พรรณิการ วิจารณ์แผนปฏิรูปสื่อ ชี้เสี่ยงลิดรอนเสรีภาพ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๒

พรรณิการ์ วานิช วิพากษ์แผนปฏิรูปสื่อแบบประชารัฐที่อาจนำไปสู่การควบคุมสื่อโดยรัฐ แทนที่จะส่งเสริมเสรีภาพ และตั้งข้อสังเกตถึงร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมจริยธรรมและวิชาชีพสื่อที่ให้ตำแหน่งสำคัญในสภาวิชาชีพสื่อแก่ข้าราชการระดับสูง ซึ่งขัดกับหลักสื่อควบคุมตนเองอย่างอิสระ

นางสาวพรรณิการ์ วานิช แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน พรรณิการ์ วานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคอนาคตใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ และอดีตสื่อมวลชนนะคะ วันนี้หลายท่านที่ได้อภิปรายกันมาก่อนหน้านี้พูดถึงการปฏิรูป ในหลาย ๆ ด้านมีการแตะเรื่องของการปฏิรูปสื่อเล็กน้อย แต่ว่ายังไม่มีใครพูดถึง อย่างจริงจังนะคะ ทั้งที่ในแผนการปฏิรูป เรื่องของการปฏิรูปสื่อเป็นหนึ่งในเรื่องที่ได้รับ การวิพากษ์วิจารณ์อย่างค่อนข้างกว้างขวาง และต้องยอมรับว่าการปฏิรูปสื่อเป็นกลไกสำคัญ นำไปสู่ประชาธิปไตยที่เข้มแข็งมากขึ้น การตรวจสอบถ่วงดุลภาครัฐที่เข้มข้นขึ้นนะคะ ในการปฏิรูปแน่นอนว่าอะไรปฏิรูปแล้วคืบหน้าเราย่อมยินดี แต่สำหรับแผนการปฏิรูปสื่อ ในครั้งนี้ ดิฉันเห็นว่าน่ายินดีที่มันไม่คืบหน้า เนื่องจากแผนการปฏิรูปสื่อบอกว่าเป็นแนวทาง ปฏิรูปสื่อแบบประชารัฐ ดิฉันก็ไม่แน่ใจว่าประชารัฐในที่นี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่ อาจจะเพราะพรรคดิฉันชื่อไม่ได้คล้าย ๆ ประชารัฐนะคะ ก็พยายามจะตีความว่าปฏิรูปสื่อ แบบประชารัฐ ตกลงเป็นรัฐคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน หรือรัฐควบคุมประชาชน กันแน่ แนวทางปฏิรูปสื่อนี้มีหลักเกณฑ์กว้าง ๆ แนวทางเป้าหมายหลัก ๆ อยู่ ๒ ประการ ด้วยกัน ประการแรกก็คือเรื่องของการรณรงค์เรื่องการรู้เท่าทันสื่อ ประการที่ ๒ ก็คือ การกำหนดกฎเกณฑ์มาตรฐานจริยธรรมสื่อ ซึ่งทั้ง ๒ เรื่องฟังดูเผิน ๆ เป็นเรื่องที่ดี และจำเป็นที่จะต้องทำอย่างยิ่ง ดิฉันก็เห็นด้วยว่าเรื่องการส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและการตั้ง มาตรฐานจริยธรรม จรรยาบรรณของสื่อเป็นสิ่งที่ถูกต้องควรจะทำ แต่การทำทั้ง ๒ อย่างนี้ ตามแนวทางประชารัฐ ซึ่งเดี๋ยวดิฉันจะได้พูดต่อไปว่าตกลงเป็นอย่างไรกันแน่นั้น ดูแล้วไม่ได้ เป็นไปในทางประชารัฐที่จะส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่กลับเป็นการลิดรอน และคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยรัฐเอง ทำไมถึงเป็นแบบนั้นตัวของกลไกสำคัญ ของการ ปฏิรูปสื่อหลัก ๆ แล้วก็คือเรื่องของพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและวิชาชีพสื่อ ซึ่งตั้งเป้ากันไว้ว่าจะออกเป็นกฎหมายภายในปี ๒๕๖๑ น่ายินดีมากที่จนถึงขณะนี้ก็ยังติดอยู่ ที่ชั้นกฤษฎีกา ไม่สามารถออกมาเป็นกฎหมายได้ เพราะถูกคัดค้านอย่างหนัก จากทั้ง สื่อมวลชนเอง ประชาชน และภาคประชาสังคม ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้กลไกสำคัญอย่างยิ่ง ก็คือสภาวิชาชีพสื่อ ภายใต้หลักการที่ว่าสื่อต้องกำกับดูแลกันเองอันเป็นหลักสากลที่ได้รับ การยอมรับโดยทั่วไปว่าจะทำให้สื่อสามารถทำหน้าที่อย่างอิสระ เป็นกลาง ปราศจากการ แทรกแซงจากผู้ยึดกุมอำนาจรัฐ หรือว่าอำนาจทางเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรคะ ในแผนปฏิรูปสื่อฉบับนี้ในร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและวิชาชีพสื่อฉบับนี้กลับไม่ได้ ส่งเสริมหลักสื่อควบคุมกำกับกันเองเลยแม้แต่นิดเดียว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือสภาวิชาชีพสื่อในบรรดา ๙ คน ประกอบด้วยอะไรบ้าง หลักการเหมือนจะดีค่ะ บอกว่ามาจากการเสนอของสมาคมสื่อ ๕ คน และกรรมการ ๕ คนนี้คัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิมาอีก ๔ คน ๔ คนนี้ก็คือผู้เชี่ยวชาญ ใน ๔ แขนง ซึ่งมีความจำเป็น สื่อสารมวลชน กฎหมายการคุ้มครองผู้บริโภคและสิทธิ มนุษยชน แต่ดูตรงนี้ให้ดีนะคะ ๕ คนแรก คือตัวตั้งต้น ๕ คนแรกมาจากการเสนอของ สมาคมสื่อ ๕ คนนี้มาตั้ง อีก ๔ คนซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และยังไม่รู้ว่าจะคัดเลือกกันอย่างไร ๔ คนนี้ สภาวิชาชีพสื่อนี้เป็นกลไกที่จะทำหน้าที่เรียกว่าสื่อจะเกิด แก่ เจ็บ ตาย ขึ้นอยู่กับ สมาคมนี้ทั้งหมด มีหน้าที่ทำอะไรบ้าง พิจารณารับจดแจ้งและเพิกถอนสมาชิกภาพขององค์กรวิชาชีพสื่อ นั่นก็คือจะเป็นสื่อต้องได้รับใบอนุญาต ใครอนุญาต ก็สภานี้ ใครถอน ก็สภานี้ ใครตรวจสอบ ออกกฎเกณฑ์ ก็คือสภานี้นะคะ การกำหนดมาตรฐานกลางของจริยธรรมสื่อมวลชนก็ใช้สภานี้ นอกจากนี้การแต่งตั้งคณะกรรมการจริยธรรมคณะหนึ่ง จำนวน ๗ คน พิจารณาเรื่องละเมิด จริยธรรมสื่อมวลชน ลงโทษทางปกครองได้ด้วยนะคะ ปรับเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ ต่อหนึ่งกรรม ก็คือความผิด ๑ ครั้ง ปรับได้ ๕๐,๐๐๐ บาท ทั้งหมดนี้มีต้นน้ำมาจากคณะกรรมการ สภาวิชาชีพ ๕ คนแรก ซึ่งจะตั้งอีก ๔ คนที่เหลือ รวมเป็น ๙ คน ก็ดูเหมือนจะไม่มีปัญหา อะไร เป็นการกำกับควบคุมกันเอง เพราะว่ากำหนดไว้ว่า ๕ คนนี้มาจากสมาคมสื่อ แต่ละแขนงเป็นผู้เสนอชื่อ ๑๐ คน คัดเหลือ ๕ คน ปัญหามันเกิดขึ้นตรงนี้ค่ะท่าน บทเฉพาะกาลของร่างกฎหมายฉบับนี้ ร่างกฎหมายส่งเสริมจริยธรรมและวิชาชีพสื่อ กลับล็อกสเปก (Lock Spec) ให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการ กสทช. เป็น ๒ ใน ๕ กรรมการตั้งต้น ดิฉันขอถามท่านประธานว่าตกลงปลัดสำนักนายกกับเลขาธิการ กสทช. มีวิชาชีพสื่อหรือไม่ ทำไมจึงมีการ ล็อกสเปก (Lock Spec) ให้ ๒ ตำแหน่งนี้มานั่งอยู่ ในกรรมการสภาวิชาชีพสื่อ ซึ่งจะให้คุณให้โทษกับสื่อมวลชนทั้งประเทศ นี่คือตัวแทนจากรัฐ อย่างชัดเจนนะคะ ระดับปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการ กสทช. ท่านอาจจะบอกว่า ก็นี่เป็นแค่บทเฉพาะกาล เขาเป็นแค่วาระแรกวาระเดียว กรรมการชุดต่อไปก็เข้าเกณฑ์ ตามปกติก็คือสื่อเป็นผู้เสนอกันมาเอง ในความเป็นจริงเมื่อไปอ่านตัวร่างกฎหมายแล้ว กลับไม่ใช่เช่นนั้นสิค่ะ กลับกลายเป็นว่ากรรมการชุดแรกนี่ละคือต้นกำเนิดของข้อบังคับ กฎเกณฑ์ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นหลักเกณฑ์การจ่ายค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์อื่นใด ของกรรมการสภาวิชาชีพสื่อ รวมทั้งข้อบังคับว่าด้วยกระบวนการรับเรื่องร้องเรียน มาตรการ ในการลงโทษ และข้อบังคับว่าด้วยการจดแจ้งและเพิกถอนองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ทั้งหมดนี้ จะกำหนดโดยสภาวิชาชีพซึ่งตั้งขึ้นมาจากบทเฉพาะกาล ซึ่งประกอบด้วยปลัดสำนัก นายกรัฐมนตรีและเลขาธิการ กสทช. เข้าไปแล้ว ๒ คน และมีตัวแทนสื่ออีกเพียง ๓ คน แล้วไปคัดเลือกอีก ๔ คนที่เหลือ หมายความว่าสารตั้งต้นของสภาวิชาชีพสื่อคือรัฐ ตกลงนี่คือแนวทางปฏิรูปสื่อแบบประชารัฐที่หมายถึง รัฐคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน หรือรัฐแทรกแซงการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนกันแน่ นี่เป็นแผนปฏิรูปสื่อแบบที่ท่าน ต้องการจริงหรือ เรื่องของปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีดิฉันคงไม่ต้องชี้แจงให้มากความว่า มีความไม่เหมาะสมอย่างไร แต่ท่านอาจจะกังขากับเรื่องเลขาธิการ กสทช. ซึ่งดูแล้วก็เป็น องค์กรอิสระมีหน้าที่เกี่ยวกับสื่อ ทำไมถึงจะไม่เหมาะสมในการมาเป็นกรรมการชุดตั้งต้น ดิฉันก็ขอพาท่านย้อนอดีตไปสักนิดหนึ่งว่าผลงานของ กสทช. ในรอบ ๕ ปีที่ผ่านมาภายใต้ คสช. นั้นเป็นอย่างไร เนื่องจากท่านจะต้องเข้าไปนั่งในกรรมการชุดนี้ด้วย จากการรวบรวม สถิติของไอลอว์ (iLaw) ตั้งแต่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ถึง ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ กสทช. ได้อาศัยหลักเกณฑ์ตามประกาศและคำสั่ง คสช. ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็บันทึกข้อตกลงระหว่าง สื่อกับ กสทช. รวมถึงมาตรา ๓๗ ของ พ.ร.บ. ประกอบกิจการ มีการลงโทษสื่อไปแล้ว อย่างน้อย ๕๙ ครั้ง ถามว่าแล้วเป็นการลงโทษที่เหมาะสมหรือไม่ เอนเอียงทางการเมือง หรือไม่ ดิฉันจะไม่ขอตัดสิน แต่ว่าจะใช้สถิติพูดให้ท่านฟังว่าตกลงการตัดสินของ กสทช. ๕ ปี ที่ผ่านมานั้นเป็นอย่างไร ปิดสื่อไหนไปบ้าง ดูสถิติที่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น สถานีที่ถูกลงโทษ มากที่สุด ๒๔ ครั้ง คือ วอยซ์ ทีวี (VoiceTV) รองลงมา พีซ ทีวี (PEACETV) ๑๔ ครั้ง รองลงมา ทีวี ๒๔ (TV24) ๓ ครั้ง ทีวีธรรมกาย โดนไป ๒ ครั้ง สปริงนิวส์ (SpringNews) โดนไป ๒ ครั้ง เนชั่น (Nation) ๑ ครั้ง ทีนิวส์ (TNEWS) ๑ ครั้ง ฟ้าวันใหม่ ๑ ครั้ง ดิฉันไม่ตัดสินว่านี่คือการกระทำ การตัดสินที่เป็นธรรมหรือเอนเอียงอย่างไรหรือไม่ เป็นสถิติ ที่เอามาแจ้งให้ท่านทราบในที่ประชุมเท่านั้นเอง นี่ก็คือ กสทช. ที่เลขาธิการจะเข้าไปนั่งเป็น หนึ่งในกรรมการสภาวิชาชีพสื่อ ซึ่งมีหน้าที่อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการตัดสิน รวมไปถึงตั้งคณะกรรมการจริยธรรมสื่อ ที่จะมีวาระต่อไปอีก ๔ ปีด้วย ตกลงนี่คือแนวทางปฏิรูปสื่อแบบประชารัฐที่รัฐควบคุม ประชาชนถูกหรือเปล่าคะ ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจนะคะท่าน ที่ร่างกฎหมายจริยธรรมสื่อ ถูกต่อต้านอย่างหนัก โดย ๓๐ สมาคมสื่อมวลชนรวมตัวกันออกแถลงการณ์ตั้งแต่ ๒๙ มกราคม ปี ๒๕๖๐ ต่อต้านร่างกฎหมายฉบับนี้ ให้เหตุผลว่าร่างกฎหมายดังกล่าว ไม่ได้อยู่บนหลักการพื้นฐานด้านการคุ้มครองเสรีภาพสื่อ นั่นก็คือการกำกับดูแลกันเอง ซึ่งแผนปฏิรูปสื่อของท่าน ท่านก็บอกว่าจะให้กำกับดูแลกันเองนะคะ แต่ในความเป็นจริง กลับไม่ใช่ สมาคมสื่อ ๓๐ สมาคมบอกตรงกันว่านี่คือการใช้อำนาจรัฐแทรกแซงการทำหน้าที่ อย่างอิสระของสื่อมวลชน ถ้ายังชัดไม่พอดิฉันยกคำพูดของนายกสมาคมนักข่าววิทยุ และโทรทัศน์ไทย ไม่ใช่คำพูดของดิฉันนะคะ ท่านนายกสมาคมสื่อบอกว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งให้มีการตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนโดยประกอบด้วยตัวแทนรัฐบาลระดับปลัดกระทรวง เห็นได้ชัดว่าต้องการเข้ามาควบคุมสื่ออย่างชัดเจนไม่มีเหนียมอาย ต่างกับรัฐบาลในอดีต ที่จะแทรกแซงสื่อก็ต้องทำอย่างลับ ๆ ท่านประธานคะ ในรัฐบาล คสช. ยาวนาน ๕ ปี มาจนถึงขณะนี้ การนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อก็ยังคงถูกแทรกแซงปิดกั้นคุกคามโดยคำสั่ง หัวหน้า คสช. ๓/๒๕๕๘ รวมถึงประกาศ คสช. ฉบับที่ ๙๗/๒๕๕๗ และ ๑๐๓/๒๕๕๗ การปล่อยให้สื่อฝั่งที่สนับสนุน คสช. โจมตีฝั่งที่ต่อต้าน คสช. โดยใช้ข่าวปลอม ข้อมูลเท็จ ข้อมูลบิดเบือน เกิดขึ้นในหน้าสื่อเป็นประจำท่ามกลางการเห็นของสาธารณชนทั่วไปไม่มีการลงโทษ แต่นั่นคือเรื่องในอดีต ดิฉันจะไม่เสียเวลาพูด นั่นคือเรื่องในยุคที่เกิดขึ้นในรัฐบาลเผด็จการ ในยุคที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้อันมีฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเป็นตัวแทนของประชาชน พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพของประชาชน เราในฐานะผู้แทนราษฎรย่อมจะไม่ปล่อยให้ เหตุการณ์ลิดรอนคุกคามสิทธิเสรีภาพสื่อ สิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของ ประชาชนแบบที่เคยเกิดขึ้นในรัฐบาลเผด็จการของ คสช. เกิดขึ้นอีกในรัฐบาล ที่แม้แต่ พวกท่านฝ่ายของรัฐบาลเอง ซึ่งจริง ๆ ก็เป็นรัฐบาลเดียวกับรัฐบาล คสช. พูดออกมาว่า เป็นยุคประชาธิปไตย แล้วเราผู้แทนราษฎรจะไม่ปล่อยให้การปฏิรูปสื่อที่ลิดรอนสิทธิภาพ ของประชาชนแบบนี้ มีการแทรกแซงจากภาครัฐแบบนี้เกิดขึ้น นี่คือหน้าที่ของผู้แทนราษฎร นักการเมืองทั้งหลายในที่นี้ทุกท่านล้วนเคยถูกสื่อโจมตีมาแล้วไม่มากก็น้อย ท่านจิตนาการออก แน่นอนว่าหากปล่อยให้ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับท่าน ส่งคนของตัวเองเข้าไปอยู่ในสภาวิชาชีพสื่อ คณะกรรมการจริยธรรมสื่อที่มีอำนาจล้นมือล้นฟ้าขนาดนี้ ตัวท่านเองและพรรคของท่าน จะอยู่ในสภาพเช่นไร ผู้ที่เสียประโยชน์ไม่ใช่ท่านค่ะ ผู้ที่เสียประโยชน์คือประชาชนที่จะตก อยู่ในวงล้อมของข้อมูลข่าวสารที่เอนเอียงบิดเบือน หรือแม้แต่สร้างความเกลียดชังแตกแยก ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ดิฉันขอสรุปนะคะ แผนการปฏิรูปสื่อแบบประชารัฐอันดูแล้วน่าจะ หมายถึงว่ารัฐปิดหูปิดตาประชาชนจะเกิดขึ้นไม่ได้ในยุคที่เรามีสภาผู้แทนราษฎร และมีตัวแทนจากประชาชนผ่านการเลือกตั้ง การลิดรอนสิทธิเสรีภาพสื่อจะเกิดขึ้นไม่ได้ เราไม่ได้ทำเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของท่านสื่อมวลชน แต่ทำเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพในการ รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงของประชาชน ขอบคุณค่ะ