าไร ทําไมท่านไม่หาทางแก้ไขให้ยั่งยืน ท่านแก้ แบบนี้ง่ายจะตายใครก็ทําได้ ท่านลงมาเดี๋ยวให้ใครขึ้นไปแทน ผมเชื่อว่าเขาจะทําได้ดี กว่าท่านอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมไม่เห็นด้วยกับ พระราชกําหนดฉบับนี้ กราบขอบพระคุณท่านประธานเปึนอย่างสูงครับ