เกียรติ สิทธีอมร แสดงความกังวลต่อการบังคับใช้กฎหมายที่ขาดประสิทธิภาพโดย กสทช. และคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ทั้งที่มีอำนาจแต่กลับอ้างว่าไม่มีอำนาจ สะท้อนความไม่มุ่งมั่นในการกำกับดูแลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกรณีการควบรวมกิจการและการใช้อำนาจตลาดที่อาจนำไปสู่การผูกขาดและทำให้ราคาบริการเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 พร้อมเสนอให้ทบทวนนโยบายการแชร์โครงข่ายร่วมเพื่อลดต้นทุนและประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภค รวมถึงตั้งข้อสังเกตต่อมติที่คลุมเครือ การตั้งที่ปรึกษาที่ขาดอิสระ และการตีความกฎหมายที่ไม่ชัดเจน จึงเรียกร้องให้กำหนดพฤติกรรมต้องห้ามอย่างชัดเจน ส่งเสริมการแบ่งปันโครงสร้างพื้นฐาน และเร่งตรวจสอบการแข่งขันเพื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค.
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการ ก็ขอบคุณทั้ง ๓ ท่านที่ได้ตั้งคําถามขึ้นมา ถ้าท่านอ่านรายงานของเราในรายละเอียดจะเห็น ได้ชัดว่ากรรมาธิการพิจารณาเรื่องนี้ด้วยความไม่สบายใจอย่างยิ่ง ไม่สบายใจเพราะเห็น แนวทางของคําตอบที่เราได้จากหน่วยงานทําให้เราไม่รู้สึกมั่นใจ ต้องพูดอย่างนี้ตรง ๆ เลย แล้วมันก็สะท้อนอยู่ในตัวรายงานของเรา อย่างเช่น ในหน้า ๖๘ เราเขียนชัดเจนว่ามีการ ไม่พยายามบังคับใช้กฎหมายขององค์กรอิสระ ชัดมาก ไม่พบความมุ่งมั่นทุ่มเทในแนวทาง
เชิงนโยบาย อันนี้เขียนไว้ชัด คือเราฟังแล้วเราไม่เข้าใจ เรียนท่านประธานในประเด็น ข้อกฎหมายอย่างนี้ครับ กรรมาธิการมีความเห็นชัดเจนมากว่าทั้ง กสทช. และคณะกรรมการ แข่งขันทางการค้า ทั้งคู่มีอํานาจ แต่ต่างคนต่างบอกว่าข้าพเจ้าไม่มีอํานาจ ทั้งคู่มีอํานาจ ชัดเจนมากครับ กสทช. เองมีประกาศถึงแม้ว่าจะมีการประกาศ มีการแก้ประกาศบางส่วน แต่เมื่อลงลึกในการเข้าไปวิเคราะห์พิจารณาดูถึงประกาศที่ออกมาแล้วเขาไม่ได้ให้นั่งดู ชั้นเดียว ที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ชัดว่ามีการพยายามในการเลี่ยงบาลีของการบังคับใช้กฎหมาย โดยอ้างว่าบริษัทที่จะต้องไปกํากับดูแลเปึนบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ บางกรณีบอกว่า ถ้าไม่ใช่เปึนบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตไปกํากับเขาไม่ได้ เห็นได้ชัดนะครับ แต่จริง ๆ ถ้าเอา คําจํากัดความของความเปึนบริษัท และอํานาจในการกํากับดูแลหรืออํานาจในการบริหาร ของบริษัท เข้าข่ายครับ ตีความเข้าข่ายได้ทั้งสิ้นเลย ในแง่ของกฎหมายแข่งขันทางการค้า ก็ได้มีการนั่งวิเคราะห์แล้วก็มีการเชิญคณะกรรมการมา เลขาธิการมา เขาก็มีความเปึนห่วงว่า ถ้าในกรณีมีกฎหมายเฉพาะมารองรับแล้วบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการแข่งขันจะเปึนรอง แต่ในเมื่อถ้าเขาบอกว่าไม่สามารถบังคับใช้ได้ กฎหมายแข่งขันถามว่ามีอํานาจไหมในการเข้าไป กํากับดูแล ก็มีอีกเหมือนกัน คณะกรรมาธิการเห็นชัดเจนมากในประเด็นข้อกฎหมาย
เรายังคิดว่าความพยายามในการที่จะตีความประกาศของตัวเอง หรือแม้กระทั่งอํานาจ ตามกฎหมายของของคณะต่าง ๆ เราไม่ค่อยสบายใจ ไม่สบายใจอย่างยิ่ง เอาละครับ ถ้าต่างฝ์ายต่างอ้างว่าไม่มีอํานาจ ถามว่าในกรณีที่เขาจะมีการควบรวมกัน อะไรคือเรื่อง ที่สําคัญ เรื่องที่สําคัญคือเรื่องการให้หรือไม่ให้ควบรวม หรือพฤติกรรมหลังจากการควบรวม หลักที่สําคัญของกฎหมายแข่งขัน รวมทั้งประกาศของ กสทช. ก็คือว่าใหญ่ไม่ผิด แต่เกเร ถึงจะผิด ถ้าใหญ่แล้วใช้อํานาจตลาดที่มีอยู่ในการไปบังคับซื้อ บังคับขาย บังคับเพิ่มราคา บังคับควบรวมบริการต่าง ๆ ทําให้เปึนการแฝงราคาการให้บริการ อันนี้ผิดนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถที่จะไปบังคับให้ควบรวมกันได้หรือไม่ได้ ในที่สุดก็ต้อง ไปดูว่าพฤติกรรมต้องห้ามคืออะไรบ้าง พวกเราเองในคณะกรรมาธิการก็ให้ข้อเสนอแนะ ตลอดช่วงประชุมว่าพฤติกรรมต้องห้ามควรจะเปึนเรื่องอะไร แล้วก็จากผลการศึกษาที่เรา มีการรวบรวมไว้ ทุกกรณีที่บางท่านอาจจะเข้าใจว่ารวมกันน้อยรายมันน่าจะดูแลง่าย ไม่จริงครับ ยิ่งน้อยรายยิ่งแพง ในประสบการณ์ของทุกประเทศ รวมทั้งกรณีของประเทศไทยด้วย มีการศึกษาโดยสถาบันชัดเจนมากว่าถ้ามีการควบรวมอาจจะทําให้ในอนาคต ซึ่งช่วงไหน ยังไม่ทราบนะครับ ราคามันจะเพิ่มขึ้นไปถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ รายงานนี้ก็ปรากฏมีสรุปอยู่ใน รายงานของเรา
อีกประการที่เราค้นพบก็คือว่าโครงข่ายที่เรามีอยู่ไม่ว่าจะกี่รายก็แล้วแต่ เราใช้โครงข่ายเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และเปึนประโยชน์สูงสุดกับผู้บริโภค แล้วหรือยัง คําตอบชัด ๆ คือยัง มีหลายกรณีของในหลายประเทศเปึนกรณีศึกษาที่ชัดเจน มากว่าถ้ามีโครงข่ายที่ใช้ร่วมกันได้ มีกรรมการกลางในการกํากับดูแลให้ใช้โครงข่ายร่วมกัน เช่น เอไอเอส (AIS) ไปตั้งเสา ๆ หนึ่ง ไม่จําเปึนที่จะต้องดีแทค (DTAC) ไปตั้งอีกเสาหนึ่ง ใกล้ ๆ กัน ก็ใช้เสานี้ส่งสัญญาณร่วมกัน อย่างนี้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ถามว่าที่ผ่านมาจนถึง ปัจจุบัน จนถึงวันที่คณะกรรมาธิการได้มีโอกาสศึกษาในเรื่องนี้ ถามว่าเขาอนุญาตให้ทําไหม ยังไม่อนุญาต และคนที่อนุญาตคือใคร กสทช. นี่แหละครับ ข้อเสนอแนะข้อหนึ่งในรายงาน ของคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ก็คือว่าต้องกลับไปดูเลยว่าโครงข่ายอินฟราสตรักเชอร์ (Infrastructure) ทั้งหลายในโลกนี้เขาไปอินฟราสตรักเชอร์ แชร์ริง (Infrastructure sharing) กันหมดแล้ว คือให้ใช้ร่วมกันได้ และในที่สุดผลประโยชน์ต้องตกอยู่กับผู้บริโภค ต้องสะท้อนมาเปึนการลดราคา เพราะฉะนั้นตอบท่านง่าย ๆ เลย ประเด็นข้อกฎหมาย
ถ้าถามว่ากรรมาธิการมีความเห็นอย่างไร ทั้ง กสทช. และคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า มีอํานาจ ถ้าจะเข้าไปกํากับดูแล แต่เลือกที่จะตีความในลักษณะที่เหมือนกับว่าไม่แน่ใจบ้าง หรือจะไปกํากับดูแล ไม่แน่ใจว่ามันจะถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่ การตีความของ ฝ์ายกฎหมายและกลุ่มผู้เชี่ยวชาญกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็เปึนปัญหาอยู่พอสมควร นอกจากนั้น เราพบอะไรอีกครับ เราพบว่าในการที่เราขอให้ กสทช. ไปทบทวน เพราะมีการตั้งที่ปรึกษา อิสระ ที่ในความเห็นของกรรมาธิการนี้ชัดเจนว่าไม่อิสระจริง ๆ ในการเข้าไปช่วยดูในเรื่อง ของการควบรวม เพราะมีผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม กรรมการที่เข้าไปเปึน ที่ปรึกษามีส่วนได้เสียในการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อย่างนี้ ข้อเสนอเราชัดเจน กลับไป ทบทวนหน่อยเถอะ อย่าปล่อยอันนี้ไป หลังจากนั้นพวกเราติดตามข่าวดู ในวันที่ ๒๐ ตุลาคม ที่ กสทช. มีมติให้ควบรวมได้ เห็นแล้วก็ต้องบอกว่าก็ไม่ค่อยสบายใจ ข้อแรก มีเงื่อนไข ที่เขาระบุไว้ว่าต้องลดราคา ๑๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ได้บอกว่าเมื่อไร ไม่ได้บอกว่าจะเกิดขึ้น ทันทีหรือเปล่า ไม่ได้บอกว่าลดราคาในเรื่องใดบ้าง อันนี้เราไม่ได้อยู่ในห้องประชุมของ กสทช. ก็ต้องรบกวนว่าท่านที่ถามเมื่อสักครู่ ถามว่าช่วยบอกทีว่าบรรยากาศเปึนอย่างไร ตอบไม่ได้ครับ พวกเราไม่ได้นั่งอยู่ในที่ประชุมของ กสทช. ในวันนั้น เราก็เห็นในข่าว ติดตาม ในข่าวเห็นชัดว่ามันดูแล้วแปลก ๆ
อันที่ ๒ ที่เปึนมติออกมา ที่เราติดตามในการประชุมครั้งนั้นคือห้ามใช้ โครงข่ายร่วมกัน อันนี้สวนทาง อันนี้แปลกใจ จริง ๆ มันต้องใช้อินฟราสตรักเชอร์ (Infrastructure) ร่วมกันถูกไหมครับ พวกเสาพวกอะไรทั้งหลายจะได้ไม่ลงทุนซ้ําซ้อน แต่กลับปรากฏว่ามีเรื่องนี้ออกมา ห้ามควบรวมใน ๓ ป้อันนี้เราทราบ เขาไม่ให้ควบรวม แบรนด์ (Brand) อันนี้ก็เปึนเรื่องหนึ่งที่เราเห็นอยู่ แล้วก็มีผู้เชี่ยวชาญมาประเมิน
ทีนี้คําถามมีอยู่ว่าอํานาจ ถึง กสทช. จะบอกว่าตัวเองไม่มีอํานาจในการที่จะ ไม่ให้เขาควบรวมกัน แต่ถามว่ามีอํานาจอะไรบ้าง ข้อกฎหมายชัดเจน มีอํานาจในการกําหนด พฤติกรรมต้องห้ามที่ไม่ให้เปึนการเอื้อประโยชน์จากการผูกขาดที่เกิดขึ้นหลังจากการ ควบรวม ตรงนี้ต้องยอมรับเลยครับ อ่อนมาก มติที่ประชุมที่ออกมาเพียงแค่นี้ก็ต้องบอกว่า อ่อนมากจริง ๆ และเรื่องนี้ผมคิดว่าที่กรรมาธิการได้ช่วยกันดูในเรื่องนี้เปึนเพียงจุดเริ่มต้น ในที่สุดสิ่งที่กําลังจะเกิดขึ้นหรือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในบางส่วนก็จะสะท้อนความกังวลของ คณะกรรมาธิการชุดนี้ที่สะท้อนในสภาแห่งนี้ แล้วก็ต้องมีการนําเสนอต่อไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงทั้ง กสทช. และกรรมการแข่งขันทางการค้า
อีกเรื่องหนึ่งที่เปึนประเด็นข้อสุดท้ายที่เราฝากไว้ในคณะกรรมาธิการก็คือว่า เราไม่เคยเปรียบเทียบกันเองเลยว่าประเทศไทยมันอยู่ตรงไหน ไม่มีการทําเบนช์มาร์กกิง (Benchmarking) ทั้งเรื่องค่าบริการในการใช้กิจการในเรื่องนี้ อันนี้ต้องทํา แล้วเราก็ฝากไว้ ในรายงานของเราว่าทั้งการกําหนดพฤติกรรมต้องห้ามก็ดี ในการเข้าไปตรวจสอบประเมินว่า ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ไหม ค่าบริการที่เรามีอยู่ไม่ใช่เพียงแค่ดูว่าเรามีการแข่งขัน กันกี่ราย แต่ที่สําคัญที่สุดก็คือว่าแข่งขันกันแล้วเราสู้เขาได้ไหม ประเทศไทยแข่งกับเขาได้ไหม ประเทศไทยยังยืนอยู่ได้ไหมในเวทีของ อย่างต่ําที่สุดในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) สิ่งเหล่านี้ สะท้อนอยู่ในรายงานของกรรมาธิการ แล้วก็ตรงกันครับ เรายังเปึนห่วง ยังเปึนกังวล แล้วก็ ยังอยากเห็นมีการกําหนดพฤติกรรมต้องห้ามที่ชัดเจนมากกว่านี้ หลากหลายมากกว่านี้ มีการ อนุญาตให้ใช้อินฟราสตรักเชอร์ แชริง (Infrastructure sharing) หรือการใช้โครงข่าย ในหลายกรณีร่วมกัน แล้วในที่สุดถ้ากํากับดูแลดี ผมยืนยันนะครับ อํานาจตามกฎหมายมี ที่จะกํากับดูแลให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้บริโภค จะทําหรือไม่ขึ้นอยู่กับกรรมการของ กสทช. ขอบคุณครับ