ทศพร แจงความจำเป็นกฎหมายลูก หนุนปฏิรูปโปร่งใส-เปิดรับฟังประชาชน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๒

ทศพร ศิริสัมพันธ์ ชี้แจงความจำเป็นในการออกกฎหมายและลูกบทเพื่อสนับสนุนการปฏิรูปประเทศ พร้อมเสนอให้มีการทบทวนแผนการปฏิรูปให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและเปิดโอกาสให้สภาและประชาชนมีส่วนร่วมผ่านการรับฟังความคิดเห็น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และการวัดผลได้ โดยปรับรูปแบบรายงานความก้าวหน้าให้เข้าใจง่ายด้วยระบบสีและเปอร์เซ็นต์ รวมถึงพัฒนาระบบดิจิทัลร่วมกับเนคเทคเพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเข้าถึงข้อมูลและร่วมพัฒนาการปฏิรูปให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่อง

นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ

ในประเด็นที่ค้างอยู่ เมื่อสักครู่ที่ผมได้อธิบายว่าในเรื่องของการปฏิรูป เขาก็เลยแยกออกมาเป็น ๒ แนวทาง แนวทางที่ ๑ ก็คือสิ่งที่ทำได้เร็ว ๆ และออกไปก่อน ส่วนแนวทางที่ ๒ ก็คือเรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่ แล้วก็จะต้องมีการออกกฎหมายเพื่อที่จะ ปลดล็อกหลายอย่าง ที่ผมได้ยกตัวอย่างไปแล้ว เมื่อสักครู่ก็เป็นในเรื่องของรัฐบาล อิเล็กทรอนิกส์หรือรัฐบาลดิจิทัล ซึ่งหลายเรื่องในการปฏิรูป ผมเองก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่ไม่อยากเห็นมีการออกกฎหมายมาก แต่ในที่สุดจากประสบการณ์ของผมก็คือต้องมี กฎหมายเพื่อไปถอนอำนาจหรือไปถอนตะปู เพื่อที่จะทำให้การปฏิรูปนั้นเกิดขึ้นได้ ฉะนั้น ตั้งแต่เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคาบหน้าก็จะมีการรายงาน ในเรื่องของกฎหมายหลาย ๆ ฉบับที่ได้มีการออกมาเพื่อที่เปิดทางให้เราสามารถทำการ ปฏิรูปได้ เมื่อสักครู่ยกตัวอย่างเรื่องรัฐบาลดิจิทัลไปแล้ว นอกจากนั้นก็มีกฎหมายจริยธรรม กฎหมายป่าชุมชน กฎหมายไม้มีค่า อันนี้ถ้าจะทำให้สามารถขายไม้ได้ ประชาชนสามารถ ดำเนินการตรงนี้ได้ก็ต้องมีกฎหมายรองรับเช่นเดียวกัน ในเรื่องของสาธารณสุขปฐมภูมิ เรื่องความปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber) วิสาหกิจเพื่อสังคม วิสาหกิจเพื่อชุมชน สถาบันการเงิน ภาคประชาชน พวกนี้ก็เป็นกฎหมายที่ออกมาในเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม รวมทั้ง เรื่องขายฝากด้วย ตรงนี้ก็จะทำให้พ่อแม่ พี่น้องประชาชนในระดับล่างได้รับประโยชน์ เพิ่มมากขึ้น ฉะนั้นถ้าไม่มีการดำเนินการในจุดนี้ การปฏิรูปก็จะมาติดไม่สามารถทำได้ เนื่องจากไม่ได้มีการคลายล็อกออกมา ก็เลยจำเป็นที่จะต้องมีการออกกฎหมาย ออกพระราชบัญญัติขึ้นมาเพื่อเอื้ออำนวยให้สามารถดำเนินการต่อไปได้ จากนั้นมาก็ยังไม่จบ เมื่อกฎหมายเหล่านี้ออกมาแล้วในขั้นตอนต่อไปก็ยังต้องมีการออกลูกบทอีก ผมก็เชื่อว่า ในการรายงานต่อสภาครั้งต่อไปก็จะมารายงานความก้าวหน้าว่าได้มีลูกบท ได้มีการ ดำเนินการอะไรต่าง ๆ ต่อไป ในส่วนของเรื่องการทบทวนก็เป็นหัวใจสำคัญที่ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติก็ได้มีการอภิปรายไปแล้ว และตอนครั้งแรกสุดผมก็ได้อธิบายไปแล้ว ในมาตรา ๑๓ ของพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศนั้น ก็บอกว่า เมื่อกรณีมีเหตุจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงแผนการปฏิรูปประเทศด้านใด เพราะมีการ แก้ไขเพิ่มเติมยุทธศาสตร์ชาติ หรือเพราะแผนแม่บท หรือเพราะเหตุผลอื่นใดก็ให้ คณะรัฐมนตรีแจ้งให้คณะกรรมการปฏิรูปด้านนั้นดำเนินการแก้ไขปรับปรุงแผนการปฏิรูป ด้านนั้นโดยเร็ว บัดนี้อย่างที่ผมได้กราบเรียนทางสภาไปว่าตัวยุทธศาสตร์ชาติและ แผนแม่บทนั้นก็ได้มีการประกาศใช้แล้ว แล้วผมก็ได้นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเป็นมติไปแล้วให้มีการปรับปรุงแก้ไขแผนการปฏิรูป ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และแผนแม่บทเพิ่มมากขึ้น ขณะนี้ก็กำลังอยู่ในระหว่าง ของการดำเนินการซึ่งในกระบวนการนั้นกฎหมายก็เขียนบอกว่าต้องกลับไปใช้มาตรา ๑๑ มาตรา ๖ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าจะต้องมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น แล้วก็นำกลับเข้ามา เสนอสภานี้อีกครั้งหนึ่งเพื่อทราบ ซึ่งตรงนี้เองก็จะเป็นโอกาสอันสำคัญที่จะสามารถทำให้เอา ข้อคิดแนวความเห็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ทางท่านผู้แทนราษฎรได้มีโอกาสเอาไปมีส่วนร่วม เป็นปัจจัยนำเข้าในการที่จะปรับปรุงแก้ไขตัวแผนการปฏิรูปประเทศให้สมบูรณ์มากขึ้น โดยเฉพาะที่ผมได้ยินท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านบอกว่าอาจจะมีการตั้งกรรมาธิการ ทางสภาผู้แทนราษฎรก็อาจจะเป็นจุดที่จะสามารถทำให้การปรับแผนตรงกับความต้องการ ของประชาชน ซึ่งท่านผู้แทนราษฎรก็จะได้นำความต้องการของประชาชนนั้นมาใช้ในการ ปรับปรุงแผนให้ดีขึ้น นอกจากนั้นในข้อเสนอแนะต่าง ๆ ของท่านที่อยากจะให้เป็นเรื่องใหญ่ ๆ แล้วก็มีความคมขึ้น วัดผลได้ชัดเจนขึ้น มีตัวชี้วัด มีส่วนร่วมของประชาชนนั้น ผมเองก็จะ รวบรวมไปนำเสนอในคณะรัฐมนตรี แล้วก็เอาไปใช้ในกระบวนการปรับปรุงทบทวนแผน ตามมาตรา ๑๓ ให้สมบูรณ์มากขึ้น

ในประเด็นที่ ๔ ที่ขออนุญาตกราบเรียนก็คือในเรื่องของรายงานต่าง ๆ ที่จะได้มีการนำมาเสนอต่อสภาในทุก ๆ ๓ เดือน ผมเองก็จะขออนุญาตกลับไปปรับ ตัวแบบฟอร์ม (Form) ตัวเอกสารให้อ่านง่ายขึ้น แล้วก็จะใช้รายงานในลักษณะที่จะเป็น เปอร์เซ็นต์ความก้าวหน้า มีไฟเหลือง ไฟเขียว ไฟแดง ให้เห็นว่าก้าวไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ในแต่ละเรื่องที่ดำเนินการ ส่วนตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์นั้นก็อาจจะต้องรอ ในเรื่องของการดำเนินการไประยะหนึ่งถึงจะออกดอก ออกผล ที่จะมานำเสนอได้มากขึ้น แล้วทางสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเองในฐานะฝ่ายเลขาก็ได้เตรียมระบบ ทางดิจิทัล ระบบทางอิเล็กทรอนิกส์เตรียมไว้ ได้มีการจัดทำระบบกับทางเนคเทค (NECTEC) เพื่อที่จะให้ประชาชนและท่านผู้แทนราษฎรสามารถเข้าไปสู่ระบบได้ชัดเจนมากขึ้น

สุดท้ายนะครับ ผมก็ขอขอบพระคุณอีกครั้งหนึ่งที่ทางท่านผู้ทรงเกียรติ ในสภาผู้แทนราษฎรได้ให้ความสนใจ และผมก็จะนำข้อสังเกตทั้งหมดไปปรับปรุง เพื่อจะให้ การปฏิรูปบรรลุเป้าหมายแล้วก็ทำให้บ้านเมืองของเราดีขึ้น กราบขอบพระคุณครับ