ภราดร ขอตั้งกรรมาธิการศึกษาแก้ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๒

ภราดร ปริศนานันทกุล หารือปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางแก้ไขอย่างยั่งยืนแทนการใช้มาตรการระยะสั้นของรัฐบาลแต่ละชุด

นายภราดร ปริศนานันทกุล อ่างทอง

ท่านประธานที่เคารพ ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ต้องขอบคุณ ท่านประธานและสภาแห่งนี้นะครับ ที่ได้กรุณารับญัตติด่วนของเพื่อนสมาชิกรวมกันทั้งสิ้น ๑๑ ญัตติด่วนด้วยกัน ในส่วนของญัตติของผมและของพรรคภูมิใจไทย เพื่อนสมาชิกอีก ๒๐ ท่านได้ร่วมกันเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาของพวกเราตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ผมขออนุญาตท่านประธาน อ่านญัตติ แล้วหลังจากอ่านญัตติจบแล้วผมขออนุญาตท่านประธานนำเสนอเหตุผลประกอบ ด้วยปัจจุบันพืชผลทางการเกษตรประกอบด้วย ยางพารา ข้าว ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง และอ้อย มีราคาตกต่ำ ส่งผลกระทบต่อรายได้และการดำรงชีวิตของเกษตรกรต้องแบกรับภาระ หนี้สินเนื่องจากปัญหาต้นทุนการผลิตสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ผลผลิตล้นตลาด ผลผลิต ต่อพื้นที่ต่ำ และสภาพผันแปรของตลาดซื้อขายสินค้าหลายครั้งเกิดการชุมนุมเรียกร้องให้ ภาครัฐเข้ามามีมาตรการช่วยเหลือเกี่ยวกับราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ รัฐบาลควรมีมาตรการ ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะปลูก รวมถึงส่งเสริมภาคเกษตรในการผลิตและจำหน่ายสินค้า ทางการเกษตรเพื่อการจำหน่ายในประเทศและส่งออกสินค้าทางการเกษตรไปยังต่างประเทศ หากคณะกรรมาธิการได้พิจารณาศึกษาและหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อให้ สินค้าเกษตรมีเสถียรภาพด้านราคา เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม สร้างรายได้ ให้กับเกษตรกรแล้ว คุณภาพชีวิตและครอบครัวเกษตรกรจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สำคัญของประชาชนและส่งผลกระทบต่อระบบ เศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นพวกผมจึงขอเสนอญัตติด่วนดังกล่าวมาเพื่อให้ที่ประชุม พิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและหาแนวทางแก้ไขปัญหาพืชผล ทางการเกษตรตกต่ำตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๔๑ และ ข้อ ๔๒ ผมขออนุญาตท่านประธานนำเสนอเหตุผลเพิ่มเติมประกอบญัตติด่วนครับ ผมเรียน ท่านประธานในเบื้องแรกแบบนี้ว่า มันเหมือนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของสภาผู้แทนราษฎร หลังจากที่ได้มีการเลือกตั้งใหญ่ทุกครั้ง ท่านประธาน เพื่อนสมาชิกลองสังเกตดูครับ ผมอยู่ ในสภาแห่งนี้ตั้งแต่สภาชุดที่ ๒๓ ชุดที่ ๒๔ แล้วก็ชุดนี้ชุดที่ ๒๕ ทุก ๆ ครั้งหลังจากที่เลือกตั้ง เสร็จแล้ว มีสภาแล้ว ปัญหาเรื่องแรก ๆ ญัตติแรก ๆ ซึ่งเป็นญัตติด่วนที่ถูกเสนอเข้ามา ในสภาแห่งนี้หนีไม่พ้นละครับ หนีไม่พ้นเรื่องการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร ผมอยู่ในสภาแห่งนี้ ๑๐ กว่าปี ปัญหาเหล่านี้ถูกหยิบยกขึ้นมาโดยตลอด ผมย้อนหลังไปไกล กว่านั้นครับ ย้อนหลังไปเมื่อสมัยผมเป็นเด็ก คุณพ่อผมเป็น ส.ส. สมัยแรกเมื่อปี ๒๕๒๙ ผมนั่งดูทีวี (TV) คุณพ่อก็หยิบเรื่องราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำนี่ละเข้ามาตั้งกระทู้ ในสภาผู้แทนราษฎร มันสะท้อนให้เห็นถึงอะไรครับ มันสะท้อนให้เห็นว่าประเทศนี้ไม่เคย แก้ไขปัญหาเรื่องราคาสินค้าทางการเกษตรตกต่ำให้กับพี่น้องราษฎรได้เลย ท่านจะเห็นครับ ว่าทุก ๆ รัฐบาล หลังจากที่จัดตั้งรัฐบาลกันเสร็จสรรพเรียบร้อย แต่ละรัฐบาล ๆ ก็จะมา มีนโยบายเร่งด่วน บางรัฐบาลก็เรียกโครงการจำนำข้าว บางรัฐบาลก็มีโครงการประกันสินค้า ทางการเกษตร บางรัฐบาลก็พยายามที่จะเข้ามาแทรกแซงราคาสินค้าทางการเกษตร ท่านจะเห็นว่าแต่ละนโยบายของแต่ละรัฐบาลที่ผ่านมาในอดีตนั้นมันเป็นการแก้ไขปัญหา ในระยะสั้นทั้งสิ้น ท่านจะสังเกตว่าหลังจากที่หมดสิ้นรัฐบาลชุดนั้น ๆ ไป สิ่งที่เกิดตามมา ก็คือราคาสินค้าเกษตรก็กลับราคาตกต่ำไปอยู่ที่เดิมเพื่อรอให้มีรัฐบาลใหม่ แล้วก็รอให้ รัฐบาลใหม่มาเสนอนโยบายใหม่ มันก็วนอยู่แบบนี้ครับ ผมบอกกับท่านประธานครับว่า วิธีการแบบเดิม ๆ มันไม่สามารถที่จะนำมาซึ่งผลลัพธ์แบบใหม่ ๆ มันจึงไม่ใช่ เรื่องแปลกหรอกครับที่หลายรัฐบาลที่ผ่านมามันจึงแก้ไขปัญหาเรื่องราคาสินค้า ทางการเกษตรไม่ได้เลย เพราะเรามองมิติแบบเดิม ๆ เรามองวิธีการแก้ไขปัญหาแบบเก่า ๆ วิธีแบบเดิม ๆ ไม่จำนำเราก็ประกัน ไม่ประกันเราก็เข้าไปแทรกแซงโดยใช้รัฐเข้าไปแทรกแซง ราคาสินค้า นี่คือวิธีการต่าง ๆ ที่มันผ่านมา วันนี้ผมยินดีครับ ผมยินดีที่ได้เห็นสภาแห่งนี้ ได้ร่วมกันพิจารณาและกำลังจะตั้งกรรมาธิการขึ้นเพื่อพิจารณาศึกษาวิธีการที่จะแก้ไขปัญหา เรื่องการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม แต่มันจะไม่เกิดประโยชน์เลยครับท่านประธาน ถ้าหากว่า การตั้งกรรมาธิการชุดนี้มีวิธีการคิดเหมือนเดิม เหมือนกับรัฐบาลหลาย ๆ รัฐบาลที่เคยปฏิบัติ มาก่อน มันก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องการเกษตรของประเทศนี้ในระยะยาวได้ ปัญหาหลักใหญ่ใจความของสินค้าทางการเกษตรทุกชนิด ถ้าจะพูดกันง่าย ๆ พูดกันแบบ กำปั้นทุบดิน เอาหลักเศรษฐศาสตร์ง่าย ๆ มาอธิบาย ปัญหามันก็เกิดขึ้นเพราะอุปสงค์ มันมากกว่าอุปทาน สินค้าที่ผลิตมันมากกว่าสินค้าที่บริโภค เพราะฉะนั้นสินค้ามันก็เหลือ ท่านประธานจะสังเกตเห็นครับ บางปีประเทศคู่แข่งสินค้าทางการเกษตรของพวกเรา เช่น ประเทศอินเดีย ประเทศเวียดนาม บางปีประเทศเหล่านี้เกิดประสบกับปัญหาอุทกภัย เกิดปัญหาที่ไม่สามารถทำให้ผลผลิต ของเขาผลิตได้ตามเป้าหมาย ราคาผลผลิตในประเทศของพวกเรามันก็สูงขึ้น ราคาในตลาดโลก มันก็สูงขึ้น แน่นอนครับ เพราะอุปสงค์มันขาด ในขณะที่อุปทานมันเท่าเดิมราคามันก็สูงขึ้น นี่คือหลักการตลาด นี่คือหลักการเศรษฐศาสตร์ที่สามารถเอามาอธิบายได้แบบง่าย ๆ ผมบอกกับท่านประธานครับว่าที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ๒ กระทรวง ซึ่งเป็นกระทรวงฝ่ายผลิตและเป็นกระทรวงฝ่ายขายไม่เคยมาพูดคุยกัน อย่างชัดเจน และไม่เคยมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเป็นรูปธรรม หมายความว่า ฝ่ายผลิตจะผลิตอะไรก็ผลิตไป ฝ่ายขายมีหน้าที่ขาย ท่านจะขายได้หรือขายไม่ได้ ก็เป็นเรื่องของ ผู้ผลิตไป นี่ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่จะต้องให้คณะกรรมาธิการชุดนี้นำไปช่วยพิจารณาเพื่อหา ทางออกต่อไป ผมยินดีครับ ยินดีที่เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ เดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมา เราได้ มีกระทรวงใหม่เกิดขึ้น ๑ กระทรวง จริง ๆ แล้วเป็นการรวมกระทรวงวิทยาศาสตร์เข้ากับ อุดมศึกษา เราเรียกกระทรวงใหม่ว่า กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กระทรวงนี้ละครับผมคิดว่ามันกำลังจะเป็นคำตอบให้กับทุกคนในประเทศนี้ ไม่ใช่แต่เฉพาะ ภาคการเกษตร หากว่ากระทรวงนี้สามารถที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมเชื่อว่ามันจะ เปลี่ยนโฉมหน้าของสังคมประเทศไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมด้านการเกษตร เมื่อสักครู่ ผมพูดค้างไว้เรื่องอุปสงค์ อุปทาน อย่างนี้ครับ ที่ผ่านมาประเทศไทยเราอ่อนด้อยมากในเรื่อง อาร์แอนด์ดี (R&D) ในเรื่องรีเสิร์ช แอนด์ ดีเวลอปเมนต์ (Research and Development) ในเรื่องการวิจัยและการพัฒนาที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้น เราไม่เคยที่จะทำการวิจัยเลยว่า เราจะทำอย่างไรให้ผลผลิตทางการเกษตรต่อ ๑ ไร่ มันเพิ่มขึ้น ผมยกตัวอย่างข้าว ทุกวันนี้ ข้าวนาปี นาปรัง บ้านผมทำได้ประมาณ ๑ ไร่ ได้ประมาณสัก ๘๐-๙๐ ถัง เราไม่เคยมีการคิด เลยครับว่าเราจะทำอย่างไร เพื่อที่จะทำให้ผลผลิตต่อ ๑ ไร่ จาก ๘๐-๙๐ ถัง เพิ่มขึ้นเป็น ๑๕๐ หรือ ๒๐๐ ถัง ประเทศเราไม่เคยคิดเลยครับว่าในวันที่อุปสงค์มันมากกว่าอุปทาน อุปสงค์ส่วนเกินเราจะเอาไปทำอะไร วิธีการแก้ไขปัญหาของเราสำหรับเกษตรกรทำอย่างไร สินค้าทางการเกษตรขายไม่ได้ ขายไม่ได้ราคาก็ปิดถนนครับ เอาสินค้าทางการเกษตรไปกอง บนถนนเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลลงมาแก้ไขปัญหา ก็ไม่พ้นรัฐบาล รัฐบาลก็จะต้องไปใช้วิธีการ แบบเดิม ๆ คือเข้าไปแทรกแซง เข้าไปจำนำบ้าง เข้าไปประกันบ้าง แล้วแต่นโยบายของรัฐบาลนั้น ๆ นี่คือวิธีการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาโดยตลอดของประเทศนี้ ซึ่งมันแสดงให้เห็นแล้วว่า มันใช้ไม่ได้ เมื่อสักครู่ผมพูดไว้ว่าในกรณีที่อุปสงค์มันมากกว่าอุปทาน เราไม่เคยคิดเลยครับว่า เราจะเอาอุปสงค์ส่วนเกินนี้เอาไปทำอะไร ผมยกตัวอย่าง ๕ พืชเศรษฐกิจหลักครับ วันนี้ข้าวเราขายกันเป็นกิโลกรัม กิโลกรัมละเท่านั้นเท่านี้บาท กิโลกรัมละ ๒๐ บาท ๓๐ บาท ใครจะไปคิดครับ วันหนึ่งถ้าหากว่ากระทรวงใหม่ที่ผมว่าได้ไปลองทำการวิจัย ได้ไปลองทำการศึกษาเรื่องข้าวดู ไปดูสารอาหารในเมล็ดข้าวนี้ว่ามันสามารถที่จะไปทำ ยารักษาโรคได้ไหม มันสามารถที่จะไปทำเครื่องสำอางได้ไหม จากข้าวที่ขายเป็นกิโลกรัม ใครจะไปคิดครับว่าในอนาคตวันข้างหน้าเราจะต้องมาขายข้าวเป็นเมล็ดละกี่บาท เรื่องอ้อย เรื่องมันสำปะหลัง วันนี้เรามีสิ่งที่จะมารองรับอยู่ นั่นก็คือเราสามารถที่จะเอาพืช พวกนี้ไปทำเป็นพลังงานทดแทน ไปผลิตเป็นเอทานอล (Ethanol) เพื่อที่จะมาทำเป็น พลังงานทดแทนได้ ในส่วนของปาล์ม พรรคภูมิใจไทยเราพูดเอาไว้ในขณะที่รณรงค์หาเสียง เลือกตั้ง เดี๋ยวในวันพรุ่งนี้ก็จะมีเพื่อนสมาชิกท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ก็จะมาอธิบาย เรื่องปาล์มอย่างละเอียด ผมพูดคร่าว ๆ ครับ เรื่องปาล์มเรามีแนวคิดว่าในขณะที่ปาล์ม มันล้นตลาด ในขณะที่ราคาปาล์มมันถูกลงทุกวัน ๆ วันนี้เหลือ ๒ บาท ๓ บาท เราจะทำ อย่างไรละครับที่จะให้ปาล์มมันราคาขยับขึ้นไปที่ ๔ หรือ ๕ บาท เรามีแนวคิดว่า ทำไมรัฐบาลไม่สร้างโรงผลิตไฟฟ้าแล้วใช้ปาล์มนี่ละครับเป็นเชื้อเพลิง ในการที่จะไป ผลิตไฟฟ้าแทนน้ำมันดีเซล (Diesel) ซึ่งราคาต้นทุนถูกกว่า แล้วเราได้ ๒ ทางครับ ๑. เราได้ พลังงานราคาถูก ๒. เราได้ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร เราสามารถที่จะซื้อผลปาล์มสดจาก พี่น้องเกษตรกรในราคาที่สูงขึ้น สูงขึ้นจนกระทั่งเท่ากับราคาของน้ำมันดีเซล (Diesel) หรือน้อยกว่าราคาของน้ำมันดีเซล (Diesel) เราสามารถที่จะคำนวณและไปกำหนดราคาเป็น ฟิกซ์เรต (Fixed Rate) ให้กับพี่น้องเกษตรกรที่ปลูกปาล์มในภาคใต้ได้ เราก็สามารถที่จะ แก้ไขปัญหาได้เช่นเดียวกัน เช่นเดียวกันกับยางพารา ซึ่งเช่นเดียวกันครับ ก็จะมีเพื่อนสมาชิกจากพรรคภูมิใจไทยเช่นเดียวกันจะมานำเสนอเรื่องยางพารา ในรายละเอียดในวันพรุ่งนี้ นี่คือตัวอย่างครับว่าเราสามารถที่จะแปรรูปสินค้าทางเกษตร เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าทางการเกษตร ซึ่งที่ผ่านมาเราไม่เคยที่จะไปแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด แบบนี้เลย และผมบอกกับท่านประธานเพิ่มเติมอีกนิดเดียวสำหรับข้าว ในอนาคตข้างหน้านี้ ข้าวโอกาสที่ราคามันจะสูงขึ้น ๆ มันเป็นไปได้น้อยครับ เพราะว่าในอนาคตสินค้าพืชผล ทางการเกษตรชนิดอื่นที่เขาใช้กินแทนข้าว เมื่อข้าวราคาสูงเขาก็หันไปกินสินค้าเกษตร ชนิดอื่นที่มันมีพลังงานคาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) เช่นเดียวกันกับข้าว เพราะฉะนั้น ความต้องการข้าวในอนาคตมันก็จะน้อยลงไป น้อยลงไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น มันไม่มีทางออกอื่นแล้วครับ ถ้าพี่น้องเกษตรกรยังคงที่จะทำนากันแบบนี้ ในฐานะรัฐบาล จำเป็นที่จะต้องหาทางออกทำการแปรรูปข้าว เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้นมากกว่าขายข้าว เป็นวัตถุดิบแบบนี้ ก่อนที่ผมจะจบการอภิปราย ผมฝากกรรมาธิการ ซึ่งกำลังจะตั้งขึ้น ในอีกไม่ช้านี้นะครับ ผมฝากเป็นแนวคิด เป็นแนวทางซึ่งทางพรรคภูมิใจไทย ซึ่งทางทีมงาน ของพรรคเราได้ช่วยกันคิดเป็นนโยบายของพรรค ซึ่งเราต่อยอดมาจากอ้อยและน้ำตาล อ้อยและน้ำตาลทุกวันนี้เรามีพระราชบัญญัติคุ้มครองนะครับ พระราชบัญญัติอ้อยเมื่อสักครู่ คุณหมอสุรวิทย์ได้อภิปรายไป พ.ร.บ. อ้อยกำเนิดมาเมื่อปี ๒๕๒๗ พ.ร.บ. อ้อยจะเป็นโมเดล (Model) สำหรับพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นให้กับพวกเรา สิ่งที่ผมบอกว่ามันเป็นโมเดล (Model) ก็เพราะว่าอ้อยมีการแบ่งสัดส่วนอย่างชัดเจนสำหรับชาวไร่อ้อย กับสำหรับโรงงานผู้ผลิต น้ำตาล แบ่งสัดส่วนสำหรับกำไรหลังจากที่ขายน้ำตาลแล้ว ๗๐ เปอร์เซ็นต์จะทอนให้กับ ชาวไร่อ้อย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของกำไรจะเป็นของเจ้าของโรงงานน้ำตาล นี่คือแนวคิดที่ พรรคภูมิใจไทยพยายามที่จะนำเสนอและฝากกับกรรมาธิการไปเพื่อให้ไปทำศึกษา ความเป็นไปได้กับพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น สำหรับอ้อยวันนี้พวกเราก็ยังไม่พอใจนักละครับ เพราะว่ากฎหมายมันเก่าเกินไปแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ อย่างที่คุณหมอพูดเมื่อสักครู่พวกผม ก็เห็นด้วยครับว่าจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไข จำเป็นที่จะต้องมีการทบทวนกฎหมายใหม่ ประเด็นที่พวกผมมองวันนี้ ๗๐ : ๓๐ แบ่งกัน สัดส่วนกำไรแบ่งกัน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ให้กับชาวไร่อ้อย อีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ให้กับโรงงานน้ำตาล ก็จริง แต่เป็นการแบ่งกำไรในส่วนของน้ำตาลเท่านั้น วันนี้เขาเรียกซังอ้อย ซังอ้อยเมื่อก่อนนี้ ไม่มีประโยชน์นะครับ ทิ้งอย่างเดียว น้ำตาลโมลาส (Molasses) เดี๋ยวนี้อันนี้เอาไปใช้ผลิต เอทานอล (Ethanol) ได้ ซึ่งอันนี้เป็นกำไรส่วนเพิ่มที่โรงงานน้ำตาลได้เพิ่มเติมไป ซึ่งกฎหมาย ฉบับเดิมปี ๒๕๒๗ ยังไม่ครอบคลุมถึง เราพยายามที่จะนำเสนอและแก้ไขกฎหมาย ในประเด็นนี้ต่อไปว่าผลผลิตจากการผลิตเอทานอล (Ethanol) จะต้องมาแบ่งสัดส่วน ๗๐ : ๓๐ คืนให้กับเกษตรกร ๗๐ และ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ให้กับโรงงานผลิตน้ำตาลด้วย นี่คือโมเดล (Model) นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะฝากกับท่านประธานถึงกรรมาธิการที่กำลังจะตั้งขึ้น ให้ร่วมกันพิจารณา และร่วมกันหาทางออกให้กับสินค้าทางการเกษตร มาช่วยกันดูครับว่าสินค้าทางการเกษตร เราจะแก้ไขปัญหาในระยะยาวอย่างไร ไม่ใช่มีเพียงนโยบายที่แก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตร เพียงระยะสั้นเหมือนอย่างที่ผ่านมาในทุก ๆ รัฐบาลเท่านั้น ก็ฝากท่านประธานถึงคณะกรรมการ ที่กำลังจะตั้งขึ้นด้วยครับ ขอบพระคุณครับ