เทวัญ ลิปตพัลลภ อภิปรายปัญหาหนี้ติดลบของกองทุนน้ำมันที่ส่งผลให้รัฐต้องค้ำประกันหนี้ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องระหว่างกำไรที่พุ่งสูงของโรงกลั่นน้ำมันกับเงินช่วยเหลือที่รัฐบาลประกาศแต่ไม่เข้ากองทุนครบถ้วน เสนอให้ทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยเฉพาะค่าการกลั่นและค่าการตลาด พร้อมเรียกร้องให้รัฐเจรจากับภาคเอกชนเพื่อลดต้นทุนอย่างจริงจังเพื่อบรรเทาภาระประชาชนและแก้ปัญหาการขาดทุนของกองทุนน้ำมันอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นายเทวัญ ลิปตพัลลภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนากล้า จากจังหวัดนครราชสีมา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตที่จะอภิปราย แล้วก็แสดงความคิดเห็นพระราชกําหนดผ่อนผันให้กระทรวงการคลังค้ําประกันการชําระหนี้ สํานักงานกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง ผมเข้าใจดีว่ารัฐบาลมีความจําเปึนที่จะต้องออก พระราชกําหนดฉบับนี้ เพราะว่าจริง ๆ แล้วอย่างที่เราทราบว่ากองทุนน้ํามันมีหน้าที่ ในการแทรกแซงราคาน้ํามัน ในช่วงไหนที่ราคาน้ํามันถูกก็จะมีเงินเข้ากองทุนค่อนข้างมาก แต่ในยามที่น้ํามันแพง กองทุนน้ํามันก็มีหน้าที่ในการที่จะเข้าไปแทรกแซงราคาน้ํามัน เพื่อลดความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แต่การเข้าไปแทรกแซงเรื่อย ๆ มันทําให้ กองทุนน้ํามันขณะนี้ติดลบไปประมาณ ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เปึนเหตุให้รัฐบาลต้องออกมา ค้ําประกันหนี้เงินกู้อันนี้ จริง ๆ แล้วถ้าเราคิดให้ดี เราไม่ควรจะปล่อยให้กองทุนน้ํามันมีหนี้
ติดลบมากขนาดนี้ เพราะจริง ๆ มันมีวิธีอื่นอีกหลายวิธีที่จะทําให้กองทุนน้ํามันและ ราคาน้ํามันในตลาดที่ประชาชนใช้อยู่ไม่แพงก็จะทําให้กองทุนน้ํามันติดลบน้อยลง ผมเรียนอย่างนี้ว่าโครงสร้างราคาน้ํามันสําเร็จรูปที่เราใช้อยู่ปัจจุบันประกอบไปด้วย ๓ ส่วน ส่วนที่หนึ่งก็คือน้ํามันดิบ น้ํามันดิบเปึนสิ่งที่เราต้องนําเข้าเราควบคุมไม่ได้ สิ่งที่ ๒ ก็คือค่าการกลั่นของโรงกลั่นซึ่งมีทั้งหมดประมาณ ๖ โรง เปึนโรงที่อยู่ในประเทศไทยทั้งหมด ๓. ก็คือค่าการตลาด ค่าการตลาดก็คงประกอบไปด้วยค่าขนส่ง ค่ากําไรจากปัูมน้ํามัน ผมเอง จะขอพูดถึงค่าการกลั่น เมื่อสักครู่มีเพื่อนสมาชิกบางท่านได้พูดไว้นิดหน่อยแล้ว ถ้าเราพูดถึง ค่าการกลั่นผมอยากให้ท่านประธานตามไปดูรูปที่ ๑ ค่าการกลั่นเราเฉลี่ยแล้วเมื่อป้ ๒๕๖๓ ทั้งป้อยู่ที่ ๗๐ สตางค์ เฉลี่ยทั้งป้ของ ๒๕๖๔ อยู่ที่ ๘๙ สตางค์ เฉลี่ยทั้งป้ของ ๒๕๖๕ ๓.๗๐ บาท
ท่านประธานดูว่าจากป้ ๒๕๖๔ ป้ ๒๕๖๕ ประมาณ ๓ เท่าตัว เฉลี่ยเดือนมิถุนายน ๒๕๖๕ ที่ผ่านมาเคยขึ้นไปถึง ๖.๘๙ บาท พีก (Peak) สูงสุด ๑๐ มิถุนายน ๘.๕๖ บาท เดี๋ยวผมจะให้ ท่านประธานตามไปดูว่าโรงกลั่นกําไรขนาดไหน ขอไปหน้าที่ ๒ ท่านประธานดูสิครับ โรงกลั่นผมยกตัวอย่างโรงแรกทีโอพี (TOP) ป้ ๒๕๖๔ กําไรทั้งป้ ๑๒,๕๗๘ ล้านบาท แต่เฉพาะป้ ๒๕๖๕ ครึ่งป้ กําไร ๓๒,๕๐๙ ล้านบาท โรงที่ ๒ เอสพีอาร์ซี (SPRC) ป้ ๒๕๖๔ กําไรทั้งป้ ๔,๗๔๖ ล้านบาท แต่พอมาป้ ๒๕๖๕ ครึ่งป้ กําไร ๑๒,๔๔๐ ล้านบาท มาดูบีซีพี (BCP) เช่นเดียวกัน ป้ ๒๕๖๔ กําไร ๗,๖๒๓ ล้านบาท ครึ่งป้ ๒๕๖๕ กําไรอีก ๙,๖๘๒ ล้านบาท ดูที่เอสโซ (ESSO) ป้ ๒๕๖๔ ทั้งป้กําไร ๔,๔๔๓ ล้านบาท แต่ครึ่งป้ ๒๕๖๕ กําไร ๑๔,๑๙๘ ล้านบาท ท่านประธานเห็นไหมว่าผลกําไรของโรงกลั่นขึ้นหลายเท่าตัว เปึนพันเท่าก็ว่าได้ ผมจําได้ท่านรัฐมนตรีกับท่านปลัดเคยให้สัมภาษณ์ว่าจะดึงกําไรจาก โรงกลั่นเดือนละ ๘,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อมาชดเชยสิ่งที่กองทุนน้ํามันขาดทุน ก็จะทําให้ ราคาน้ํามันลดลง ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเปึนเวลา ๓ เดือน ประมาณ ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าผมเข้าไปดูในส่วนของกองทุนน้ํามันจริง ๆ แล้วตอนนี้มีเงินเรี่ยไรที่เข้ามาช่วย กองทุนน้ํามันไม่ใช่ ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท อย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้เคยพูดไว้ มีงวดที่ ๑ วันที่ ๘ กันยายนเข้ามาประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาท งวดที่ ๒ วันที่ ๗ ตุลาคม อีก ๑,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้ว ๒,๐๐๐ ล้านบาท จากที่ท่านรัฐมนตรีเคยพูดถึงว่าจะมีเงินเข้ามาประมาณ ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท การที่จะเจรจากับกองทุนน้ํามันไม่ใช่เรื่องที่เราไม่เคยทํา ผมเรียนอย่างนี้ว่า สมัยท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านสมัคร สุนทรเวช เคยทํามาเมื่อตอนนั้นพรรคชาติพัฒนา มีโอกาสกํากับดูแลกระทรวงพลังงาน ก็มีการเจรจา ตอนนั้นน้ํามันขึ้นไป ๑๔๐ เหรียญต่อบาร์เรล ท่านสมัครได้เจรจานั่งหัวโต๊ะ มีท่าน พลโทหญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ เปึนรัฐมนตรี ในขณะนั้น โรงกลั่นน้ํามันมาและให้ความร่วมมือด้วยการลดค่ากลั่น ๑ บาท เราก็ทําสําเร็จ มาแล้ว ฉะนั้นผมเรียนอย่างนี้ว่าค่าการกลั่นมีโอกาสถ้าเรามีการเจรจาและทําให้ลงด้วย จะช่วยเรื่องราคาน้ํามันและเรื่องการติดลบของกองทุน ทีนี้มาดูเรื่องค่าการตลาด กบง. กําหนดค่ากฎเกณฑ์ไว้ว่าประมาณ ๑.๘๕-๒ บาท แต่ปัจจุบันถ้าท่านดูตารางจะเห็นเลยว่า ราคาไม่ได้เปึนอย่างที่ กบง. กําหนดไว้ ผลปรากฏว่าป้นี้พีทีทีโออาร์ (PTTOR) กําไรจาก ค่าการตลาด เมื่อป้ ๒๕๖๓ กําไร ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ป้ ๒๕๖๔ กําไร ๑๑,๔๗๔ ล้านบาท ในป้ ๒๕๖๕ ครึ่งป้กําไรไป ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๒ ตัวนี้ถ้าเราสามารถที่จะเจรจาได้
ผมว่ากองทุนน้ํามันจะลดลงแน่นอน เรื่องนี้อดีตหัวหน้าพรรคกล้า ซึ่งปัจจุบันมาเปึนหัวหน้า พรรคชาติพัฒนากล้า คุณกรณ์ จาติกวณิช เคยให้สัมภาษณ์แล้วก็เคยแนะนําว่าน่าจะลด ค่าการกลั่นจะช่วยเรื่องราคาน้ํามันได้ ในปัจจุบันทางประธานาธิบดีประเทศสหรัฐอเมริกา ก็เหมือนกัน ก็มีการพูดคุยกับโรงกลั่น ถ้าโรงกลั่นไม่ลดก็จะออกภาษีลาภลอย ซึ่งอันนี้ ถ้าออกมาได้ก็จะทําให้ราคาลงได้ ท่านประธานครับ ผมอยากเรียนไปถึงรัฐบาลช่วยเจรจากับ โรงกลั่น อย่าให้โรงกลั่นมีความสุขและกําไรบนความทุกข์ของพี่น้องประชาชน ขอบคุณครับ