ศิริกัญญา ตันสกุล หารือกรณีการควบรวมกิจการโทรคมนาคมระหว่างทรูกับดีแทค ที่เกิดความไม่โปร่งใสในการลงมติของ กสทช. ซึ่งต้องอาศัยคะแนนเสียงชี้ขาดจากประธาน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ การหลีกเลี่ยงการใช้อำนาจของ กสทช. และความพยายามผลักภาระการตีความกฎหมายไปยังหน่วยงานอื่น รวมถึงผลกระทบต่อผู้บริโภคจากการลดจำนวนผู้ให้บริการในตลาด จึงเรียกร้องให้มีการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันภาระค่าครองชีพที่อาจเพิ่มขึ้นและคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน
เรียนท่านประธานที่เคารพ ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการ จะตอบ ข้อซักถามของท่านวิสาร เตชะธีราวัฒน์ เกี่ยวกับมติของการลงคะแนนเสียงของ กสทช. ต่อการพิจารณาในเรื่องการควบรวมระหว่างทรู (True) และดีแทค (DTAC) เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคมที่ผ่านมาปรากฏว่าทาง กสทช. ได้มีการลงมติกันในเรื่องนี้ โดยถ้าเราติดตามในส่วน ของข่าวประชาสัมพันธ์ของทาง กสทช. เอง จะยืนยันว่ามีมติเสียงข้างมากเพื่อรับทราบ แบบมีเงื่อนไข ต่อกรณีการควบรวมระหว่างทรู (True) และดีแทค (DTAC) แต่ว่ามตินั้น ก็มีปัญหาอย่างที่ท่านวิสารได้สอบถามจริง ๆ เพราะว่าในการลงมตินั้นมี ๒ คะแนนเสียง ที่เปึนการลงคะแนนว่ารับทราบการควบรวมทรู (True) และดีแทค (DTAC) ในขณะที่อีก ๒ คะแนนเสียงนั้นบอกว่า กสทช. ไม่มีสิทธิที่จะอนุมัติ อนุญาต แล้วก็ลงคะแนนว่าไม่อนุญาต ให้เกิดการควบรวม เมื่อคะแนนเสียงเท่ากัน เพราะว่าในคณะกรรมการทั้งหมดมี ๕ ท่าน ก็เลยมีการใช้คะแนนเสียงชี้ขาดจากประธานกรรมการในขณะนั้น แล้วก็บอกว่าคะแนนเสียง ที่เพิ่มเติมขึ้นมา ๑ เสียงนั้นก็จะเปึนการชี้ขาดว่ามีเสียงข้างมาก
แต่ถ้าเราไปดูในกรณีนี้ใน ๒ เสียงแรกที่บอกว่าไม่ได้มีอํานาจอนุมัติอนุญาตแล้วก็ทําได้ เพียงแค่รับทราบนั้น ก็มีประธานกรรมการได้ลงคะแนนไปแล้ว ๑ เสียง พอเรามาดูข้อบังคับ การประชุมของคณะกรรมการ กสทช. ก็พบว่าในกรณีของการลงมติกรณีนี้จําเปึนที่จะต้องใช้ เสียงข้างมากเท่านั้นและไม่สามารถที่จะใช้เสียงชี้ขาดจากประธานได้เหมือนกรณีทั่ว ๆ ไป การที่จะต้องมีเสียงข้างมากเด็ดขาดในคณะกรรมการก็คือต้องมีอย่างน้อย ๓ เสียงขึ้นไป ดังนั้นอันนี้ก็เปึนประเด็นที่มีการพูดถึง ถึงแม้ว่าศาลปกครองจะได้มีการพิจารณาในเรื่องนี้ แล้วว่าจริง ๆ แล้วเปึนไปตามข้อบังคับการประชุม แต่ว่าในขณะเดียวกันเราก็มีบันทึก การประชุมของครั้งก่อนหน้าที่เปึนมติพิเศษแบบนี้เช่นเดียวกันและจําเปึนที่จะต้องใช้ เสียงข้างมากแบบเด็ดขาดในการพิจารณาชี้ขาดจริง ๆ ก็มีกรณีนี้เช่นเดียวกัน ก็นําไปสู่การที่มี การอุทธรณ์คําวินิจฉัยของศาลปกครองในระยะเวลาต่อมานะคะ สิ่งที่กรรมาธิการของเรา ได้พิจารณาก็มีหลายเรื่องด้วยกัน ไม่ว่าจะเปึนเรื่องผลกระทบ กระบวนการต่าง ๆ การใช้ และการตีความกฎหมาย สิ่งหนึ่งที่อยากจะชี้ให้เห็นอีก ๑ เรื่องก็คือเรื่องของที่ปรึกษาอิสระ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าในที่ประชุมนั้น กรรมาธิการท่านเกียรติ สิทธีอมร ก็ให้ความสําคัญ กับเรื่องของที่ปรึกษาอิสระมากเปึนพิเศษ ตอนนั้นเปึนแค่ข้อสงสัยว่าอาจจะมีผลประโยชน์ ทับซ้อนของบริษัทหลักทรัพย์ซึ่งมาทําหน้าที่เปึนที่ปรึกษาอิสระ ซึ่งตามปกติโดยธรรมชาติ ของบริษัทหลักทรัพย์จําเปึนที่จะต้องมีการแนะนําการซื้อขายหลักทรัพย์หรือว่าหุ้นในตลาด อยู่แล้วเปึนปกติ ซึ่งเราก็เลยมีการทักท้วงว่าควรจะต้องมีที่มาของที่ปรึกษาอิสระที่โปร่งใส มากกว่านี้ แต่เมื่อการต่อมาค่ะ เพราะว่ารายงานฉบับนี้แล้วก็ที่ประชุมจบสิ้นไปตั้งแต่ ประมาณเดือนเมษายน พฤษภาคม ต่อจากนั้นก็มีการขุดคุ้ยข้อมูลเพิ่มเติมแล้วก็พบว่า ที่ปรึกษาอิสระที่ว่าจ้างโดยบริษัทที่จะควบรวมกันมีผู้ถือหุ้นที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ถ้าสืบสายการถือหุ้นขึ้นไปถึงบริษัทแม่แล้วก็ไปถึงที่บริษัทปู์ก็จะพบว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ที่เปึนบริษัทรุ่นปู์อาจจะเปึนผู้บริหารของบริษัทในเครือของบริษัททรูคอร์ปอเรชันด้วยซ้ําไป ก็เท่ากับว่าสมมุติฐานหรือว่าข้อสันนิษฐานของกรรมาธิการในขณะนั้นถึงความเปึนอิสระ ของที่ปรึกษาอิสระนั้นก็เกิดมีอยู่จริง นอกจากนั้นแล้วถ้าเราอ่านทั้งรายงานฉบับนี้อาจจะ เห็นว่ากรรมาธิการเองก็ไม่ได้สนับสนุนการควบรวมในครั้งนี้เนื่องจากว่าผลกระทบที่เกิดขึ้น มันจะมหาศาลมากโดยเฉพาะกับทางผู้บริโภค หลังจากเดือนพฤษภาคม เมื่อการประชุม จบสิ้นลงแล้วก็ยังมีรายงานอีกหลายฉบับที่ยืนยันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการที่มีผู้แข่งขัน
ในตลาดจาก ๓ ราย เหลือ ๒ รายออกมาเปึนระยะ ๆ รวมไปถึงรายงานของที่ปรึกษาที่ กสทช. จ้างมาเอง เปึนบริษัทที่ปรึกษาในระดับโลกที่ประกอบไปด้วยนักวิชาการ ด้านโทรคมนาคม ด้านเศรษฐศาสตร์โทรคมนาคมอยู่เปึนจํานวนมากก็ยืนยันข้อเท็จจริง เดียวกันว่ากรณีนี้ไม่สามารถที่จะอนุญาตให้ควบรวมได้ เนื่องจากว่าผลกระทบนั้นไม่สามารถ ที่จะรื้อฟุ๋นกลับคืนมาให้เปึนเหมือนเดิมหรือว่าไม่สามารถทําให้ตลาดกลับมาแข่งขัน ได้เหมือนเดิมเมื่อเหลือคู่แข่งขันเพียงแค่ ๒ รายได้ แต่จุดชี้เปึนชี้ตายอยู่ที่เรื่องของการตีความ ทางด้านกฎหมายว่าสรุปแล้ว กสทช. มีอํานาจหรือไม่มีอํานาจที่จะอนุมัติอนุญาต การควบรวมหรือไม่ ซึ่งกระบวนการตีความทางกฎหมายอันนี้อย่างที่เราได้เห็นปฏิกิริยา ในห้องประชุมว่ามีการพยายามที่จะหลีกเลี่ยงหรือว่าผลักเอาภาระนี้ไม่ให้อยู่กับตัวของ กสทช. และสํานักงาน กสทช. สิ่งที่เราค้นพบหลังจากนั้นเราก็พบว่ามีการพยายามให้เกิด การตีความในหลาย ๆ ครั้ง มีการตั้งคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายขึ้นมาตีความเรื่องนี้ โดยเฉพาะ มีการยื่นกฤษฎีกาถึงแม้ว่าไม่สามารถที่จะยื่นกฤษฎีกาได้เนื่องจากกําลังอยู่ใน คดีความในชั้นศาล ก็ยังมีความพยายามที่จะใช้กลไกทางด้านคณะรัฐมนตรีเพื่อให้กฤษฎีกา ตีความ
ซึ่งทางสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ตีความว่ามีอํานาจเต็มตามกฎหมายที่จะพิจารณา อนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เกิดการควบรวมได้ แต่ในท้ายที่สุดผลของการพิจารณาลงมติ ซึ่งมันเปึนที่มาของมติที่มันมีปัญหาขึ้นมาอยู่ในปัจจุบันก็กลับมีการลงมติกันในลักษณะ ค่อนข้างที่จะแปลกประหลาด ก็คือดิฉันไม่มั่นใจว่ามีการตั้งญัตติเพื่อลงมตินี้อย่างไร แต่ว่า ๒ เสียงคือบอกว่ารับทราบการควบรวม ก็คือยืนยันว่าตัวเองไม่มีอํานาจ อีก ๒ เสียงบอกว่า ไม่อนุญาต แสดงยืนยันว่าตัวเองมีอํานาจในการควบรวม และอีก ๑ เสียง เปึนการ งดออกเสียง ถึงแม้ว่ากระบวนการในศาลปกครองก็ยังดําเนินต่อไป ทางตัวดิฉันเองถึงแม้ว่า จะจบหน้าที่ในฐานะกรรมาธิการแล้วก็ยังได้มีการยื่นฟัองต่อ ป.ป.ช. ในเรื่องของการลงมตินี้ด้วย รวมไปถึงการมีผลประโยชน์ทับซ้อนในกรณีของที่ปรึกษาอิสระ รวมไปถึงผลประโยชน์ทับซ้อน ของตัวกรรมการเอง ซึ่งมีข้อมูลหลักฐานว่ามีข้อเกี่ยวพันกับบริษัทที่จะทําการควบรวมด้วย เช่นเดียวกันก็ได้ยื่นต่อ ป.ป.ช. ไปเรียบร้อยแล้วกําลังอยู่ในกระบวนการขั้นตอนนะคะ ก็ต้อง บอกว่าการที่เราได้มาพิจารณากันในวันนี้ก็ถือว่าอาจจะสายเกินไปหน่อยที่จะทําให้ประชาชน ได้รับรู้รับทราบข้อมูลข้อเท็จจริงในสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะว่าก็ต้องใช้ระยะเวลากว่า ๖ เดือน กว่าจะมีการพิจารณา ถึงแม้ว่าตัวดิฉันเองจะได้เสนอเพื่อที่จะเลื่อนวาระนี้ขึ้นมาพิจารณา กันในลําดับต้น ๆ เมื่อป้ที่แล้ว ในช่วงก่อนที่จะมีการพิจารณาในกรรมการ กสทช. เอง แต่ว่า ก็ไม่เปึนผล ก็ได้เสียงข้างน้อยมตินั้นก็ตกไปแต่ว่าก็เปึนที่น่าเสียดายคิดว่าเราควรจะต้อง ได้มีการถกเถียงพูดคุยกันในสภาแห่งนี้ เพื่อที่จะสามารถระงับยับยั้งเหตุการณ์ที่มันจะเกิดขึ้น ที่เราสามารถที่จะคาดการณ์ล่วงหน้าได้ แต่ว่าถึงวันนี้แล้วเราก็คงจําเปึนที่จะต้องติดตาม ตรวจสอบกันต่อไป เพราะว่าดิว (Due) เขาก็เดินหน้าต่อไปเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกัน ในมาตรการเฉพาะ เงื่อนไขเฉพาะต่าง ๆ ที่ กสทช. ได้กําหนดมาหลาย ๆ อันดูแล้วก็ไม่ได้เกิด ความไว้วางใจว่าจะทําให้ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเปึนสภา ในสมัยนี้หรือว่าสภาในสมัยหน้าดิฉันก็ขอเสนอให้เราจําเปึนที่จะต้องมีการติดตาม ความคืบหน้าในการดําเนินการตามมาตรการหรือว่าเงื่อนไขเฉพาะ ถ้าดิว (Due) นี้ลุล่วง เพื่อที่จะการันตี (Guarantee) ว่าสิทธิแล้วก็ผลประโยชน์ สวัสดิการ สวัสดิภาพของผู้บริโภคนั้น ได้รับการคุ้มครองและหลังจากที่เกิดดิว (Due) นี้แล้วไม่นําไปสู่ภาระค่าครองชีพของประชาชน ที่จะต้องเพิ่มขึ้นจากการที่มีการแข่งขันลดลงในตลาดโทรคมนาคม ขอบพระคุณค่ะ