ดํารงศักดิ์ แจงปัญหาบังคับใช้กฎหมายบันทึกภาพ-เสียงชั้นจับกุม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๑ · ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖

ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ชี้แจงต่อที่ประชุมถึงปัญหาความไม่พร้อมในการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการทรมานและบุคคลสูญหาย โดยเฉพาะข้อกำหนดการบันทึกภาพและเสียงในการจับกุมที่ขาดความชัดเจน ความไม่สอดคล้องของมาตรฐานระหว่างหน่วยงาน และความพร้อมด้านอุปกรณ์ ระบบจัดเก็บข้อมูล และงบประมาณ จึงเรียกร้องให้เลื่อนการบังคับใช้บางมาตราระยะหนึ่ง พร้อมเสนอให้ออก พ.ร.ก. ขยายเวลาเพื่อเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 200,000 นาย และเร่งกำหนดระเบียบกลางเพื่อรองรับการปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพและรักษาความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมต่อไป

พลตํารวจเอก ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ผม พลตํารวจเอก ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ขออนุญาตนําเรียน ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรถึงสาเหตุและความเปึนมาของการออกพระราชกําหนดแก้ไข เพิ่มเติม พ.ร.บ. ปัองกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ๒๕๖๕ พ.ศ. ๒๕๖๖ ต่อที่ประชุมสภา ก่อนอื่นผมขออนุญาตย้อนความไปถึง การพิจารณาเสนอกฎหมาย พ.ร.บ. ปัองกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้ บุคคลสูญหาย พ.ศ. ๒๕๖๕ พ.ศ. ๒๕๖๖ ตั้งแต่ขั้นต้นก่อนนะครับ เดิมในการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. นี้ในช่วง พ.ศ. ๒๕๖๓ ถึง พ.ศ. ๒๕๖๕ นั้น สํานักงานตํารวจแห่งชาติได้มีโอกาส เข้าไปร่วมประชุมพิจารณา แต่ปรากฏว่าเดิมนั้นไม่มีการพิจารณาเกี่ยวกับบทบัญญัติในเรื่อง ของการบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประเด็นการแจ้งให้อัยการและฝ์าย ปกครองทราบในทันทีตั้งแต่ชั้นการจับกุม เมื่อไม่ปรากฏประเด็นเหล่านี้สํานักงานตํารวจ แห่งชาติเองจึงไม่มีโอกาสได้ร่วมพิจารณาและชี้แจงในประเด็นดังกล่าวตั้งแต่ต้น ดังเช่น ป้ ๒๕๖๓ นั้นสํานักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือลงวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๓ นําส่งร่าง พ.ร.บ. ปัองกันและปราบปรามการทรมานของกระทรวงยุติธรรมมาให้สํานักงาน ตํารวจแห่งชาติได้พิจารณาเสนอความเห็นในคราวแรกนั้น ร่างดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติในการ บันทึกภาพและเสียงในขณะจับกุม และแจ้งอัยการ และฝ์ายปกครองทําการบันทึกควบคุม แต่อย่างใด สํานักงานตํารวจแห่งชาติจึงได้มีหนังสือลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๓ เห็นด้วย กับหลักการของร่างกฎหมายดังกล่าว ต่อมาร่างกฎหมายดังกล่าวได้มีการประชุมพิจารณา ในกระบวนการจนถึงชั้นสภาผู้แทนราษฎร จนกระทั่งต่อมาเมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ในชั้นสภาผู้แทนราษฎรได้มีการเพิ่มในเรื่องการบันทึกภาพและเสียงในการจับกุมและควบคุม เข้ามาในร่างกฎหมาย ซึ่งปรากฏว่าในช่วงพิจารณาประเด็นนี้สํานักงานตํารวจแห่งชาติไม่ได้ ถูกเชิญให้เข้ามาร่วมชี้แจงในประเด็นดังกล่าวแต่อย่างใด และทราบว่าบทบัญญัติดังกล่าว ได้ถูกเสนอให้ตัดออกไป และถูกนําเสนอกลับเข้ามาใหม่อยู่หลายครั้ง ทั้งในชั้นการพิจารณา

ของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา กระทั่งช่วงปลายป้ ๒๕๖๔ ถึงสิงหาคม ๒๕๖๕ ก็ยังมี การถกเถียงกันในประเด็นเรื่องการบันทึกภาพและเสียงในชั้นจับกุมและควบคุมอยู่ มีการ แก้ไขเสนอให้ตัดหรือไม่ตัดหลักการของมาตรานี้มาโดยตลอด ซึ่งผมเองก็ได้ทราบมาว่าในชั้น กรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร และชั้นกรรมาธิการของวุฒิสภาก็ได้มีการอภิปรายและ โต้เถียงกันในประเด็นนี้ด้วยเช่นกัน โดยในคณะกรรมาธิการวิสามัญวุฒิสภาได้เคยสอบถาม สํานักงานตํารวจแห่งชาติในประเด็นนี้เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ซึ่งสํานักงานตํารวจ แห่งชาติได้ตอบไปเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ได้ชี้แจงถึงอุปสรรคข้อขัดข้องและปัญหา ในทางปฏิบัติให้กับทางกรรมาธิการทราบไปส่วนหนึ่ง ซึ่งในวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๕ คณะกรรมาธิการวิสามัญวุฒิสภาก็ได้มีการเสนอให้ตัดเรื่องการบันทึกภาพและเสียงออก อย่างไรก็ตามสุดท้ายทางรัฐสภาก็ได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัตินี้ออกมา พร้อมกับ มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการบันทึกภาพและเสียงในขณะจับกุม รวมถึงขั้นตอนการแจ้งอัยการ ฝ์ายปกครองและการบันทึกควบคุม และกฎหมายได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๕ โดยเริ่มบังคับใช้เมื่อพ้นกําหนด ๑๒๐ วันนับแต่วันประกาศ ซึ่งก็คือวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ที่ผ่านมา ทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติเมื่อเราได้ทราบ ถึงหน้าที่ตามประเด็นข้อกฎหมายดังกล่าวก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงได้เร่งการสํารวจอุปกรณ์ ในการทํางานให้เปึนไปตามหลักการของพระราชบัญญัตินี้ในทันที

ซึ่งทําให้เราได้ทราบว่าถึงแม้ว่าเราได้มีการซื้อกล้องตั้งแต่ป้ ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา จนถึงป้ ๒๕๖๔ ป้ ๒๕๖๕ รวมทั้งสิ้น ๑๐๐,๐๐๐ กว่าตัว แต่ก็มีปัญหายังไม่เพียงพอ ยังขาดอุปกรณ์อีก จํานวนมาก รวมถึงพบปัญหาอุปสรรคขั้นตอนในการปฏิบัติอีกหลายประการ สํานักงาน ตํารวจแห่งชาติจึงได้ทําหนังสือแจ้งไปยัง ๒ หน่วยงานก็คือ ๑. แจ้งไปยังผู้อํานวยการสํานัก งบประมาณเมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๖๖ เพื่อขอรับการสนับสนุนงบกลาง เพื่อจัดหาอุปกรณ์ ในการบันทึกภาพและเสียงให้กับเจ้าหน้าที่ตํารวจทั่วประเทศ จนเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ครม. ได้อนุมัติงบประมาณ จํานวน ๔๔๔ ล้านบาท เพื่อจัดหาอุปกรณ์ดังกล่าวให้กับ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ๒. ได้มีหนังสือถึงกระทรวงยุติธรรมเมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๖๖ เพื่อแจ้งถึงปัญหาอุปสรรคและข้อขัดข้องทางปฏิบัติตามกฎหมายนี้และผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งจะมีผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อความปลอดภัยสาธารณะจากข้อขัดข้อง ด้านวัสดุอุปกรณ์และขั้นตอนการปฏิบัติที่ยังไม่ชัดเจน ซึ่งมีท่านอภิปรายว่ามีตัวแทน สํานักงานตํารวจแห่งชาติได้ไปชี้แจง โดยท่านรองสุรเชษฐ์ได้ไปชี้แจงที่กรรมาธิการ ซึ่งผมตรวจสอบดูแล้ว ก่อนที่จะทําหนังสือฉบับนี้ถึงกระทรวงยุติธรรมซึ่งเราได้พบปัญหา เพิ่มเติมในช่วงดังกล่าว เราก็เลยทําหนังสือถึงกระทรวงยุติธรรมเมื่อวันที่ ๖ มกราคม นอกจากนั้นสํานักงานตํารวจแห่งชาติยังได้ทราบจากการประชุมหารือกับหน่วยงานต่าง ๆ หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานก็ยังไม่พร้อมที่จะดําเนินการตามกฎหมายฉบับนี้ โดยในการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อน พ.ร.บ. นี้ ซึ่งเปึนการประชุมร่วมกันระหว่าง หน่วยงานของรัฐ สํานักงานตํารวจแห่งชาติได้มอบหมายให้ พลตํารวจโท นิรันดร เหลื่อมศรี ผู้ช่วยผู้จัดการสํานักงานตํารวจแห่งชาติและผู้จัดการสํานักงานกฎหมายและคดี ซึ่งวันนี้ ก็ได้มาร่วมนั่งเพื่อรอคําชี้แจงเช่นกัน ได้เข้าร่วมประชุมมาโดยตลอดและได้ทราบว่า เกือบทุกหน่วยงานในภาคปฏิบัติก็ยังมีปัญหาและอุปสรรคเช่นเดียวกับสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องอุปกรณ์บันทึกภาพและเสียง อุปกรณ์การจัดเก็บข้อมูล ระบบการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน การจับกุมในกรณีที่มีการขยายผล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในคดียาเสพติด หรือต้องมีการเดินทางข้ามจังหวัดที่มีระยะทางไกล หรือต้องนําตัวผู้จับกุม โดยสารเครื่องบินพาณิชย์ หรือกรณีหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยสนธิกําลังจับกุม ในกรณี ที่ยกตัวอย่างมานี้ใครที่จะมีหน้าที่รับผิดชอบ หน่วยงานไหนจะต้องดําเนินการอย่างไร หรือมี วิธีการปฏิบัติอย่างไรจึงจะถูกต้องตามกฎหมายฉบับดังกล่าว หรือแม้กระทั่งกรณีเหตุสุดวิสัย

ที่กฎหมายบัญญัติไว้นั้นมีขอบเขตอย่างไร ยังมีปัญหาอื่น ๆ อีกมากมายในทางปฏิบัติ ที่ไม่สามารถนํามากล่าวได้ทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้นยังมีประเด็นเรื่องระเบียบกลางซึ่งจนถึง ขณะนี้ระเบียบกลางของกฎหมายฉบับนี้ซึ่งจะต้องออกมาเปึนแนวทางเดียวกันยังทํา ไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากมีการโต้แย้งกันหลายมาตรฐานของแต่ละหน่วยในกระบวนการ ยุติธรรมต่าง ๆ ซึ่งมีหลากหลายแตกต่างกันระหว่างหน่วยงาน ซึ่งอาจส่งผลต่อความศรัทธา เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมขึ้นอีก แม้กระทั่งในการประชุมคณะกรรมการล่าสุดเมื่อ วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ปัญหาที่ผมยกตัวอย่างมาก็ยังไม่ได้ตกผลึก ยังไม่ลงตัวในหลาย ประเด็น รวมถึงทุกหน่วยงานของรัฐแต่ละหน่วยก็ยังไม่เคยมีการซักซ้อมการปฏิบัติระหว่าง หน่วยจับกุม หน่วยรับแจ้งระหว่างกัน ถึงแม้ว่าบางหน่วยงานอาจจะมีหนังสือยืนยัน แต่ว่า เราไปคุยกับผู้ปฏิบัติด้วยกันเอง ยังมีปัญหาปลีกย่อยอีกจํานวนมาก ผมขออนุญาตนําเรียน ปัญหาอีกประการหนึ่งก็คือระบบการจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปึนข้อมูลการบันทึกภาพ และเสียง ข้อมูลการรับแจ้ง ซึ่งการเก็บข้อมูลบันทึกภาพและเสียงเปึนเรื่องใหญ่และ เปึนปัญหาสําคัญ เพราะตํารวจเราทํางานตลอดเวลา ๗ วันต่อสัปดาห์ ๒๔ ชั่วโมงต่อวัน มีการจับกุมผู้กระทําความผิดในแต่ละวันเปึนจํานวนมาก ซึ่งอาจจะต้องมีการบันทึกภาพ และเสียงจํานวนหลายชั่วโมง การจัดเก็บข้อมูลให้ถูกต้องและเปึนระบบจึงต้องมีการเตรียม ความพร้อมด้านวัสดุอุปกรณ์เช่นกัน เพราะเมื่อบันทึกภาพและเสียงแล้วจะต้องเตรียมว่า จะจัดเก็บข้อมูลไว้ที่ไหน ซึ่งทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติก็ได้พยายามแก้ไขโดยขอ งบประมาณเพิ่มเติมเกี่ยวกับอุปกรณ์และระบบการจัดเก็บ เช่น เอ็กซ์เทอร์นัล ฮาร์ดดิสก์ (External Hard Disk) อีก ๖๐ ล้านบาท เพราะตอนแรกทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เข้าใจว่าระบบการจัดเก็บข้อมูลตาม พ.ร.บ. นี้ ทางกระทรวงการยุติธรรมจะเปึนผู้จัดเก็บ ในส่วนกลาง

แต่ตอนนี้ทราบว่าให้แต่ละหน่วยงานเปึนผู้จัดเก็บ ซึ่งจะต้องจัดเก็บไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด หรือคดีขาดอายุความ ซึ่งทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติก็ได้ดําเนินการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนอยู่ ผมขออนุญาตนําเรียนเพิ่มเติมว่าหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยแม้ว่าจะมีหนังสือแจ้งว่า มีความพร้อมการปฏิบัติก็จริง แต่เมื่อลงรายละเอียดในการปฏิบัติจริง ๆ แล้วมีหลายหน่วย ก็ได้พบปัญหา เพราะได้พบปัญหาว่าในทางปฏิบัติ จริง ๆ แล้วอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ ต่าง ๆ ก็ยังไม่พร้อม โดยเฉพาะบางหน่วยงานเปึนหน่วยงานที่เปึนผู้แจ้งด้วย เปึนผู้รับแจ้งด้วย ตามมาตรา ๒๒ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านบอกว่าให้เอ่ยนามท่านได้ คือเมื่อวันเสาร์ ที่ผ่านมาผมก็ได้คุยกับท่านปลัดกระทรวงมหาดไทย ท่านก็ยืนยันกับผมว่าท่านตรวจสอบแล้ว ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยยังมีความไม่พร้อมด้านอุปกรณ์เช่นเดียวกับสํานักงานตํารวจ แห่งชาติ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยก็มีอํานาจในการจับกุมเช่นกัน แล้วก็นอกจากนั้นก็มีหน้าที่ ในการรับแจ้ง ซึ่งจะต้องใช้อุปกรณ์จัดเก็บจํานวนมาก ซึ่งทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เปึนหน่วยหลักในการบังคับใช้กฎหมายทั้งการจับกุมและควบคุม มีเจ้าหน้าที่ตํารวจที่เข้าไป เกี่ยวข้องกับการดําเนินการตามกฎหมายนี้ไม่น้อยกว่า ๑๖๐,๐๐๐ คน ไม่ว่าจะเปึนสายงาน ปัองกันปราบปราม สายงานสืบสวน สายงานสอบสวน จราจร แล้วก็หน่วยควบคุมฝูงชน ซึ่งประเด็นที่สําคัญก็คือตํารวจ ๑ นาย ก็คือ ๑ หน่วยของความปลอดภัยสาธารณะ เพราะตํารวจทุกคนมีอํานาจในการจับกุมผู้กระทําผิดเหตุซึ่งหน้าได้ทันทีและเมื่อเกิดเหตุร้าย ผู้ที่รักษาความสงบเรียบร้อยความปลอดภัยให้กับประชาชนอาจมีคําถามว่าทําไมตํารวจไม่ใช้ โทรศัพท์มือถือในการบันทึกภาพและเสียงแทนไม่ได้หรือ เมื่ออุปกรณ์ไม่พร้อมก็ใช้ โทรศัพท์มือถือไปพลางก่อน ขออนุญาตนําเรียนว่าตามยุทธวิธีตํารวจการจับกุมจะต้อง ดําเนินการทันท่วงทีและทุกสถานการณ์ ทุกรูปแบบ ต้องใช้สองมือในการจับกุมควบคุม อาจมีอาวุธมีการยิงต่อสู้ต้องมีการควบคุมใส่กุญแจมือ ท่านลองคิดนึกถึงสภาพ มือหนึ่งต้อง ถือโทรศัพท์เพื่ออัดเทป มันไม่ใช่ยุทธวิธีตํารวจที่ดี อีกอย่างหนึ่งระหว่างการบันทึกภาพ และเสียงหากมีสายโทรศัพท์เข้ามามีโปรแกรมแจ้งเตือนต่าง ๆ ก็อาจส่งผลให้ความต่อเนื่อง ในการบันทึกภาพเสียไป โทรศัพท์มือถือแต่ละรุ่นก็มีระบบการจัดเก็บหน่วยความจําหน้าที่ แตกต่างกัน ที่สําคัญการจะจัดเก็บข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือมาเปึนของจัดเก็บ ในส่วนกลางก็ทําไม่ได้ง่าย ๆ เปึนภาระที่จะต้องแก้ปัญหาในเรื่องนี้อีก ที่กล่าวมาทั้งหมด ผมก็จะให้ทราบถึงปัญหาที่เกิดในการปฏิบัติงานที่เกิดขึ้น สํานักงานตํารวจแห่งชาติจึงได้

เรียนไปยังกระทรวงยุติธรรมและได้เสนองบประมาณไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่าน รองนายกรัฐมนตรีวิษณุท่านก็ได้รับทราบปัญหาเบื้องต้น ท่านก็เลยนัดประชุมกับทาง สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ซึ่งเปึนหน่วยงานหลักกับกระทรวงยุติธรรมจนกระทั่งได้เห็นปัญหา ดังกล่าวจึงเปึนที่มาของการออก พ.ร.ก. แก้ไขขยายเวลาเฉพาะมาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ ซึ่งประเด็นอื่นที่สําคัญของ พ.ร.บ. นี้ไม่ได้มีการเลื่อนบังคับใช้ทั้งฉบับ เลื่อนเฉพาะเร่งด่วนฉุกเฉินกรณีมาตรา ๒๒ ถึง มาตรา ๒๕ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเรื่องการ ปัองกันปราบปรามอาชญากรรมความปลอดภัยของประชาชนโดยส่วนรวมเท่านั้น ซึ่งก็คือ การบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องระหว่างการจับกุมและควบคุมตัว โดยเปึนเรื่องของ อุปกรณ์และระบบการทํางาน การเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน ซึ่งก็เปึนการขอเลื่อนเปึนช่วง สั้น ๆ เพื่อเตรียมความพร้อม เพื่อสําหรับประเด็นของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและ เสรีภาพก็ยังได้รับความคุ้มครองทุกประการในบทความผิดบทลงโทษที่มีผลบังคับใช้แล้ว ในส่วนของการสูงสุดก็ได้มีการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเรื่องราวจากประชาชนและญาติผู้ถูกกระทํา แล้วจํานวน ๑๑๓ ศูนย์ ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ตลอดจนมีเหตุเกี่ยวกับเรื่องซ้อมทรมานต่าง ๆ ก็ สามารถไต่สวนฉุกเฉินโดยศาลได้ ผ่านทางอัยการ ฝ์ายปกครอง หรือฝ์ายพนักงานสอบสวน สุดท้ายนี้ผมขออนุญาตสรุปภาพรวมเพื่อให้เห็นตัวอย่างว่าความไม่พร้อมที่จะเกิดอะไร ขึ้นบ้าง

ประเด็นที่ ๑ การส่งผลกระทบต่อการปัองกันปราบปรามอาชญากรรมใน ภาพรวม เนื่องจากตํารวจผู้ปฏิบัติหน้าที่นั้นจะไม่มั่นใจในการทํางาน ไม่ใช่ตํารวจไม่กล้าจับ แต่การจับตามกฎหมายหนึ่งและต้องตกเปึนผู้กระทําความผิดตามอีกกฎหมายหนึ่ง เพราะความไม่พร้อมเรื่องอุปกรณ์ ก็จะต้องใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจว่าจะทําให้การทํางาน จะทําหรือไม่ อย่างไร ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการปัองกันปราบปรามอาชญากรรมที่มี ประสิทธิภาพลดลงอย่างทันที ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการรักษาความปลอดภัยสาธารณะ ในภาพรวม

ประเด็นที่ ๒ กรณีที่เจ้าหน้าที่ตํารวจได้เข้าจับกุมตัวผู้ต้องหาในขณะกระทํา ความผิดและยึดสิ่งของที่มีความผิด หรือใช้ในการกระทําความผิด หรือได้มาจากการกระทํา ความผิด โดยไม่มีการบันทึกภาพและเสียงเนื่องจากไม่มีอุปกรณ์ดังกล่าวครบถ้วน อาจเปึนเหตุให้ผู้ต้องหาหรือจําเลยยกเปึนข้อต่อสู้ในชั้นพิจารณาคดีว่าการจับกุมและการได้ พยานหลักฐานมาโดยมิชอบอาจทําให้พยานหลักฐานที่มีน้ําหนักน้อยลง หรือมีพิรุธน่าสงสัย เปึนเหตุให้ศาลพิพากษายกฟัองได้

ประเด็นที่ ๓ ระเบียบกลางที่เปึนแนวทางปฏิบัติให้กับทุกหน่วยงานของรัฐ หากยังไม่ถูกกําหนดขึ้นมาโดยครบถ้วน ก็จะส่งผลให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ปฏิบัติแตกต่างกัน ไม่เปึนมาตรฐานเดียวกัน เนื่องจากแต่ละหน่วยก็อาจจะตีความและปฏิบัติ ต่างกัน รวมถึงกรณีหน่วยงานของรัฐร่วมกันปฏิบัติงานใครจะรับผิดชอบอย่างไร วิธีการ ปฏิบัติอย่างไร ซึ่งปัญหาความชัดเจนนี้ก็อาจจะส่งผลถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

ทั้งหมดนี้เปึนปัญหาหลักที่อยากจะนําเรียนต่อสภาแห่งนี้ อย่างไรก็ตามถึงแม้ จะมีความไม่พร้อมสํานักงานตํารวจแห่งชาติเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจหรือเพิกเฉย อย่างเช่นที่ท่าน ผู้อภิปรายของพรรคก้าวไกลได้อภิปรายว่ามีคําสั่งตํารวจแห่งชาติ ๑๗๘/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๔ ซึ่งได้มีการสั่งการให้คดีที่มีหมายจับหรือคดีที่มีคําสั่งศาล เจ้าหน้าที่ตํารวจ จะต้องทําการบันทึกภาพและเสียงในชั้นตรวจค้นจับกุม ส่วนในชั้นสอบสวนก็ต้องมี บันทึกภาพและเสียงในคดีที่มีอัตราโทษสูง ซึ่งเราได้เห็นความสําคัญการใช้กล้องบันทึกภาพ และเสียงการปฏิบัติงานมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว แต่ท่านอาจจะเข้าใจผิดว่าใช้ทุกคดี เราใช้ เฉพาะคดีที่มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าคือ เช่น คดีที่มีหมายจับ แล้วก็คดีที่มีอัตราโทษสูง ในการสอบสวน แต่กฎหมายฉบับนี้ได้ให้ใช้ในคดีที่มีการจับกุมและควบคุมตัวทุกคดี และต้องมีการเก็บรวบรวม แล้วก็ส่งแจ้งไปยังอัยการกับฝ์ายปกครองนะครับ ซึ่งเปึนเรื่อง เพิ่มเติมมาใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ซึ่งก็ทําให้เกิดปัญหาดังที่กล่าวข้างต้น นอกจากนั้นในส่วนของ การตั้งจุดตรวจต่าง ๆ สํานักงานตํารวจแห่งชาติก็ได้มีหนังสือสั่งการให้กรณีการตั้งจุดตรวจ ที่ได้ขออนุมัติจากผู้บังคับบัญชาต้องมีบอดีแคม (Bodycams) มีกล้องที่ติดตัวที่จะต้องเห็น การทํางานตั้งแต่ในขั้นของการตรวจค้น ในการเรียกตรวจต่าง ๆ ซึ่งเราไม่ได้เพิกเฉยต่อเรื่อง การทําให้โปร่งใส แต่ว่าที่เราขอทําหนังสือแจ้งข้อขัดข้องขอเลื่อนในบางมาตราเปึนเรื่องที่มี ความจําเปึนเร่งด่วน เปึนปัญหาต่อความสงบเรียบร้อย เปึนความปลอดภัยของสาธารณะ

ของประชาชนโดยอย่างแท้จริง จึงขอเสนอให้มีการประกาศ พ.ร.ก. เพื่อขอขยายเวลา การบังคับใช้ พ.ร.บ. ปัองกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ๒๕๖๕ พ.ศ. ๒๕๖๖ นั้นเปึนความต้องการของหน่วยผู้ปฏิบัติ ซึ่งของ สตช. ถือว่าเปึน หน่วยหลักมีผู้เกี่ยวข้องเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ คน จึงได้เสนอปัญหาและแจ้งข้อขัดข้องไปยัง รัฐบาลเพื่อขอขยายเวลา จึงขออนุญาตใช้เวลาในการชี้แจงไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อ โปรดทราบ ขอบคุณครับ