พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ท้วงติงความล่าช้าและขาดความชัดเจนในการดำเนินแผนปฏิรูปเศรษฐกิจ ทั้งในด้านตัวชี้วัด งบประมาณ และโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขความยากจนและการพัฒนาชุมชน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ก้าวหน้าของโครงการสำคัญหลายโครงการแม้ผ่านมาแล้วหนึ่งปี และเรียกร้องให้เร่งรัดการปฏิรูปกฎหมาย รวมถึงการลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนเกษตรกรและขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธาน ผม พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมขอขอบพระคุณท่านประธานที่เปิดโอกาสให้ผมได้อภิปราย ในวันนี้ อย่างนี้ครับท่านประธาน เกี่ยวกับในแผนปฏิรูปประเทศโดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ หากเราย้อนกลับไปดูแผนปฏิรูปฉบับนี้ที่ลงนามโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้ว เฉพาะในด้านเศรษฐกิจมีอยู่ ๔๒๓ หน้าครับท่านประธาน มีการเขียนครอบคลุมในหลายมิติ ผมนับ ๆ ดูโครงการ ภายใต้แผนปฏิรูปเศรษฐกิจมีร่วม ๆ ประมาณ ๕๐ กว่าโครงการ ทีนี้เมื่อพิจารณาแผน ปฏิรูปนี้แล้วควบคู่กับรายงานความคืบหน้าที่เรากำลังรับทราบกันอยู่ในการประชุมครั้งนี้ ผมมีข้อห่วงใยที่จะเรียนต่อท่านประธานฝากไปยังคณะรัฐมนตรีรวมถึงขณะทำงานต่าง ๆ ข้อห่วงใย ๓ ประการคืออะไรครับ ข้อที่ ๑ คือความล่าช้า ข้อที่ ๒ คือความล่าช้า และข้อที่ ๓ คือความล่าช้าครับท่านประธาน ล่าช้าอย่างไรครับท่านประธาน ผมจะไล่เลียงให้ฟังนะครับ ในแผนความคืบหน้านี้ ด้านเศรษฐกิจหยิบยก ๖ โครงการที่เรียกว่าโครงการที่สำคัญ และเร่งด่วน หรือควิกวิน (Quick Win) มีอยู่ ๖ โครงการครับท่านประธาน ๖ โครงการนี้ มาไล่เลียงกันดูนะครับ โครงการที่ ๑ คือโครงการจัดตั้งสำนักงานบูรณาการการแก้ไขปัญหา ความยากจนและเลื่อมล้ำ โครงการนี้เขียนเอาไว้ในแผนอย่างชัดเจน ที่ลงนามไว้เมื่อ เดือนเมษายน ปี ๒๕๖๑ ว่าจะต้องจัดตั้งสำนักงานนี้ให้แล้วเสร็จภายในไตรมาศแรกของปี ๒๕๖๑ แปลว่าอะไรครับ ล่วงเลยมาแล้วถึงปัจจุบัน สำนักงานนี้ล่าสุดตั้งเสร็จแล้ว ล่วงเลยมาประมาณ ๑ ปีครับท่านประธาน นอกจากนั้นภายใต้แผนนี้ยังมีข้อสังเกตที่น่าเป็นห่วงคือเรื่องของ ตัวชี้วัดครับท่านประธาน ในรายงานนี้ สำนักงานนี้จะต้องมีการพยายามที่จะขับเคลื่อน แก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการ พร้อมกับหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐ โดยมีตัวชี้วัดที่เรียกว่า ดัชนีความสุข ความเป็นอยู่และรายได้ของประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ต้องเพิ่มขึ้น อันนี้คือดัชนีที่เขียนเอาไว้นะครับว่าเพิ่มขึ้น คำถามครับท่านประธาน เพิ่มขึ้น ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ เรียกว่าเพิ่มขึ้นไหมครับ ดังนั้นผมพยายามจะชี้ให้เห็นว่าการตั้งดัชนีเช่นนี้ ไม่มีประสิทธิภาพครับท่านประธาน อย่างน้อยเราควรต้องกำหนดเป้าหมายเทียบเคียงกับ ประเทศต่าง ๆ ว่าดัชนีทั้ง ๓ ตัวนี้ควรจะอยู่ที่เท่าไร นอกจากนั้นยังมีดัชนีอีกตัวที่บอกว่า จำนวนชุมชนที่เข้มแข็งเพิ่มขึ้น ไม่ทราบว่าวัดอย่างไรว่าชุมชนเข้มแข็งเป็นอย่างไร และเพิ่มขึ้นเท่าไร นอกจากนั้นภายใต้โครงการนี้ถ้าเราดูในแผนปฏิรูประบุไว้ว่ามีงบประมาณ อยู่ที่ ๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่ล่าสุดในรายงานความคืบหน้าไม่ระบุงบประมาณแล้ว ตรงส่วนนี้ ก็ใคร่ขอเรียนถามไปทางท่านเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติว่า เท็จจริงเป็นอย่างไร ไปกันต่อครับ
โครงการที่ ๒ ท่านประธานครับ คือโครงการที่ระบุไว้ในรายงานความคืบหน้า ว่าปรับสถานภาพรัฐวิสาหกิจชุมชนให้เป็นนิติบุคคล ซึ่งแท้จริงแล้วจริง ๆ โครงการนี้ถ้าเรา ไปดูแผนตั้งต้นเขียนไว้ว่าเป็นโครงการที่ชื่อว่า การพัฒนาธุรกิจชุมชน ถ้าเขียนแบบนี้แล้ว ท่านสมาชิกอ่านแล้วจะงงว่าทำไมตั้งวงเงินงบประมาณตั้ง ๒,๕๐๐ กว่าล้านบาท เพื่อแค่ปรับ สถานภาพของวิสาหกิจหรืออย่างไร โครงการนี้เขียนเป้าหมายเอาไว้ค่อนข้างดีครับ เป้าหมายมีอยู่ ๕ เป้าหมายนะครับ ผมขออนุญาตที่จะไล่เลียงให้ฟังอย่างรวดเร็วนะครับ
เป้าหมายแรก คือการมีเครือข่ายธุรกิจชุมชน มีสินค้าประจำพื้นที่ทั่วประเทศ ภายในปี ๒๕๖๑
ข้อที่ ๒ มีอีคอมเมิร์ซ เซ็นเตอร์ (e-Commerce center) ทุกภาคในประเทศ ภายในปีที่แล้วเช่นกันครับ
ข้อที่ ๓ คือมีอีคอมเมิร์ซ แพลตฟอร์ม (e-Commerce platform) ที่จะสร้าง รายได้
ข้อที่ ๔ มีเซ็นเตอร์ ออฟ เอ็กซ์เซลเลนต์ (Center of excellent) ขออนุญาต ที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ เพราะว่าในเอกสารราชการก็เขียนเช่นนั้นนะครับ ในทุกพื้นที่ป้าหมาย ภายในไตรมาสที่ ๒ ของปี ๒๕๖๑ และทุกภูมิภาคทั่วประเทศภายในปี ๒๕๖๑ และ
ข้อที่ ๕ คือสถาบันการเงินในชุมชนครับ
ทั้งหมดนี้ท่านประธานไม่ปรากฏซึ่งความคืบหน้าในรายงานที่เรากำลัง รับทราบกันอยู่เลย ทั้ง ๆ ที่กรอบระยะเวลาทั้งสิ้นคือ ๑๒ เดือน วงเงินงบประมาณก็มีระบุ เอาไว้ ซึ่งวงเงินงบประมาณระบุไว้ ๒,๕๕๗ ล้านบาท และวงเล็บว่าอยู่ระหว่างการหารือ ผ่านไป ๑ ปี ครบรอบกรอบเวลาทำงานแล้วก็ยังคงวงเล็บเหมือนเดิมว่าอยู่ระหว่างการหารือ ผมไปต่อนะครับท่านประธาน
โครงการอีกโครงการหนึ่งคือโครงการการปฏิรูปกฎหมายที่ล้าหลัง และไม่จำเป็น หรือที่เราเรียกกันเป็นภาษาอังกฤษว่า เรกูลาทอรี กิลโลทิน (Regulatory Guillotine) นะครับ โครงการนี้มีความสำคัญครับท่านประธาน การที่จะแก้ไขกฎหมาย ที่ล้าหลังจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจในการแข่งขันได้ ยกตัวอย่าง ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อประมาณปี ๒๕๔๐ นะครับ เขาทำเรกูลาทอรี กิลโลทิน (Regulatory Guillotine) นะครับ แก้ไขกฎหมาย ๑๑,๐๐๐ ฉบับกว่าเกือบ ๆ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เขาเรียกว่า ถูกยกเลิกกันไปเลย อีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ก็เป็นการปรับปรุง ประเทศเกาหลีใต้ใช้เวลา ๑ ปี
สำหรับแผนปฏิรูปเรากำหนดไว้ ๕ ปีครับท่านประธาน ผ่านไปแล้ว ๑ ปี เกิดอะไรขึ้นครับ ๑ ปีสิ่งที่เกิดขึ้น ประเทศเกาหลีใต้ ๑ ปีแก้ไขกฎหมายไป ๑๑,๐๐๐ ฉบับ ของเรา ๑ ปีเรายังไปไม่ถึงไหนครับ ล่าสุดตามรายงานความคืบหน้าคือทางคณะกรรมการ ได้ว่าจ้างทีดีอาร์ไอ (TDRI) หรือสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศเป็นผู้ดำเนินการ อันนี้คือ ความล่าช้าที่เกิดขึ้น และ
โครงการที่ ๔ ในรายงานความคืบหน้าคือการส่งเสริมใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ให้กับเกษตรกร ที่เรียกว่าสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ (Smart Farmer) หรือพรีซิชัน ฟาร์มมิ่ง (Precision Farming) โครงการนี้มีกรอบเวลา ๒ ปี มีการพัฒนาแอปพลิเคชัน (Application) ที่เรียกว่า อะกรีแมป (Agri-Map) ผมลองดาวน์โหลด (Download) มาเล่นแล้วครับ ท่านประธานก็ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา ความคืบหน้าดูจะดีครับท่านประธาน แต่สิ่งที่ เคลือบแคลงและสงสัยคือเรื่องของงบประมาณครับท่านประธาน ไม่มีการระบุงบประมาณ ที่ใช้ว่าเป็นเท่าไร ตั้งแต่แผนปฏิรูปประเทศตั้งแต่เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้วก็ไม่ได้ระบุ ในรายงานความคืบหน้าก็ไม่ได้ระบุนะครับท่านประธาน จริง ๆ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญและต้องเร่งด่วนมาก เราทราบกันดีว่าปีงบประมาณ ที่ผ่านมา รัฐบาล คสช. ใช้เม็ดเงินกว่า ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการสนับสนุนราคาพืชผล ทางการเกษตร โครงการลักษณะนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะขับเคลื่อนให้กับเกษตรกรไทย มีศักยภาพสูงขึ้น ขับเคลื่อนให้เกษตรกรไทยสามารถลดต้นทุนในการผลิต ลดความเสี่ยง ในการเพาะปลูกได้ ดังนั้นผมจึงเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังคณะทำงานได้โปรดพิจารณา เรื่องนี้อย่างละเอียดรอบคอบ และจริงใจต่อประชาชน ทั้งหมดนี้คือความล่าช้าใน การดำเนินงาน คือการกำหนดตัวชี้วัดที่ไม่มีประสิทธิภาพ คือการกำหนดวงเงินงบประมาณที่ ไม่ละเอียด ไม่ชัดเจน มีความเคลือบแคลง ทีนี้เมื่อผมพิจารณาแผนปฏิรูปประเทศในด้าน เศรษฐกิจผมมองเห็นสิ่งหนึ่งที่ไม่มีอยู่ในแผนนี้ คือประเทศไทยถ้าเราต้องการที่จะก้าวข้าม ประเทศกับดักรายได้ปานกลาง ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราจำเป็นต้องมีนวัตกรรม เราจำเป็นต้องมี เทคโนโลยีเป็นของตัวเอง หมดเวลาแล้วกับการพัฒนาประเทศโดยการดึงนักลงทุนต่างชาติ เข้ามาลงทุน หมดเวลาแล้วกับการแข่งขันโดยใช้ค่าแรงที่ต่ำ ถึงเวลาที่ต้องใช้นวัตกรรม ใช้เทคโนโลยีภายใต้แผนนี้ ภายใต้แผนปฏิรูปประเทศ ในด้านเศรษฐกิจ มีโครงการที่เรียกว่า จะสร้างให้เกิดระบบนิเวศทางด้านวิจัยและพัฒนาและระบบนิเวศทางนวัตกรรม แต่ก็ต้อง เรียนว่าเมื่อไปดูในรายละเอียดลึกแล้วยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ แผนหลายอย่างระบุไว้ว่า ต้องเสร็จสิ้นภายในปี ๒๕๖๑ แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจน ไม่มีรายงานกลับมา ดังนั้น ท่านประธานครับ ผมอยากจะฝากท่านประธานไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พรรคอนาคตใหม่ โดยหัวหน้าพรรคของผมคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พูดหลายครั้งและในหลายเวลา เกี่ยวกับ การพัฒนาเศรษฐกิจและพัฒนาอุตสาหกรรม เราพูดถึงไฮเปอร์ลูป (Hyperloop) เราบอกว่า การพัฒนาเศรษฐกิจ พัฒนาอุตสาหกรรมมีวิธีการที่เราจะสามารถก้าวข้ามประเทศอื่น หรือที่เขาเรียกว่าเพรส คลิปปิง (Press clipping) คือเทคโนโลยีที่ประเทศอื่นยังวิจัยและพัฒนา ได้ไม่สมบูรณ์ มันเป็นโอกาสของประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยที่จะแข่งขันได้ทัน โดยการลงทุนโดยรัฐ ลงทุนในการวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง ใส่เม็ดเงินลงไปเพื่อพัฒนา เทคโนโลยีให้เป็นของเราเอง นวัตกรรมเป็นของเราเอง ดังนั้นก่อนที่ผมจะจบการอภิปราย ผมก็อยากจะเรียนว่าปัญหาความยากจน ปัญหาความเหลื่อมล้ำของประชาชนเป็นปัญหา ระดับชาติ ผมอยากจะวิงวอนให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามานี้โปรดแสดงความ จริงใจที่จะแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง โปรดคิดถึงความลำบากของพ่อแม่ พี่น้องประชาชน เกษตรกร พ่อค้าแม่ขาย ฐานรากทางสังคม ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาปรากฏใน โซเชียล มีเดีย (Social media) หลายที่ เขาบอกว่าทำไมรอบนี้เลือกอนาคตใหม่ทำไมได้ อนาคตเก่า ดังนั้นครับท่านประธาน ถ้าคณะรัฐมนตรีที่กำลังจะมีขึ้นนี้ ถ้าท่านไม่ทำ หรือทำไม่ได้ รอบหน้าพวกผมเข้าไปทำแล้วกัน ขอบคุณครับ