สุทัศน์ เงินหมื่น แสดงความกังวลต่อการออกพระราชกำหนดเกี่ยวกับการบันทึกภาพการจับกุม โดยมองว่ากระบวนการไม่โปร่งใส ขาดความเร่งด่วน และอาจขัดรัฐธรรมนูญ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชอบมาพากลและความรับผิดชอบของข้าราชการ รวมถึงเรียกร้องให้มีการตรวจสอบจากศาลรัฐธรรมนูญและเตือนถึงความผิดตามมาตรา 157 ส่วนการเลื่อนบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพันธกรณีสากลและมติ สนช. นั้น ยืนยันว่าข้ออ้างด้านงบประมาณหรือความไม่พร้อมไม่สามารถนำมาใช้เป็นเหตุผลได้ เพราะอาจเข้าข่ายผิดจริยธรรมและอยู่ภายใต้การพิจารณาขององค์กรอิสระ
ขอบคุณท่านครับ สํานักงาน ตํารวจแห่งชาติเห็นชอบ สํานักงานศาลยุติธรรมเห็นชอบ สํานักงานสภาความมั่นแห่งชาติ เห็นชอบ สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินเห็นชอบ สํานักงานอัยการสูงสุดเห็นชอบ กอ.รมน. เห็นชอบ สํานักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเห็นชอบ ทุกหน่วยงานเห็นชอบ ก่อนที่จะมีการนําเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้วก็ส่งสภา กฎหมาย
สมาชิกหลายคนก็ส่งสภา ผมเองก็ไปเปึนกรรมาธิการในชุดนี้ ในการพิจารณาของ กรรมาธิการนั้นจะเชิญทุกหน่วยงานมาถามทุกประเด็น กําหนดระยะเวลา ๑๒๐ วันไม่มีใคร ไม่เห็นชอบเลย ไม่มีใครโต้แย้งเลย ไม่มีหน่วยงานใดท้วงติงเรื่องงบประมาณ ไม่มีหน่วยงานใด ท้วงติงเรื่องวิธีปฏิบัติ ไม่มีหน่วยงานใดขัดข้อง แต่พอมีข่าวเมื่อต้นเดือนมกราคม มีข่าวคราว ว่าจะมีการเลื่อนการบังคับใช้มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ ออกไป ผมในฐานะที่เปึนกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ได้เชิญท่าน ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติมาชี้แจง ท่าน พลตํารวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล มาชี้แจง ในฐานะเปึนตัวแทนของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เพราะท่านผู้บัญชาการไม่มา การชี้แจง ดังกล่าวนั้นเราถือว่าเปึนการชี้แจงที่ผูกพัน และจะต้องรับผิดชอบต่อคําชี้แจงดังกล่าว เมื่อชี้แจงแล้วจะมาอ้างว่าสํานักงานตํารวจแห่งชาติไม่ทราบไม่ได้ เพราะชี้แจงแล้วจะต้องไป รายงานต่อผู้บังคับบัญชาหน่วยเหนือขึ้นไป เมื่อเปึนอย่างนั้นแล้วเราก็มีความมั่นใจ ผมและ คณะกรรมาธิการได้เดินทางไปที่กระทรวงยุติธรรม ขอบคุณท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ ท่านกรุณา กําชับให้หน่วยงานกระทรวงยุติธรรมให้ความร่วมมืออย่างดียิ่ง กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ก็บอกว่าไม่มีปัญหาแต่ประการใด ไม่มีหน่วยงานใดเลยมีปัญหา ไม่ว่าจะด้านบุคลากร และด้านงบประมาณ
ขณะเดียวกันข้อขัดข้องที่ส่งมาเพื่อจะออกเปึนพระราชกําหนดฉบับนี้ ท่านผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติส่งผ่านกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพส่งถึง ท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ ท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์นําส่งเข้าคณะรัฐมนตรี เลยเปึนข้อสงสัยแล้วต้อง ตั้งคําถามกันท่านผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติส่งข้อมูลถึงกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพนั้น เปึนข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่ ท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์นําข้อมูลดังกล่าวนั้นไปขอ ครม. อนุมัติเปึน พระราชกําหนดออกมา เปึนข้อมูลที่สมบูรณ์หรือไม่ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติออกมานั้นได้ ตรวจสอบข้อมูลชัดเจนแล้วหรือยัง ตลอดระยะเวลาตั้งแต่กฎหมายฉบับนี้ออกมามีผลบังคับ ใช้ตั้งแต่ตุลาคม กฎหมายสําเร็จ มีผลบังคับใช้ ๒๒ กุมภาพันธ์ ช่วงระยะเวลาดังกล่าวนั้น ๑๒๐ วัน สํานักงานตํารวจแห่งชาติทําอะไรบ้าง มีความพร้อม เตรียมการอะไรบ้าง จึงมาอ้าง ว่าไม่มีงบประมาณ แล้วเพิ่งมาของบประมาณเมื่อวันที่ ๑๔ ที่ผ่านมา ความจริงนั้นการใช้ กล้องเพื่อบันทึกภาพนั้น ไม่จําเปึนที่จะต้องมีกล้องที่วิลิศมาหราอะไร กล้องมือถือก็ใช้ได้ บันทึกภาพส่งไปหาอัยการ ส่งไปหานายอําเภอ ก็ส่งได้ ถ้าจะมาบอกว่าเกรงว่าผู้ปฏิบัติงาน จะถูกฟัองร้องหากการจับกุมไม่ถูกต้อง แน่นอนครับ ผู้ที่เขาถูกจับกุมเขาต้องมีช่องทาง ที่จะต่อสู้คดีไม่ว่าจะในแง่ในมุมประการใด ทําไมสํานักงานตํารวจแห่งชาติจึงไม่อบรม พนักงาน จึงไม่ให้คําแนะนําออกระเบียบตํารวจขึ้นมา จริงอยู่มีช่วงหนึ่งได้ออกระเบียบ เกี่ยวกับการจับกุมการบันทึกภาพ ไม่ใช่เรื่องสาระสําคัญที่ต้องถึงกับมาเลื่อนและออกเปึน พระราชกําหนด องค์กรระหว่างประเทศจะมีผลกระทบมาก ผมขอยืนยันว่าพระราชกําหนด ฉบับนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๑๗๒ ซึ่งการออก พระราชกําหนดต้องเปึนกรณีฉุกเฉิน มีความจําเปึนเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ร่าง พระราชกําหนดฉบับนี้นั้นมิได้เปึนกรณีฉุกเฉิน มีความจําเปึนเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ประการใด ท่าน ผบ. ตํารวจแห่งชาติได้เคยออกคําสั่ง ที่ ๑๗๘/๒๕๖๔ ให้เจ้าหน้าที่ ตํารวจใช้กล้องติดตามตัวบันทึกภาพและเสียงขณะทําการตรวจค้น จับกุม และสอบสวน มาตั้งแต่ป้ ๒๕๖๔ แล้วครับ การเลื่อนดังกล่าวนี้มิใช่เปึนประโยชน์ในการที่จะรักษาความ ปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือเปึนการปัองกันภัยพิบัติสาธารณะตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๗๒ แต่ประการใด ซึ่งจะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้นคงเปึนภาระหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญจะดําเนินการวินิจฉัย หรือพิจารณา ผมเองก็พร้อมที่จะร่วมลงลายมือชื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ผมยังได้คุย
กับท่านผู้นําฝ์ายค้านว่าหากทางฝ์ายรัฐบาลไม่ยื่น ผมจะขออนุญาตไปเซ็นชื่อร่วมกับพรรค ฝ์ายค้านยื่นให้ศาลตัดสินวินิจฉัย ท่านประธานครับ ผลกระทบจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยแล้วสมมุติว่าเปึนกฎหมายที่ขัดรัฐธรรมนูญ ถามว่าใครจะเปึนคนรับผิดชอบ มาตรา ๑๕๗ ข้าราชการประจํา ละเว้นการปฏิบัติงาน หรือปฏิบัติงานล่าช้า ท่าน ผบ.ตร. อาจจะต้องถูกยื่น ป.ป.ช.
การนําข้อมูลอันไม่สมบูรณ์ส่ง ครม. อาจจะโดน ป.ป.ช. สอบในมาตรฐานการขัดมาตรฐาน ทางจริยธรรม พระราชกําหนดไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เปึนเรื่องที่คณะรัฐมนตรีหรือท่าน นายกรัฐมนตรีจะต้องถวายคําแนะนําต่อเบื้องสูง เพื่อให้ทรงลงพระปรมาภิไธย ผมไม่แน่ใจว่า จะคํานึงถึงเรื่องเหล่านี้กันหรือไม่ เพราะอดีตที่ผ่านมาก็เคยมีส่งบัญชีรายชื่อผู้ที่มีปัญหา กราบบังคมทูลเปึนรัฐมนตรี และเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็มีการกล่าวอ้างในการปราศรัยในคําพูด ที่ไม่เหมาะสม สิ่งเหล่านี้เปึนประเด็นที่น่าเปึนห่วง ด้วยเหตุนี้สมมุติว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ พระราชกําหนดฉบับนี้มีผลบังคับใช้มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ ก็ต้อง ถูกเลื่อนออกไป ผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน ชีวิตทรัพย์สินของประชาชนมีอย่างมากมาย ซึ่งประเทศไทยเรามีพันธกรณีที่ต้องให้สัตยาบันอนุสัญญาซีอีดี (CED) หลังจาก พ.ร.บ. ปัองกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ๒๕๖๕ มีผลบังคับแล้ว คณะรัฐมนตรีและ สนช. ก็ได้ให้ความเห็นชอบในการให้สัตยาบัน สหประชาชาติก็แสดงความ ยินดี กรรมการสิทธิมนุษยชนก็ยืนยันและเรียกร้องให้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายตามกําหนด การออกพระราชกําหนดเลื่อนให้บังคับใช้มีผลต้องให้การสัตยาบันซีอีดี (CED) ต้องเลื่อนไป ซึ่งขัดมติ สนช. ขัดรัฐธรรมนูญ ขัดพันธกรณีอนุสัญญาซีอีดี (CED) ซึ่งกระทรวงการ ต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมสนธิสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศ กรมองค์การ ระหว่างประเทศมีบทบาทภารกิจในการกํากับดูแลในส่วนนี้ ท่านประธานครับ ข้ออ้างขาด งบประมาณ ขาดความพร้อม ขาดความไม่ชัดเจน ฟังไม่ขึ้นครับ แต่คนจะวินิจฉัยว่า ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้นก็จะเปึนศาลรัฐธรรมนูญ ผมจึงยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าผมไม่อนุมัติ พระราชกําหนดฉบับนี้ ขอบคุณท่านประธานครับ