กนก วงษ์ตระหง่าน ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องระหว่างนโยบายปฏิรูปประเทศกับการดำเนินการจริง โดยเฉพาะการที่หน่วยงานส่วนใหญ่ยังไม่รายงานความคืบหน้า และการจัดทำโครงการที่เน้นวัดผลทางวิชาการมากกว่าการสร้างจิตสำนึกประชาธิปไตยอย่างแท้จริง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งกำกับดูแลการปฏิรูปให้เป็นรูปธรรม มีการทบทวนแผนให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ลดความซ้ำซ้อนของโครงการ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่ต้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการปฏิรูป
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตที่จะตั้ง ข้อสังเกตจากการได้อ่านรายงานความคืบหน้าแผนปฏิรูปประเทศ เป็นที่ทราบกันอยู่นะครับ ว่าการปฏิรูปประเทศเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล แต่เมื่อได้อ่านรายงานแล้ว ผมมีความรู้สึกว่าความสำคัญนั้นเป็นแต่เพียงภาพที่บอก แต่การปฏิบัตินั้นดูจะไม่เป็น ความจริงเท่าไร จึงทำให้ผมมีคำถามเกิดขึ้น ๓ คำถาม
คำถามที่ ๑ แผนปฏิรูปประเทศนี้สำคัญจริงหรือ จากการที่กำหนดใน มาตรา ๒๗๐ ของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้จะต้องมารายงานต่อสภาแห่งนี้ทุก ๓ เดือน แสดงว่าตอนที่คิดทำแผนปฏิรูปนั้น ได้เห็นถึงความสำคัญของเรื่องนี้ และต้องการให้เกิด การปฏิรูปที่เป็นผลสำเร็จตามเป้าหมายที่แท้จริง แต่เมื่อถึงการปฏิบัติครับ ท่านประธานครับ วันนี้เราพบว่าในรายงานของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในฐานะที่เป็น เลขานุการ มีกระทรวงเพียง ๔ กระทรวงเท่านั้น แล้วก็มีหน่วยงานอีก ๗ หน่วยงานเท่านั้น ที่รายงานความคืบหน้า กระทรวงที่เหลือ หน่วยงานราชการที่เหลืออีกจำนวนมากไม่มี ในรายงานอันนี้ เพราะฉะนั้นจึงทำให้เกิดคำถามว่ากระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ นี้ ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปประเทศตามนโยบายของรัฐบาลที่ตั้งใจไว้นี้จริงหรือ ประเด็นที่ จะต้องพิจารณาก็คือในการที่จะปฏิรูปนี้ถ้ากระทรวงและหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่ได้ ให้ความสำคัญ งานปฏิรูปคงจะสำเร็จยากนะครับ แล้วก็ที่สำคัญก็คือว่ากระทรวงและ หน่วยงานเหล่านั้นมีความจริงใจและเห็นความสำคัญของการปฏิรูปตามแผนนี้จริงหรือไม่ ผมอยากขออนุญาตที่จะตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลควรที่จะต้องกำกับการปฏิบัติแผนปฏิรูป ให้มากกว่านี้และให้จริงจังกว่านี้ เพื่อให้กระทรวงและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องนั้น ให้ความสำคัญและนำไปสู่การปฏิบัติจริง
คำถามที่ ๒ ที่เป็นคำถามที่ผมมีก็คือว่า แผนปฏิรูปครั้งนี้จะปฏิรูปได้ จริงหรือ จากข้อมูลของรายงานพบว่าการปฏิรูปประเทศทั้ง ๑๑ ด้านนั้นจะต้องมีโครงการ ที่จะทำให้เกิดการปฏิรูปตามนั้น ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเพียงเรื่องเดียวนะครับ เช่นในด้าน การเมืองมีโครงการโรงเรียนประชาธิปไตย ซึ่งถือว่าเป็นควิกวิน โปรเจกต์ (Quick Win Project) ของแผนปฏิรูป แต่เมื่อไปดูในสาระแล้วพบว่าโครงการนี้ต้องการปฏิรูปและพัฒนา ระบบการศึกษาตลอดจนหลักสูตรการสร้างเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งฟังดูดีนะครับ แล้วก็หวังว่าจะพัฒนา โรงเรียนนี้ให้เป็นโรงเรียนต้นแบบแล้วก็โรงเรียนทั้งหมดเดินตามแนวทางนี้ เมื่อมาดู ในวัตถุประสงค์ของโครงการพบว่าโครงการต้องการให้มีหลักสูตรการเสริมสร้างวัฒนธรรม ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในทุกระดับชั้น ให้เป็นหลักสูตรภาคบังคับ วัตถุประสงค์ข้อที่ ๒ ให้มีการทดสอบความรู้ด้านการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขผ่านคะแนนโอเน็ต (O-NET) แล้วก็แกต/แพต (GAT/PAT) ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้ายวิชานี้ โครงการนี้เราก็จะมี วิชาเสริมสร้างวัฒนธรรมการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข แล้วนักเรียนก็ได้อ่านตำรา ได้อ่านเอกสาร ครูได้บรรยาย แล้วก็สอบได้คะแนนโอเน็ต (O-NET) แกต/แพต (GAT/PAT) ถ้าสมมุติสอบได้คะแนนสูง กระทรวงศึกษาธิการก็จะมา รายงานว่านักเรียนของเรามีวัฒนธรรมทางการเมืองตามแผนปฏิรูปแล้ว ซึ่งในความเป็นจริง เราพบว่าความเป็นประชาธิปไตยนั้นมันไม่ได้อยู่ที่ตอบข้อสอบได้ แต่มันอยู่ที่จิตสำนึกและ การกระทำของนักเรียนเป็นสำคัญ โครงการในลักษณะนี้เป็นโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการ มีเยอะมากแล้วก็ประสบความล้มเหลวมามากพอแล้ว เราไม่ควรที่จะต้องทำอีก วัฒนธรรม ประชาธิปไตยนั้นไม่ได้วัดจากหลักสูตร ไม่ได้วัดจากคะแนนโอเน็ต (O-NET) คะแนน แกต/แพต (GAT/PAT) เพราะฉะนั้นแผนปฏิรูปของประเทศจะต้องพุ่งตรงไปยังสาเหตุของ ปัญหาที่ประชาธิปไตยของเรายังไม่พัฒนา เพื่อให้เราสามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้โดยตรง แผนปฏิรูปประเทศนั้นถ้าดูกันในเรื่องวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ก็คือการที่จะสร้างผล การเปลี่ยนแปลงของประเทศใน ๑๑ ด้านให้เกิดขึ้น แล้วก็ประชาชนได้รับประโยชน์จริง ความเชื่อมั่นศรัทธาต่อการปฏิรูปของประเทศของประชาชนจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ประชาชนจึงจำเป็นที่จะต้องมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศแล้วก็เปลี่ยนแปลงประเทศนี้ ให้สำเร็จ แผนการปฏิรูปประเทศนี้เป็นแผนการปฏิรูปที่เราเห็น ผมอยากจะขออนุญาต เรียกว่าเป็นแผนปฏิรูปประเทศของข้าราชการ แต่ไม่ใช่ของประชาชน การปฏิรูปใดก็ตาม จะสำเร็จได้ต้องเริ่มที่รากฐาน ซึ่งนั่นก็คือประชาชน ดังนั้นถ้าการตั้งต้นปฏิรูปประเทศ ด้วยการมอบนโยบายจากข้างบนหรือที่เรียกกันว่าผู้ใหญ่ใจดี ผู้ใหญ่รู้ดี ไม่มีทางที่จะสำเร็จได้ การออกแบบโครงการควรจะให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมโดยเฉพาะประชาชนที่มีส่วนได้เสีย ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อฐานความคิดเป็นเช่นนี้แผนการปฏิรูปประเทศในแต่ละด้าน จึงควรเริ่มต้นด้วยโครงการจำนวนที่ไม่มาก เช่นสัก ๓ โครงการในแต่ละด้าน และนำประชาชนที่มีส่วนได้เสียและส่วนราชการเข้ามาร่วมมือกันในการจัดโครงการที่จะปฏิรูป ร่วมกัน ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมนะครับ เช่นการปฏิรูปการศึกษาของประเทศ เราเริ่มด้วย ๓ โครงการดีไหม โครงการที่ ๑ คือการปฏิรูปการเรียนการสอนในชั้นเรียน โครงการที่ ๒ การปฏิรูประบบฝึกหัดครู และโครงการที่ ๓ การปฏิรูประบบการศึกษา ตลอดชีวิต ซึ่งผมไม่มีเวลาที่จะอธิบายในคอนเซ็ปต์ (Concept) เหล่านี้ นี่เป็นหัวใจที่ทำให้ การศึกษาของเราไม่มีคุณภาพ เพราะฉะนั้นนี่คือตัวอย่าง ขอให้มีแฟล็กชิป (Flagship) เพียง ๓ โครงการในแต่ละด้านพอแล้วนะครับ
คำถามที่ ๓ ที่ผมมีกับตัวเองในการอ่านรายงานก็คือว่าโครงสร้างยุทธศาสตร์ชาติ กับแผนปฏิรูปประเทศนั้นสัมพันธ์กันอย่างไร แผนปฏิรูปประเทศกับยุทธศาสตร์ชาติซึ่งได้มี การพัฒนาต่อมามีแผนแม่บท มีแผนปฏิบัติราชการกระทรวง แผนพัฒนาจังหวัดและ กลุ่มจังหวัด เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าแผนปฏิรูปประเทศในความเป็นจริงนั้นทำเสร็จก่อน แล้วก็รัฐบาลก็เร่งที่จะลงมือปฏิบัติเพื่อหวังจะให้เกิดการปฏิรูปที่เร็วขึ้น ส่วนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนแม่บทนั้นมาเสร็จทีหลัง เพราะฉะนั้นจึงทำให้แผนปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนแม่บทไม่ได้สอดคล้องกันเท่าที่ควร ด้วยโครงสร้างของแผนนั้นในระบบที่ได้วางไว้ ตามรัฐธรรมนูญ ยุทธศาสตร์ชาติถือว่าสำคัญที่สุด แล้วก็รองลงมาก็เป็นแผนแม่บท แล้วตามด้วยแผนปฏิบัติราชการกระทรวง หรือแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด แล้วหลังจากนั้นก็จะมีแผนปฏิบัติราชการเป็นรายปีต่อไป ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่จะต้อง มีการกลับมาทบทวนว่าแผนปฏิรูปประเทศกับแผนแม่บทตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ วันที่ ๑๒ มีนาคมที่ผ่านมานั้น ตาม พ.ร.บ. ปฏิรูปประเทศ มาตรา ๖ นั้นสัมพันธ์กันอย่างไร แผนปฏิรูปประเทศที่นำมารายงานนี้ผมคิดว่าควรจะต้องนำกลับไปปรับปรุงให้สอดคล้องกับ แผนแม่บทใหม่ตาม พ.ร.บ. ปฏิรูปประเทศ มาตรา ๑๓ จากคำถามทั้ง ๓ ข้อนี้ผมมี ข้อเสนอแนะครับท่านประธานครับ ข้อเสนอแนะที่ผมคิดว่าคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ควรจะต้องพิจารณาก็คือ เมื่อแผนแม่บทออกมาแล้ว กระทรวง จังหวัด หรือกลุ่มจังหวัด จะต้องไปทำแผนปฏิบัติราชการประจำปีตามกรอบหรือตามแนวทางของแผนแม่บทที่ว่านั้น เพราะฉะนั้นแผนปฏิรูปประเทศ โครงการที่ทำจะต้องไม่ทับซ้อนกับแผนปฏิบัติราชการของ กระทรวงและจังหวัด ซึ่งเขาจะมีเป็นประจำทุกปี ผมเชื่อว่าถ้าลงไปดูรายละเอียดของ โครงการในแผนปฏิรูปประเทศจะมีโครงการทับซ้อนเหล่านี้อยู่ค่อนข้างมาก แผนปฏิรูป ประเทศในแต่ละด้านควรระบุให้ชัดเจนว่าปัญหาสำคัญที่ต้องการแก้ไขเร่งด่วนในแต่ละด้าน คืออะไร แล้วก็ทำโครงการ ซึ่งผมเข้าใจว่าทางคณะกรรมการก็พยายามจะคิดแนวคิดเรื่อง แฟล็กชิป โปรเจกต์ (Flagship Projects) ขึ้นมา โดยหวังว่าแฟล็กชิป โปรเจกต์ (Flagship Project) นี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนการปฏิรูป อันนี้เป็นความเข้าใจที่ผมพยายามจะเข้าใจ เพราะฉะนั้นเราน่าจะทำโครงการแบบนี้สัก ๒-๓ โครงการในแต่ละด้านก็น่าจะพอแล้ว แล้วก็ วัดผลกันให้เห็นผลสำเร็จภายใน ๑-๒ ปี ผมขออนุญาตยกตัวอย่างนะครับ อย่างเช่นในด้าน การบริหารราชการแผ่นดิน การปฏิรูปเร่งด่วนที่ควรจะทำก็คือการแก้กฎระเบียบของ กรมบัญชีกลางว่าด้วยพัสดุและการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งวันนี้เรารู้แล้วว่ากฎระเบียบของ ทางราชการนั้นทำให้ส่วนราชการทั้งหลายไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ แล้วถ้าพยายามจะ ปฏิบัติหน้าที่ก็จะถูก สตง. สอบ แล้วก็สุดท้ายก็ปฏิบัติผิด แล้วก็ถูกลงโทษในรูปแบบต่าง ๆ นี่คือปัญหาในการปฏิรูปที่เป็นพื้นฐานอย่างยิ่ง การปฏิรูปเรื่องการจัดสรรงบประมาณ วันนี้สังคมของเราพัฒนาไปสลับซับซ้อนมาก แต่เราพบว่ามันมีองค์กรในภาคประชาสังคม หรือว่าองค์กรศาสนาซึ่งทำประโยชน์ให้กับประเทศให้กับราชการเยอะมาก แต่เขาไม่สามารถ ที่จะรับงบประมาณจากทางราชการได้ เช่นการปฏิรูปโรงเรียนสอนศาสนาที่จะบูรณาการกับ วิชาสามัญเพื่อให้เรานำศีลธรรมกลับเข้ามาในชั้นเรียนของเรา ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง เป็นรูปธรรมเลยนะครับ อย่างเช่นโรงเรียนในด้านพุทธศาสนาก็มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม ซึ่งมีแผนกธรรม แผนกบาลี แล้วก็แผนกสามัญ สิ่งนี้ยังไม่ได้รับการพัฒนา หรือในศาสนา อิสลาม เรามีโรงเรียนประจำมัสยิดหรือโรงเรียนตาดีกา ซึ่งวันนี้เมื่อเช้าได้มีการหารือ โดยท่านสุรินทร์ ปาลาเร่ ว่าขอข้าวกลางวัน ขอเงินช่วยเหลือ ตัวนี้เป็นสิ่งที่บอกชัดเจนว่า ระบบราชการที่เรามีอยู่อันนี้เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปประเทศในเรื่องของการนำศาสนา มาเป็นประโยชน์ต่อการสร้างวัฒนธรรมให้กับประเทศชาติของเรา จากตัวอย่างดังกล่าวนี้ผมคิดว่าถ้าเราทำ ๒-๓ โครงการ ได้สำเร็จก็จะเกิดโมเมนตัม (Momentum) ของการปฏิรูปขึ้น แล้วก็จะทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อการปฏิรูปมากขึ้น เพราะฉะนั้นผมจึงอยากขออนุญาตเรียนเสนอท่านประธานผ่านไปยังฝ่ายเลขานุการและ รัฐบาลว่าขอให้ทบทวนแผนปฏิรูปประเทศให้สอดคล้องกับแผนแม่บทตาม พ.ร.บ. ปฏิรูประเทศ มาตรา ๑๓ แล้วก็ไม่ทับซ้อนกับแผนปฏิบัติราชการกระทรวง แผนพัฒนาจังหวัด และกลุ่มจังหวัด ที่มีอยู่แล้ว ในเวลาเดียวกันถ้าแผนปฏิรูปประเทศทั้ง ๑๑ ด้าน มีโครงการ ๒-๓ โครงการ ในแต่ละด้านที่เป็นแฟล็กชิป (Flagship) แล้ว เราก็จะมีโครงการทั้งหมดประมาณ ๒๕-๓๐ โครงการเท่านั้นที่จะต้องมารายงานต่อสภาทุก ๆ ๓ เดือน เมื่อเป็นเช่นนี้โครงการ ตามแผนปฏิรูปก็จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงของประเทศ เพราะฉะนั้นจึง ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่าขอให้รัฐบาลและหัวหน้าโครงการตาม แผนปฏิรูป ๒๕-๓๐ โครงการนี้มาเข้าร่วมกับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่จะรายงานต่อสภาแห่งนี้ เพื่อที่จะได้นำข้อสังเกตของสภาไปปรับปรุงโครงการให้ดียิ่งขึ้น แล้วก็เกิดอิมแพกต์ (Impact) ต่อการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนจะได้รับผลประโยชน์มากขึ้น ถ้าเราทำอย่างนี้ได้การปฏิรูปของประเทศก็จะสำเร็จ ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธาน ผมเชื่อว่าความตั้งใจของรัฐบาลที่ทำ พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ต้องการที่จะให้รัฐบาล ได้ทำงานกับสภาอย่างใกล้ชิด จึงได้กำหนดว่าจะต้องมีการรายงานปีละ ๔ ครั้ง เพราะฉะนั้น ก็ขอให้รัฐบาลได้กรุณามารับฟังความคิดเห็นของสภาในเรื่องของการปฏิรูปประเทศ ทั้งประเทศ เพื่อที่จะได้ร่วมมือกันขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศของเราอย่างใกล้ชิด และให้ประสบความสำเร็จให้ได้ กรุณาอย่ามองว่าสภาคือคนที่จะคัดค้านการปฏิรูปประเทศ ผมเชื่อว่าทุกคนในสภาก็ต้องการการปฏิรูปประเทศเช่นเดียวกัน ขอให้เราหันหน้าเข้าหากัน แล้วก็มาพูดคุยกันด้วยหลักและเหตุและผล แล้วก็รับฟังซึ่งกันและกัน ตรงนั้นจะเป็น การเปลี่ยนแปลงการปฏิรูปประเทศในความหมายที่แท้จริง ผมต้องขออนุญาตขอบคุณ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยเฉพาะท่านเลขาธิการสภาพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ได้พยายามทำรายงาน ผมนึกภาพออกนะครับว่าโครงการ แต่ละกระทรวงที่ออกมานั้นมันดูไม่สวยเหมือนกับที่ออกมาในรายงานนี้หรอก ท่านได้ ปรุงแต่งไว้ดีมากเลยครับ ท่านทำเมค อัพ (Make up) ได้ดีมาก ท่านพยายามนะครับ แต่ที่สำคัญก็คือว่าเราอยากเห็นรายงานจริง ๆ ของจริง เราจะได้รู้ว่ากระทรวงและกรม หรือส่วนราชการต่าง ๆ ทำอย่างไร ถ้าเราเห็นสิ่งที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติทำให้ดูดีแล้ว ซึ่งอันนี้เป็นหน้าที่ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ต้องขอบคุณตัวนั้น แต่ผมคิดว่าจำเป็นที่เราควรจะต้องได้เห็นของจริง เราจะได้รู้ว่า ส่วนราชการของเราเวลาทำการปฏิรูปจริง ๆ แล้วเขาคิดอย่างไร แต่จากรายงานที่ออกมานั้น ผมมีความรู้สึกว่าส่วนราชการและกระทรวงมองโครงการการปฏิรูปประเทศนั้นเป็นส่วนเกิน จากแผนปฏิบัติราชการที่เขามีอยู่ ซึ่งมันกลับหัวกลับหางกับความตั้งใจของรัฐบาลในการ ปฏิรูปประเทศ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับว่า การปฏิรูป ประเทศเป็นจิตวิญญาณที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงประเทศ จำเป็นที่รัฐบาลจะต้อง ให้ความสำคัญแล้วก็ให้ถือว่าการพบกันระหว่างนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี กับสภาปีละ ๔ ครั้ง มาพูดเรื่องของชาติบ้านเมืองที่สำคัญ ๆ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก แล้วก็จะเป็นประโยชน์ ต่อการขับเคลื่อนประเทศ ถ้าเรามีทัศนคติที่เป็นบวกต่อกันแบบนี้ผมคิดว่าการปฏิรูปประเทศ ของเรามีอนาคตและประเทศไทยและประชาชนคนไทยของเราก็มีอนาคตด้วยเช่นเดียวกัน แต่ในทางกลับกันถ้าไม่เป็นแบบนี้เราก็จะเห็นความวุ่นวายและการต่อสู้ของคนที่พยายามจะ เปลี่ยนแปลงกับคนที่ไม่เปลี่ยนแปลง ตรงนั้นเป็นปัญหาอย่างยิ่ง แล้วก็ต้องขอขอบคุณ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอีกครั้งหนึ่งที่ท่านได้พยายามทำหน้าที่อันนี้ เป็นอย่างดี ขอขอบพระคุณครับ