มานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ ตั้งข้อสังเกตถึงความซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองงบประมาณในแผนปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พร้อมตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของโครงการต่าง ๆ เช่น ศูนย์รับแจ้งเหตุ 191 และโครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัยที่ใช้งบสูงโดยไม่มีผลลัพธ์ชัดเจน
กระผม นายมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ พวกเราได้เฝ้าติดตาม แล้วก็ได้เฝ้าการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกในเรื่องของการดำเนินงาน ความคืบหน้าในการรายงานของคณะสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ในเรื่อง ของการดำเนินการตามแผนปฏิรูปประเทศ ผมคงมีไม่มากนะครับ เพราะว่าข้อสังเกตก็คือ ตามคณะรัฐมนตรีได้มีการอนุมัติมาเมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑ ได้เขียนแผน ปฏิรูปประเทศ ผมเชื่อว่าแผนปฏิรูปประเทศจะมีลักษณะคล้าย ๆ กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินั้นทำเป็นประจำทุกปี อยู่แล้วนะครับ จะมีแผนแม่บททุก ๆ ๕ ปี ซึ่งแผนพัฒนาประเทศเป็นแผนที่มีความซ้ำกัน กับทางแผนของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้มีการเขียนแผนแม่บท เพราะฉะนั้นสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีการดูแล มีการเข้าไปดูในภาพรวม ของประเทศว่าประเทศไทยควรจะเดินทิศทางแบบไหนในระยะ ๕ ปี ให้มันสอดคล้องกันกับ สภาวะปัจจุบัน อันนี้มันจึงทำให้เกิดความซ้ำซ้อนกัน สิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในเรื่องของแต่ละเวลา ซึ่งเป็นปัญหาในทางปฏิบัติที่ซ้ำซ้อนกัน เป็นอย่างมาก อันนี้คือหัวใจหลัก ยุทธศาสตร์แห่งชาติ ๒๐ ปีที่ประชาชนเขาไม่ยอมรับ ผมเดินหาเสียงไปนี่ประชาชนบอกยุทธศาสตร์แห่งชาติ ๒๐ ปี มาควบคุมพวกเรา การดำเนิน หน้าที่ของความเป็นสมาชิกไม่สามารถที่จะกระทำได้ ในฐานะตัวแทนของพรรคการเมือง หรือกระทั่งนโยบายของพรรคการเมือง เพราะจะถูกยุทธศาสตร์แห่งชาติ ๒๐ ปี ครอบคลุม และควบคุม อันนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่เลวร้ายมากนะครับ ยุทธศาสตร์แห่งชาติคณะรัฐมนตรีมีมติ เห็นชอบเมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ ก่อนหน้าการเลือกตั้ง ที่สำคัญที่สุดหลักความเป็นจริง ก็คือการกำหนดแผนใด ๆ ก็แล้วแต่ แผนยุทธศาสตร์แห่งชาติมันเหมือนกับหลักการ หลักการต้องมาก่อน ยุทธศาสตร์แห่งชาติควรที่จะมาก่อนแผนปฏิรูปเสียด้วยซ้ำ อันนี้กำหนด แผนปฏิรูปมาแล้ว ๑๒ เดือน ระยะการดำเนินงานที่ผมเห็นมาสถานะของโครงการ แต่ละโครงการใน ๑๑ ด้านไม่ได้ทำอะไรเลย หรือรอ รอรับการพิจารณาอย่างนี้ถือว่า เป็นสิ่งที่สิ้นเปลืองงบประมาณกินเงินเดือนภาษีของพี่น้องประชาชน เป็นความเลวร้ายมาก ๑๑ ด้านในการปฏิรูปไม่เคยเกิดความชัดเจนเลย ยกตัวอย่างด้านบริหารราชการแผ่นดิน โครงการหลักที่ผมอ่านมานะครับ เหตุฉุกเฉินเบอร์ ๑๙๑ เข้าถึงทุกเรื่อง นี่หรือครับ แผนพัฒนาปฏิรูปประเทศ ใช้งบประมาณร่วม ๆ ๗,๓๐๐ กว่าล้านบาท ระยะการดำเนินงาน ๕ ปี เริ่มต้นปีหน้า ๒๕๖๓ จนไปถึง ๒๕๖๗ พวกผมเป็นฝ่ายค้านเดี๋ยวจะเข้าไปตรวจสอบว่า พวกท่านจะกระทำการแบบไหนอย่างไรนะครับ ผมขอตั้งข้อสังเกตตรงนี้ตลอดระยะเวลา ที่ผ่านมาเบอร์ ๑๙๑ ผมเกิดมามีอยู่แล้วกระมัง ประชาชนโทรติดบ้างไม่ติดบ้าง การประสานงานของเบอร์ ๑๙๑ ไม่เคยประสานงานแบบมีประสิทธิภาพเลย นี่คือสิ่งที่สำคัญ เพราะฉะนั้นความไม่พร้อมในการบริการ ปัญหาตัวนี้นะครับ ปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่ระบบแต่อยู่ที่คน โอเพอเรชัน (Operation) โอเพอเรเตอร์ (Operator) มีหรือไม่ ท่านจะมานั่งคิดว่า ควรจะต้องพัฒนาระบบแบบวิดีโอคอล (Video Call) บ้างละ แบบทำแอป (App) บ้าง เอ็มเอ็มเอส (MMS) บ้าง เอสเอ็มเอส (SMS) บ้างละ ตามหลักเลยพวกนี้ โลว์คอสต์ (Low-cost) มาก และท่านใช้งบประมาณ ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในระยะ ๕ ปี อย่าลืม ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นงบที่เยอะ เทียบเท่ากับกระทรวงเล็ก ๆ เลย แล้วท่านก็มาเปลี่ยนชื่อจากเบอร์ ๑๙๑ มาเป็นศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินแห่งชาติ นี่คือเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องปฏิรูปครับ เป็นการรวบหน่วยงานต่าง ๆ ออกมาและมาอยู่ในกระจุก เดียวกันให้เป็น ๑๙๑ วันนี้ ๑๙๑ ยังไม่พร้อมเลย ท่านก็ไปยกเลิกเบอร์โน้น เบอร์นี้ เบอร์นั้นมา แล้วมารวบกันเอง เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง อันนี้ไม่ใช่การปฏิรูปประเทศ จริง ๆ มีเยอะกว่านี้ แต่เวลาเหลือน้อยแล้ว แล้วก็ด้านสาธารณสุข อันนี้ผมยกตัวอย่างที่ ๒ นะครับ โครงการที่ ๒ ตามแบบแผน ควิกวิน (Quick Win) ชื่อโครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย สาระของมันก็ คือเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ การตระหนักรู้ การบริโภคอาหารปลอดภัย ของบุคลากรทางแพทย์ ประชาชนโดยทั่วไป เพื่อเป็นการสนับสนุนเกษตรกรไทยให้มีรายได้ เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อด้านเศรษฐกิจซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศให้ดีขึ้น สถานะของโครงการตอนนี้ส่งไปทาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีแผนอยู่ ๒ แบบ คือ ๑. ให้ยกเลิกสารเคมีปนเปื้อน ๒. ให้ประชาชนบริโภคผักผลไม้ปลอดสารพิษ โดยโรงพยาบาลรับซื้อผักผลไม้ของกระทรวง สาธารณสุข ดำเนินการหารือทำข้อตกลงกับกรมบัญชีกลาง สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน โดยได้รับคำยินยอมจากผู้ว่าราชการจังหวัด งบประมาณตรงนี้คือ ๖๑,๑๔๔,๐๐๐ บาท ระยะการดำเนินการตั้งแต่ปีที่แล้ว ตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๑ มี ๓ ระยะ จะไปสิ้นสุด วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๓ นั่นหมายความว่าอย่างไร นั่นหมายความว่ากลุ่มเป้าหมายก็คือ โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข นั่นหมายความว่าถ้าเอางบประมาณ ๖๑ ล้านบาทกว่า ๆ เอามาหารด้วย ๓ ปี จะได้อยู่ ๒๐ กว่าล้านบาท ผมขอตีไปเลยว่าถ้าเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ได้รับคำยินยอมนะครับ เอามาหารอีก ๗๗ จังหวัด ท่านจะตกแล้วเหลืออยู่แค่ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าบาทต่อปีต่อจังหวัด เอามาหารด้วย ๑๒ ไม่ถึง ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน ต่อจังหวัด ขอถามว่าตรงนี้สนับสนุนเกษตรกรไทยอย่างไร เป็นการผูกขาดกับผู้ประกอบการ รายย่อยหรือไม่ เพราะเงินจำนวนแค่นี้ไม่สามารถที่จะพัฒนาได้ และอีกอย่างตรงนี้นะครับ โครงการตรงนี้เห็นบอกว่าถ้ามีสารปนเปื้อน ถ้ามีสารปนเปื้อนจะรับซื้อในอัตราที่ลดร้อยละ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นไปไม่ได้เลย ผิดหลักจริยธรรมแน่นอน อีกนิดหนึ่งนะครับ ท่านประธาน ขอสักนิดหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นการดำเนินงานที่ผิดและไม่ใช่วัตถุประสงค์ ในการปฏิรูปประเทศเลย ท่านเขียนโครงการแบบนี้ขึ้นมาได้ อย่างไร ผมขอถามทาง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทางตัวแทน ส่งไปยังทางผู้มีอำนาจได้ตอบ กระจ่างหน่อย จริง ๆ หลายโครงการพวกนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันเลยกับแผนปฏิรูปประเทศ ไม่มีความต่อเนื่องกันเลย พวกท่านเขียนกันมาได้อย่างไร วิสัยทัศน์มีหรือไม่ ขอบคุณครับ ท่านประธาน