ปิยบุตร แสงกนกกุล วิพากษ์วิจารณ์แผนการปฏิรูปประเทศที่อ้างว่าเป็นเครื่องมือลิดรอนอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรและกลไกสืบทอดอำนาจของรัฐประหาร โดยชี้ว่ารัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๐ ให้วุฒิสภามีอำนาจพิเศษในการติดตามเร่งรัดและออกกฎหมายผ่านกระบวนการนิติบัญญัติแบบพิเศษ ซึ่งเป็นการขัดต่อหลักการประชาธิปไตย และเรียกร้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องรวมตัวกันปกป้องอำนาจจากการเลือกตั้ง
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ท่านประธานครับ ผมรับหน้าที่ในฐานะเป็นคนสรุปในส่วนของ พรรคอนาคตใหม่เกี่ยวกับรายงานความคืบหน้าของแผนการดำเนินการการปฏิรูปประเทศ เพื่อนสมาชิกของเราตั้งแต่เมื่อวานต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ได้อภิปรายกันไปแล้วหลากหลาย ประเด็น ไล่เลียงมาตั้งแต่ภาพรวมของแผน ความคืบหน้าของแผนในรอบ ๓ เดือนนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคอนาคตใหม่ก็พูดไล่เลียงกันไปเรื่อยในกิจกรรมปฏิรูป ประเทศที่สำคัญและเร่งด่วนที่พวกท่านเรียกกันว่าควิกวิน (Quick Win) เราไล่เลียงกันไป ตั้งแต่เรื่องการกระจายอำนาจ เรื่องพลังงาน เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องป่าชุมชน เรื่อง ๑๙๑ เรื่องการรับแจ้งความในทุกท้องที่ เรื่องทนายความประจำทุก สน. เรื่องอีกัฟเวิร์นเมนต์ (e-Government) เรื่องกฎหมายข้อมูลข่าวสารสาธารณะ การเปลี่ยนวิสาหกิจชุมชนให้มี ฐานะเป็นนิติบุคคล เรื่องสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ (Smart Farmer) เรื่องเรกูลาทอรี กิลโลทีน (Regulatory Guillotine) เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ทั้งหลายทั้งปวง รวมทั้งวันนี้ได้พูดถึงเรื่อง การตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน เรื่องสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวในวันเสาร์ วันอาทิตย์ และเรื่องเศรษฐกิจต่าง ๆ จริง ๆ แล้วทั้งหมดที่พูดไป ผมอ่านแผนปฏิรูปแล้วก็รายงานความคืบหน้าแผนการปฏิรูป ประเทศทั้งหมด เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งว่าหน่วยงานบางหน่วยงานมีความจำเป็นที่จะต้อง อยู่ในแผนการปฏิรูปด้วย จำเป็นจะต้องถูกปฏิรูปด้วยว่าอย่างนั้นเถอะ แต่ไม่ปรากฏ อยู่ในแผนการปฏิรูป มีอยู่ ๓ หน่วยงานหลัก ๆ ครับ ๓ หน่วยงานนี้ในช่วงระยะเวลาหลายปี ที่ผ่านมาถูกตั้งคำถามจากพี่น้องประชาชน ถูกตั้งคำถามจากสื่อมวลชนจำนวนมาก แต่ ๓ หน่วยงานนี้ไม่ปรากฏว่าจะต้องถูกปฏิรูปด้วย หน่วยงานใดบ้าง อันที่ ๑ กองทัพ กองทัพไม่อยู่ในแผนการปฏิรูปเลยนะครับ ทั้ง ๆ ที่กองทัพนี้ถูกตั้งคำถามมาตลอดเวลาว่า กองทัพควรไปทำหน้าที่อะไร กองทัพมีหน้าที่สำคัญในการปกป้องแผ่นดิน ปกป้องประเทศ รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร แต่ปรากฏว่ากองทัพไทยกลับทำหน้าที่ในการ ก่อรัฐประหารอยู่บ่อยครั้ง เราจะทำอย่างไรที่จะปฏิรูปกองทัพให้สอดคล้องกับหลักการ ประชาธิปไตย เอารัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้งขึ้นมาอยู่เหนือกองทัพ เอากองทัพนั้น ให้เคารพหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ทำอย่างไรให้กองทัพปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง มิใช่ทำหน้าที่คอยรัฐประหารทุก ๆ ๔-๖ ปี เช่นเดียวกันครับ อีกหน่วยงานหนึ่งคือศาล เมื่อวานนี้ผมได้พูดไปแล้วเล็กน้อย ศาลเองก็ถูกตั้งคำถามมาตลอด ๑๓ ปีที่ผ่านมา ถึงกระบวนการยุติธรรมต่าง ๆ ถึงมาตรฐานในการตัดสิน แต่ปรากฏว่าไม่มีการปฏิรูปศาลเลย และสุดท้ายครับ หน่วยงานที่ควรจะต้องถูกปฏิรูปที่สุด แต่บังเอิญท่านท่านนี้ดันเข้ามา เกี่ยวข้องในฐานะหัวโต๊ะของการปฏิรูป นั่นคือหัวหน้า คสช. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นบุคคลที่ควรถูกปฏิรูปที่สุดในการปฏิรูปครั้งนี้ ผมอ่านแผนทั้งหมดและรายงาน ความคืบหน้า ก็จะขอสรุปอย่างนี้แล้วกันว่ามีลักษณะแผนการปฏิรูปและรายงาน ความคืบหน้านี่นะครับ มีอยู่ ๓ ข้อครับ
ข้อแรก แผนการปฏิรูปทำให้เกิดสิ่งที่ผมขออนุญาตเรียกว่าซุปเปอร์ (Super) รัฐบาล หมายถึงอะไรครับ โดยปกติแล้วแต่ไหนแต่ไรมาเราก็มีการปฏิรูปของเราได้ตลอด ตามระบบปกติ นั่นก็คือมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้วก็มีเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร ไปเลือกเอานายกรัฐมนตรีขึ้นมาและนายกรัฐมนตรีก็ตั้งรัฐบาล แล้วก็บริหารประเทศ ตามนโยบายที่ได้หาเสียงกับประชาชน ในบางเรื่องต้องการความรู้ความเชี่ยวชาญของ นักวิชาการก็เชิญกันเข้ามาเป็นผู้เชี่ยวชาญ บางเรื่องก็ปรึกษาข้าราชการประจำผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ที่ผ่านมาก็มีที่เราเรียกกันเล่น ๆ ว่า สภาพัฒน์ ก็คอยทำแผนยุทธศาสตร์ แผนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศมาโดยตลอด แล้วก็รัฐบาลเป็นคนดำเนินการ รัฐบาลก็มี อำนาจในฐานะรับฉันทานุมัติมาจากประชาชนในการผลักดันนโยบายที่พี่น้องประชาชน ได้เลือกกันมานี่คือระบบปกติ เราสามารถปฏิรูปในระบบปกติได้ แต่แล้วมันก็มีการปฏิรูป ในระบบพิเศษขึ้นมา การปฏิรูปในระบบพิเศษคืออะไรครับ นี่คือตัวอย่างของการปฏิรูป แบบพิเศษ คือมีรัฐประหารเกิดขึ้น เมื่อรัฐประหารเกิดขึ้นก็อ้างเรื่องการปฏิรูป เมื่อมี การปฏิรูปก็ต้องคณะกรรมการปฏิรูป เสร็จแล้วก็จะเกิดระบบรัฐที่มันซ้อนกันนะครับ ผมขอเรียกว่าเป็นรัฐซ้อนรัฐ ในภาษาทางทฤษฎีเขาเรียกว่าเป็นดูอัล สเทต (Dual State) หรือ ดีพ สเทต (Deep State) ทุกวันนี้มันเกิดรัฐซ้อนรัฐขึ้นมาครับ หลังจากเรามีการยึดอำนาจ รัฐหนึ่งก็คือรัฐตามปกติครับ เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน แต่รัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนอำนาจน้อยมากและถูกลิดรอนลงไปเรื่อย ๆ เพราะมันเกิดอีกรัฐหนึ่งซ้อนขึ้นมาครับ และรัฐนี้มี คสช. มีคณะรัฐประหาร มีกองทัพ ขออนุญาตใช้คำทางตำรานิดหนึ่งเขาเรียกว่ามันเป็นกระบวนการมิลิทาไรเซชัน ออฟ สเทต (Militarization of State) คือแปลงรัฐปกติให้กลายเป็นรัฐทหารมากขึ้น มีกองทัพ มี กอ.รมน. มี คสช. เสร็จแล้วก็ยังมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ซึ่ง พลเอก ประยุทธ์ ก็นั่งหัวโต๊ะ และมีนายทหารจำนวนมากนั่งอยู่ในนั้น เสร็จแล้วก็มีคณะกรรมการปฏิรูป ชุดต่าง ๆ ตามมา แล้วก็พวกเขาเหล่านี้ก็มากำกับรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ถ้าหากบังเอิญว่า รัฐบาลจากการเลือกตั้งหัวโต๊ะนายกรัฐมนตรีเป็นคนคนเดียวกับหัวโต๊ะของ คณะยุทธศาสตร์ชาติก็คงจะไปกันได้ดี แต่ถ้าหัวโต๊ะของคณะรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง บังเอิญเป็นคนละฝ่ายกับคนที่นั่งหัวโต๊ะของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติก็จะเกิด ปัญหาทันที มันก็จะเกิดระบบวิ่งกันคนละเลน (Lane) แต่เลน (Lane) หนึ่งที่คร่อมอีกเลน (Lane) หนึ่งนั้นมีอำนาจมากกว่านะครับ มันคือระบบรัฐซ้อนรัฐกันเกิดขึ้น ทีนี้มันจะทำให้เกิดซุปเปอร์ (Super) รัฐบาลอย่างไรครับ คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีต่าง ๆ จะกลายเป็นคนที่ไม่สามารถจะริเริ่มสร้างสรรค์นโยบายต่าง ๆ ได้เลย สิ่งที่นำไปหาเสียง อาจจะไม่ได้นำมาใช้ ถ้ามันไม่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิรูปทั้ง ๆ ที่ พี่น้องประชาชนเลือกมา แผนการเหล่านี้จะส่งผลให้รัฐมนตรีกลายเป็นเพียงซุปเปอร์ (Super) ปลัดครับ กลายเป็น ซุปเปอร์ (Super) ปลัด หมายถึงอะไรครับ คือแผนการปฏิรูปคิด เอาไว้เสร็จหมด หลายหน้าอยู่ในนี้ ลงไปกำหนดหมดเลยครับ หน่วยงานอะไรบ้าง เรียกได้ว่า ท่านข้ามหัวรัฐมนตรีเลย ท่านลงไปบอกเลยหน่วยนั้น หน่วยนี้ ต้องทำภายในวันนั้น วันนี้ ด้วยเงินเท่าไร ต่าง ๆ เต็มไปหมด คำถามที่ผมถามคือรัฐมนตรีอยู่ตรงไหนครับ รัฐมนตรี ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรเป็นคนเลือกนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีเป็นคนไปตั้งรัฐมนตรี มันเชื่อมโยงไปหาประชาชนตามระบบรัฐสภา รัฐมนตรีอยู่ตรงไหน นี่ผมถามแทนเผื่อทาง ซีกรัฐบาลด้วย ก็คือรัฐมนตรีอยู่ตรงไหน เท่ากับว่าทุกท่านคิดกันมาเสร็จ และท่านก็สั่งลงไป หน่วยงาน รัฐมนตรีทำหน้าที่ไปคอยติดตามงานสิว่าที่แผนปฏิรูปวางกันไว้เขาทำกันไป ถึงไหนแล้ว คุณไปตามงานมา ถ้าเป็นแบบนี้ตำแหน่งรัฐมนตรีจะถูกลดทอนคุณค่าจาก ผู้บริหารประเทศที่จะคิดสร้างสรรค์นโยบายต่าง ๆ กลายเป็นคนติดตามงานและนักการเมือง จะเข้าไปเป็นรัฐมนตรีเพียงเพื่อมีโอกาสใช้งบประมาณเท่านั้น แต่ไม่ได้คิดถึงเรื่องนโยบาย เรื่องความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ นี่นะครับลึก ๆ แล้วคือการลดทอนคุณค่าของนักการเมืองจาก การเลือกตั้งครับ
ประเด็นต่อมาครับ ข้อที่ ๒ แผนปฏิรูปคือการสร้างอุตสาหกรรมปฏิรูปครับ ผมใช้คำว่า อุตสาหกรรมการปฏิรูป หมายถึงอะไร เวลาเราเริ่มต้นการปฏิรูปในระบบพิเศษ แบบนี้จะมีการรัฐประหารเกิดขึ้น รัฐประหารเสร็จก็ตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมา เสร็จแล้ว ตั้งคณะกรรมการก็ต้องไปตั้งหน่วยงานนั้น หน่วยงานนี้เต็มไปหมด พอมีหน่วยงาน มีกรรมการ ก็ต้องมีการประชุม มีการประชุมก็ต้องมีการจ่ายเงิน จ่ายเงินเดือน จ่ายเบี้ยประชุม เสร็จแล้ว รายงานก็จะออกมาเป็นปึก ๆ เป็นกระดาษ แล้วก็จะบอกว่าให้ไปออกกฎหมาย แล้วก็เอางบไปใช้ แล้วก็ผลลัพธ์ก็ทำรายงาน วนเวียนกันอยู่แค่นี้ อุตสาหกรรมการปฏิรูปได้ผลผลิตออกมาคือ กองกระดาษเบ้อเริ่ม ได้เท่านั้นเอง แล้วก็มีคนหน้าเดิม ๆ บุคคลใดบ้างที่อยู่ในแวดวง อุตสาหกรรมปฏิรูป คนหน้าเดิม ๆ ทั้งนั้น ไม่ขอเอ่ยนาม แต่ให้ท่านนึกในใจ ท่านก็จะไล่ชื่อมา ไล่เลียง ซ้ำกันไปซ้ำกันมา เป็นพวกเทคโนแครต (Technocrat) ข้าราชการประจำ ภาคประชาชนบางกลุ่มที่แอบสนับสนุนรัฐประหาร มันก็จะวนเวียนซ้ำไป ซ้ำมาอยู่แบบนี้ นี่คืออุตสาหกรรมการปฏิรูป
ข้อที่ ๓ ผมเรียนว่านี่คือแผนการปฏิรูปที่ทำให้วุฒิสภานั้นขึ้นมาขี่คออยู่เหนือ สภาผู้แทนราษฎร หลักฐานอยู่ตรงไหนครับ เปิดรัฐธรรมนูญดูมาตรา ๒๗๐ ท่านประธาน ลองดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ เขาบอกว่ารายงานความคืบหน้าการดำเนินการตามแผน การปฏิรูปประเทศให้นำมารายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรทุก ๆ ๓ เดือน ซึ่งพวกเราก็กำลัง ปฏิบัติหน้าที่นี้อยู่ แต่ว่าวุฒิสภาครับ วุฒิสภากลับมีอำนาจอะไรครับ วุฒิสภาแต่งตั้ง จาก คสช. มีอำนาจติดตาม เสนอแนะและเร่งรัด พวกเราทำได้เพียงมานั่งแล้วก็ลุกขึ้น อภิปราย โชคดีท่านประธานเห็นความสำคัญให้เวลาเราอภิปรายถึงวันครึ่ง แต่เสร็จแล้ว ก็ไม่มีอะไรครับ ๓ เดือนหน้าพบกันใหม่ แล้ว ๓ เดือนหน้าก็พบกันใหม่ แต่วุฒิสภาสิครับ มีอำนาจติดตามเสนอแผนและเร่งรัด เท่านั้นยังไม่พอครับ เวลาปฏิรูปเมื่อสักครู่ผมพูดไปแล้ว ปฏิรูปเสร็จก็ต้องออกกฎหมาย บรรดากฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการปฏิรูป ใช้กระบวนการ นิติบัญญัติแบบพิเศษ กระบวนการนิติบัญญัติแบบปกติคือเข้าตามตรอกออกตามประตู คือแบบระบบ ๒ สภา ต้องเริ่มที่สภาผู้แทนราษฎรแล้วไปวุฒิสภา วุฒิสภามีอำนาจน้อยกว่า สภาผู้แทนราษฎร นี่คือกระบวนการนิติบัญญัติตามปกติ คุณทำได้เพียงถ่วงดุลเล็ก ๆ น้อย ๆ สุดท้ายอำนาจชี้ขาดสุดท้ายอยู่ที่นี่ ที่สภาผู้แทนราษฎร นี่คือกระบวนการนิติบัญญัติ ตามระบบปกติ แต่ถ้าหากเป็นการออกกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปมันใช้ช่องพิเศษ ท่านประธาน ช่องพิเศษที่ว่าคือเราต้องเสนอเข้ามาในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา มานั่งร่วมกันเหมือนวันที่ ๕ มิถุนายนที่เลือกนายกรัฐมนตรีนั่นแหละ แล้ว ส.ว. ชุดนี้คือใคร ผลงานเป็นที่ประจักษ์ชัดเรียบร้อยแล้วในวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๔๙ คน โหวตเป็นแถวเดียวกัน ทั้งหมด มานั่งประชุมร่วมกันแล้วก็ออกกฎหมายร่วมกัน นี่คือการลิดรอนอำนาจของ สภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เท่านั้นยังไม่พอ เกิดมีข้อสงสัยละครับว่า เอ๊ะ กฎหมายนี้เป็นการปฏิรูปไหม กฎหมายนั้นเป็นการปฏิรูปไหม เกิดมี ส.ส. หรือ ส.ว. จำนวนหนึ่งเข้าชื่อถึงท่านประธานรัฐสภามีความสงสัยเกิดขึ้นว่ากฎหมายนี้ต้องเข้า กระบวนการนิติบัญญัติแบบพิเศษหรือไม่ ท่านประธานรัฐสภาก็จะต้องตั้งกรรมาธิการ พิจารณาร่วมกัน แล้วท่านประธานทราบไหมครับ ประธานกรรมาธิการชุดนั้นคือประธาน วุฒิสภา คือวุฒิสภามาขี่คอเราอีกแล้วครับ จะชี้ว่ากฎหมายไหนเป็นกฎหมายที่ต้องเป็นตาม แนวปฏิรูปต้องเข้ากระบวนการนิติบัญญัติแบบพิเศษ ประธานวุฒิสภามีอำนาจบทบาทสำคัญ ในการชี้ผ่านกรรมาธิการร่วม นี่คือตัวอย่างหนึ่งที่ ส.ว. เข้ามาครอบงำขี่คอตัว ส.ส. มากขึ้น เรื่อย ๆ ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เรียนท่านประธานแบบนี้ ทุกวันนี้สภาผู้แทนราษฎร ของเราซึ่งมาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนกำลังถูกลิดรอนอำนาจลงไปเรื่อย ๆ เราถูกดูถูกตลอดเวลาว่าเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งทางการเมือง เวลาเขารัฐประหาร เมื่อใดก็โทษมาที่นักการเมืองทุกครั้ง โดยที่คณะรัฐประหารลืมส่องกระจกตัวเองทุกครั้ง ยึดอำนาจทีไรโทษนักการเมืองหมด พอยึดเข้ามาแล้วก็อ้างว่าปฏิรูปประเทศ ปฏิรูป ประเทศทีไรลดอำนาจของนักการเมืองจากการเลือกตั้งทุกที พอลดอำนาจลงไปแล้วสิ่งที่ ผมอยากจะวิงวอน ส.ส. เพื่อนสมาชิกในที่นี้ด้วยกัน พวกเรามาจากการเลือกตั้งของ พี่น้องประชาชน พวกเราต้องผนึกกำลังป้องกันไม่ให้พวกองค์กรแปลกปลอมพวกนี้เข้ามา ลิดรอนอำนาจของพวกเราที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน มิใช่คอยเปิดประตูให้เขา เข้ามาขยับแดนอำนาจเรื่อย ๆ อย่างเช่น ล่าสุดซึ่งผมเสียดายเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธาน ถ้าท่านประธานไม่บรรจุญัตติเรื่องการตรวจสอบการได้มาซึ่ง ส.ว. เป็นที่น่าเสียดายจริง ๆ เราจะมีโอกาสได้ไปตรวจสอบการได้มาซึ่ง ส.ว. แต่ท่านประธานตีญัตติตกไป ทีนี้ ผมขออนุญาตสรุปแบบนี้ในการปฏิรูปครั้งนี้ เหลือเวลาอีกประมาณ ๖ นาทีขออนุญาต สรุปแบบนี้ การปฏิรูปประเทศไทยแยกไม่ออกจากการรัฐประหาร การปฏิรูปประเทศ ครั้งนี้เป็นผลพวงของรัฐประหาร ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ รัฐประหารทุกครั้ง ไม่มีความชอบธรรม เขาจะแสวงหาความชอบธรรมได้เขาจะต้องมีข้ออ้างครับ ข้ออ้าง ที่ซ้ำไปซ้ำมาก็คือนักการเมืองไม่ดีจำเป็นต้องปฏิรูปประเทศ บ้านเมืองมีความขัดแย้งแล้วก็ เข้ามายึดอำนาจ วนเวียนซ้ำไปซ้ำมาทุกครั้ง ดังนั้นคำว่า ปฏิรูปของประเทศไทย มันไม่ใช่ คำว่ารีฟอร์ม (Reform) ในภาษาอังกฤษหรอกครับ คำว่า ปฏิรูปของประเทศไทย เอาเข้าจริง ๆ แล้วมันเป็นเพียงข้ออ้างของการรัฐประหารทุกครั้ง คำว่า ปฏิรูป จึงกลายเป็นเครื่องมือ ในการครองอำนาจของคณะรัฐประหาร คำว่า ปฏิรูป จึงกลายเป็นกลไกในการ สืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารที่อยากอยู่ต่อไปเรื่อย ๆ และที่สำคัญครับ การปฏิรูป ประเทศครั้งนี้เป็นการนำเอาสิ่งที่ผมขออนุญาตใช้คำว่า ระบอบรัฐประหาร เข้ามาฝังตัวอยู่ใน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษอีกครั้งครับ มันคือการ คอนสทิทิวชันเนไลเซชัน ออฟ คูล ดาตา (Constitutionalization of cool data) เอารัฐประหารเข้ามาฝังอยู่ใน รัฐธรรมนูญ แล้วรัฐประหารก็จะถูกต้องตามรัฐธรรมนูญเสมอตลอดกาลชั่วกัลปาวสาน นี่ละครับคือการปฏิรูปที่เกิดขึ้นในยุคสมัยของ คสช. ดังนั้นการปฏิรูปประเทศของ คสช. คือการปฏิรูปที่ไม่เห็นหัวประชาชน เวียนวนอยู่กับคนไม่กี่คนซ้ำไปซ้ำมาหน้าเดิม ๆ แบ่งสัดส่วนแล้วก็จะเป็นนายพล แบ่งสัดส่วนแล้วก็จะเป็นเทคโนแครต (Technocrat) เจ้าประจำ แบ่งสัดส่วนแล้วก็จะเป็นข้าราชการประจำ แบ่งสัดส่วนแล้วก็จะมีนักวิชาการ หน้าเดิม ๆ แบ่งสัดส่วนแล้วก็จะมี ส.ว. ตลอดชีพที่เป็น ส.ว. แต่งตั้งมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ วนเวียน ซ้ำไปซ้ำมาอยู่กันแบบนี้วนซ้ำไปซ้ำมา เรียกได้ว่าถ้าเราลองไปไล่การปฏิรูปตั้งแต่รัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ ต่อเนื่องมาปี ๒๕๕๗ จะเห็นคนเหล่านี้เดินชนกันอยู่ในห้องประชุมทุกครั้ง จะเห็น รายชื่อของคนเหล่านี้อยู่ในเอกสารการประชุมทุกครั้ง แล้วถ้าหากมีใครลองรวบรวมสถิติดู จะเห็นได้ว่าเราใช้งบประมาณไปเท่าไรตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ จนถึงปัจจุบัน เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนว่าการปฏิรูปของ คสช. คือการปฏิรูปที่ไม่เห็นหัวประชาชน เวียนวนกัน อยู่กับคนไม่กี่คน แล้วส่งผลให้เกิดซุปเปอร์ (Super) รัฐบาล ส่งผลให้ระบบราชการขึ้นมา อยู่เหนือรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ส่งผลให้เกิดรัฐซ้อนรัฐ ส่งผลให้สมาชิกวุฒิสภามีอำนาจขี่คอ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมขออนุญาตสรุปทิ้งท้ายแบบนี้ครับท่านประธาน ผมอยากเชิญชวน เรียกร้องเพื่อนสมาชิกในที่นี่ทุกท่าน พวกเราเป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐเพียงองค์กรเดียว ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน องค์กรอื่นทั้งหลายทั้งหมดในประเทศนี้มาจาก การแต่งตั้ง ดังนั้นนี่คือความศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเราถือเอาไว้เพราะเราเป็นคนใช้อำนาจ แทนประชาชน เรามาจากการเลือกตั้งของประชาชน พวกเราต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเราสามารถ ปฏิรูปกันได้ในระบบปกติ ไม่จำเป็นต้องปฏิรูปโดยระบบพิเศษ ไม่จำเป็นต้องเปิดประตู เชิญชวนให้รัฐประหารเข้ามาเป็นผู้นำในการปฏิรูป เราปฏิรูปกันเองได้ รณรงค์เลือกตั้งหาเสียง มีนโยบายแข่งขันกันเสร็จแล้วเสียงข้างมากเป็นรัฐบาล เสียงข้างน้อยตรวจสอบเสียงข้างมาก มีอะไรเสนอแนะซึ่งกันและกัน ผลักดันกันไป ครบวาระกลับไปเลือกตั้งใหม่ เราสามารถ ผลักดันนโยบายเหล่านี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องเปิดประตูเชิญกองทัพเข้ามายึดอำนาจ แล้วมาริเริ่มการปฏิรูปให้เรา ผมอยากเรียกร้องเพื่อนสมาชิกให้คิดถึงศักดิ์ศรีของพวกเรา อย่าเปิดประตูให้เขาเข้ามาอีกเลยครับ เริ่มต้นปฏิรูปด้วยกันเอง ปฏิรูปประเทศไทยด้วยแรง ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยแรงของพี่น้องประชาชน ไม่จำเป็นต้องอาศัยรัฐประหาร ไม่จำเป็นต้องอาศัยรัฐราชการ ไม่จำเป็นต้องอาศัย ส.ว. จากการแต่งตั้งของหัวหน้า คสช. ขอบคุณครับท่านประธาน